คนที่จะอุทิศชีวิตทำเพื่อส่วนรวมได้ต้องฝึกฝนการลดละกิเลสตน    หนังสือ อัตชีวประวัติของโยคี ช่วยให้ผมสะท้อนคิดเพื่อทำความเข้าใจ V – values - ค่านิยมในการดำรงชีวิตของคนส่วนน้อยนิดที่เรียกว่า โยคี ในอินเดีย    ที่ต้องการลดละกิเลสตนเพื่อเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับพระผู้เป็นเจ้า   เป็นค่านิยมที่นำโดยศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า    เพื่อใช้เป็นพลังดึงตนเองออกจากความเห็นแก่ตัว   

ผมสนใจ V-A-S-K ที่เป็นเป้าหมายการเรียนรู้ ๔ หมวดของการศึกษา     และเชื่อว่า V เป็นตัวกำหนดชตาชีวิตของผู้นั้น    ว่าจะเป็นคนแบบไหน    ผมบอกตัวเองตั้งแต่เริ่มเป็นวัยรุ่น ว่าต้องการเป็นคนที่ “ให้มากกว่าเอา”    จึงมุ่งมั่นฝึกการลดละกิเลสตลอดมาจนอายุกว่า ๘๐ ปีแล้ว     ช่วยนำทางชีวิตของผมสู่ชีวิตที่ดียิ่ง อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

มาพบในหนังสือเล่มนี้ว่า “วิถีโยคะ” คือวิธีการที่คนโบราณของอินเดีย พยายามค้นหาวิธีลดละกิเลส    โดยมีทั้งวิธีหลีกหนีจากชีวิตในสังคม ไปอยู่ป่าบำเพ็ญพรตภาวนา เพื่อเข้าสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกับพระผู้เป็นเจ้า    และวิธีเผชิญชีวิตในสังคมตามปกติ ฝึกภาวนา เพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกับพระผู้เป็นเจ้า แม้จะดำรงชีวิตฆราวาส   

ผมตีความว่า มนุษย์เราสมมติพระเจ้าขึ้นมาเพื่อเป็นกุศโลบาย ให้ที่ยึดเหนี่ยวแก่ตน    ในกระบวนการฝึกตนให้ปลดปล่อยความเห็นแก่ตัว (selfishness)  ความมีตัวตน (ego)   สู่ความไร้ตัวตน (selflessness)   โดยเอาตัวตนไปผูกกับพระเจ้าที่ตนสมมติขึ้นมา     เป็นเส้นทางสู่ความไร้ตัวตนผ่านศรัทธาในตัวตนที่ยิ่งใหญ่ คือพระเจ้า 

แต่ศาสนาพุทธไปไกลกว่า     คือแนะให้ปลดปล่อยตัวตนสู่ความว่าง หรือธรรมชาติ   เป็นเส้นทางหลุดพ้นจากตัวตนผ่านปัญญา   

จะเห็นว่า พุทธศาสนาพลิกกลับจากระบบปัญญาโบราณของอินเดีย   จากเอาตัวตนไปผูกกับพระเจ้า    สู่การเอาตัวตนปล่อยออกสู่ธรรมชาติหรือความว่าง           

กล่าวเช่นนี้คล้ายเป็นเรื่องง่ายๆ   แต่ก็มีการอธิบายประสบการณ์สู่ความหลุดพ้นมากมาย    กลายเป็นพระธรรมแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์    ฟังแล้วเกิดความระย่อ ในความซับซ้อนมากมายขั้นตอนเหล่านั้น   คนที่ปัญญาน้อยทำความเข้าใจความซับซ้อนที่บูรพาจารย์รจนาไว้มากมายไม่ไหว (เช่นผม) จึงหลงคิดว่า ตนไม่มีทางบรรลุธรรมนั้นได้   

ท่านพุทธทาสมาแบบแหวกแนว   บอกว่าไม่ต้องไปสนใจรายละเอียดเกินจำเป็นเหล่านั้นหรอก   เอาเฉพาะแก่นก็เพียงพอแก่การลดละตัวตนในระดับฆราวาสผู้ครองเรือน    หากจับแก่นได้ ปฏิบิตามแก่นได้ ก็หลุดพ้น (จากกิเลส ตัวตน) ได้   

ผมได้เรียนรู้เรื่องวิธีเรียนรู้จากการปฏิบัติ หรือผ่านประสบการณ์ (experiential learning)   คือให้เน้นการฝึกใคร่ครวญสะท้อนคิดจากประสบการณ์ตรง    โดยตั้งคำถามย้อนกลับไปที่ทฤษฎีหรือหลักการที่มีผู้เสนอไว้ก่อน   จะช่วยให้เข้าใจทฤษฎีที่เข้าใจยากได้ง่ายขึ้น    นี่คือวิธีใช้ Kolb’s Experiential Learning Cycle อีกแบบหนึ่ง     คือใช้ช่วยทำความเข้าใจทฤษฎียากๆ ผ่านการปฏิบัติ   หรือใช้ตีความทฤษฎีผ่านการปฏิบัติ   

นี่คือวิธีที่ท่านพุทธทาสค้นพบด้วยตนเอง     ช่วยให้ท่านตีความแก่นของพุทธศาสนา เสนอต่อสังคมไทย ช่วยให้ผู้คนได้ประโยชน์มากมาย   แต่มากแค่ไหนก็ยังเป็นคนส่วนน้อย (น้อยมากๆ) อยู่ดี     เพราะคนไทยส่วนใหญ่ (หรือเกือบทั้งหมด) ไม่ได้รับการฝึก reflective learning  โดยเฉพาะ experiential reflective learning    

คนที่มีทักษะ สะท้อนคิดจากประสบการณ์ (experiential reflective learning) จึงเป็นคนโชคดีในชีวิต    เพราะจะเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต    เพราะการสะท้อนคิดจากประสบการณ์ คือทักษะเรียนรู้ (learning skills)    ที่ช่วยให้ผู้นั้นมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต

เรียนรู้อะไร    เคล็ดลับอยู่ที่การมีเป้าหมายในชีวิต และการตั้งคำถาม 

การมีเป้าหมายในชีวิตคือค่านิยม (values) ของบุคคล    โดยค่านิยมเป็นเป้าหมายที่ลึกลงไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวตนของตนเองกับส่วนรวม   

ที่จริงค่านิยม (values) ก็มีทั้งค่านิยมเชิงลบ  และค่านิยมเชิงบวก    ที่เราต้องการคือค่านิยมเชิงบวก    คนที่โชคดีรู้จักตั้งคำถามเชิงบวก เพื่อการเรียนรู้จากประสบการณ์ของตน ก็จะค่อยๆ พัฒนาค่านิยมเชิงบวก เชิงมุ่งประโยชน์ส่วนรวม   ลดค่านิยมเชิงลบที่มุ่งประโยชน์ส่วนตน 

นำมาสู่ประเด็นสำคัญของการศึกษา    ในประเด็นด้านการสร้างค่านิยมสมัยใหม่    ให้แก่เด็กและเยาวชน    ที่เด็กและเยาวชนต้องฝึกทักษะการเรียนรู้จากประสบการณ์ใส่ตน    มีครูเป็นโค้ช ช่วยตั้งคำถามสู่การพัฒนาค่านิยมเชิงบวก ให้แก่ศิษย์    

ครูที่ประเสริฐ ช่วยตั้งคำถามเชิงบวก สู่การหนุนให้เด็กสร้างค่านิยมเชิงบวกใส่ตน    ครูที่เป็นมารร้ายหลงตั้งคำถามเชิงลบ สู่การหนุนให้ศิษย์สร้างค่านิยมเชิงลบใส่ตน   เป็นครูที่สอนศิษย์ให้เป็นโจร หรือดำรงชีวิตในทางเสื่อม โดยตนไม่ตั้งใจ              

วิจารณ์ พานิช          

๒๐ พ.ย. ๖๕