ผมเขียนตอนที่ ๑๓ ในวันที่ ๗ ตุลาคม    พอวันที่ ๑๘ ก็ได้รับหนังสือจากท่านอธิการบดี   ส่งแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา สบช. พ.ศ. ๒๕๖๖ – ๒๕๗๐   ที่ได้ปรับปรุงจากความเห็นของสภาเมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕ เรียบร้อยแล้ว    มาให้ผมให้ความเห็นชอบในฐานะนายกสภาสถาบัน     เพื่อนำไปปฏิบัติต่อไป   

ตามที่ได้เขียนไว้ในตอนที่ ๑๓  และตอนก่อนหน้านี้    ว่าสภามีความเห็นว่า สบช. ไม่ควรเน้นขยายกิจการ   แต่ควรเน้นยกระดับการทำหน้าที่สนองความต้องการของประเทศ    และเน้นยกระดับคุณภาพของผลงานทุกด้าน 

แต่ในเอกสารแผนยุทธศาสตร์หน้า ๔๖ ระบุว่า ในแผน ๕ ปี จะเปิดหลักสูตรใหม่ระดับปริญญาตรี ๑๓ หลักสูตร!!!   

ผมจึงส่งข้อความใน ไลน์กลุ่มสภาสภาบัน ถึงท่านอธิการบดีว่า    เรื่องแผนเปิดหลักสูตรใหม่เป็นเรื่องสำคัญ    จึงขอเสนอให้นำเข้าสภาระบุให้ชัดเจนว่าจะเปิดหลักสูตรอะไรบ้าง     เพื่อให้เป็นแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน    และสอดคล้องกับนโยบายเน้น relevance  ไม่เน้น expansion

เพียงครึ่งชั่วโมงหลังผมโพสต์ข้อความในกลุ่มไลน์    ท่านรองอธิการบดี เลขานุการสภาก็แจ้งในกลุ่มไลน์ว่า คณะทำงานแผนยุทธศาสตร์ของ สบช. จะขอปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์อีกครั้ง   โดยจะนำแผนเปิดหลักสูตรใหม่และข้อเสนอแนะประเด็นอื่นๆ ไปทบทวนอีกครั้ง แล้วนำเสนอสภาเพื่อพิจารณาใหม่   

วันที่ ๒๓ ตุลาคม ผมก็ได้เห็นเอกสารเตรียมเสนอเรื่องนี้ต่อสภาสถาบันในการประชุมครั้งที่ ๙/๒๕๖๕ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๕   ว่าทั้ง ๑๓ หลักสูตรนั้นเป็นหลักสูตรด้านสาธารณสุข  และด้านการพยาบาลสาขาย่อยต่างๆ    ที่พิจารณาแล้ว ก็เห็นว่าเหมาะสมที่จะมีการขยายหลักสูตร   

เป็นข้อเรียนรู้ร่วมกันว่า    แผนยุทธศาตร์ของสถาบันและหน่วยงาน    ต้องไม่เขียนแบบกว้างๆ เกินไป    จนมองไม่ออกว่าสนองหรือไม่สนองนโยบายอย่างไร   

ผมได้เรียนรู้ว่า การทำหน้าที่นายกสภาสถาบันอุดมศึกษา    ต้องมีความระมัดระวัง   ไม่ปล่อยให้ตนเองลงนามอนุมัติเรื่องใหญ่หรือเรื่องสำคัญที่เสนอมา    แล้วกลายเป็นอนุมัติให้ทำอะไรก็ได้    เพราะเขียนไว้อย่างกว้างๆ     

เป็นข้อเรียนรู้ที่มีค่ายิ่ง ของผู้บริหารและสภา สบช.    ในประเด็นความระมัดระวัง และความร่วมแรงร่วมใจกัน ในการทำงานเชิงพัฒนาสถาบัน    เพื่อสร้าง สบช. ให้รุ่งโรจน์ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางที่มีคุณค่าต่อบ้านเมือง     ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาในบริบทใหม่ของระบบอุดมศึกษาของประเทศที่การขยายตัวไม่ใช่เป้าหมายหลักอีกต่อไป     แต่ความท้าทายเชิงระบบคือคุณภาพ  การตอบสนองความต้องการของสังคม  และการทำหน้าที่ธำรงความดีงาม ซื่อสัตย์สุจริต ในสังคม    

การทำงานให้แก่สถาบันที่เรารับใช้ในยุคนี้    เครื่องมือสื่อสารสังคม (ในกรณีนี้คือ ไลน์กลุ่ม) มีประโยชน์มาก     

ข้างบนนั้น เขียนก่อนการประชุมสภาในวันที่ ๘ พฤศจิกายน   ในการประชุมฝ่ายเลขานุการเสนอข้อมูลมาเพียง ๑๐ หลักสูตร    เป็นของคณะสาธารณสุขและสหเวชศาสตร์ ๙ หลักสูตร    ของคณะพยาบาลศาสตร์ ๑ หลักสูตร    สภาฯ อนุมัติหลักการโดยเมื่อจะเปิดต้องเสนอขออนุมัติขั้นตอนที่ ๑ ต่อสภาเพื่อดูความจำเป็นของประเทศก่อน   และต้องมีข้อมูลศึกษาสถานภาพของกำลังคนสาขานั้นๆ ของประเทศ    และข้อมูลการผลิตของสถาบันอื่นๆ ทั้งประเทศมาเสนอสภาด้วย           

วิจารณ์ พานิช

๑๙ ต.ค. ๖๕   ปรับปรุง ๒๓ ต.ค. ๖๕    และ ๘ พ.ย. ๖๕