หลักธรรมเกี่ยวกับการบริหารคน

            หลักธรรมในพุทธศาสนานอกจากจะมุ่งประโยชน์ตนแล้ว ยังมุ่งประโยชน์เพื่อส่วนรวมด้วย เพื่อพัฒนาคนที่มีความสัมพันธ์กันในการดำเนินชีวิต เพื่อให้เขาเหล่านั้นได้มีความสุขอันเกิดจากการกระทำที่เป็นกุศล การทำงานด้านธุรกิจก็เช่นกัน เมื่อรู้หลักการริหารตนแล้ว ผู้ประกอบการจะต้องมีความฉลาดในการบริหารคนซึ่งเป็นบริวารหรือเพื่อนร่วมงานด้วย เพื่อให้ทีมคณะทำงานเกิดการมีส่วนร่วม ประสานงานอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ดำเนินงานธุรกิจไปสู่เป้าหมาย คือ ความสุขและความสำเร็จร่วมกัน ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญต่อการศึกษาหลักธรรมเกี่ยวกับการบริหารคน ผู้วิจัยจึงได้ทำการศึกษาตามหัวข้อธรรมดังต่อไปนี้

              ก. พรหมวิหาร 4 

                    พรหมวิหาร 4 ถือว่าเป็นธรรมแห่งพรหมซึ่งเปรียบเสมือนผู้เป็นใหญ่หรือผู้ใหญ่ ในองค์กรธุรกิจ ผู้ประกอบการหรือหัวหน้าฝ่ายต่างๆ ล้วนเป็นบุคคลที่ถือว่าเป็นใหญ่ในหน้าที่โดยตำแหน่ง มีความจำเป็นที่จะต้องดำรงพรหมวิหาร 4 ให้เป็นไปโดยธรรม จึงเป็นธรรมที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง

                 1) ความหมายและองค์ประกอบของพรหมวิหาร 4

                        พรหมวิหาร หมายถึง ธรรมเครื่องอยู่ของพรหม, ธรรมประจำใจอันประเสริฐ, ธรรมประจำใจของท่านผู้มีคุณงามความดียิ่งใหญ่ มี 4 ข้อ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา (พระพรหมคุณาภรณ์, 2552ก, หน้า 259) 

                        องค์ประกอบของพรหมวิหารธรรมทั้ง 4 ข้อ สามารถอธิบายได้ดังนี้ (พระพรหมคุณาภรณ์, 2552ข, หน้า 124)

                        1) เมตตา หมายถึง ความรัก ความปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข มีจิตอันแผ่ไมตรีและคิดทำประโยชน์แก่มนุษย์และสัตว์ทั่วหน้า

                        2) กรุณา หมายถึง ความคิดสงสาร คิดช่วยให้พ้นทุกข์ ใฝ่ใจในอันจะปลดเปลื้องบำบัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของปวงสัตว์

                        3) มุทิตา หมายถึง ความยินดี ในเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข มีจิตผ่องใสบันเทิง กอปรด้วยอาการแช่มชื่นเบิกบานอยู่เสมอต่อสัตว์ทั้งหลายผู้ดำรงในปกติสุข พลอยยินดีด้วยเมื่อเขาได้ดีมีสุข เจริญงอกงามยิ่งขึ้นไป

                        4) อุเบกขา หมายถึง ความวางใจเป็นกลาง อันจะให้ดำรงอยู่ในธรรมที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา คือ มีจิตเรียบตรงเที่ยงธรรมดุจตราชู ไม่เอนเอียงด้วยรักและชัง พิจารณาเห็นธรรมที่สัตว์ทั้งหลายกระทำแล้ว อันควรได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุอันตนประกอบ พร้อมที่จะวินิจฉัยและปฏิบัติไปตามธรรม รวมทั้งรู้จักวางเฉยสงบใจมองดู ในเมื่อไม่มีกิจที่ควรทำ เพราะเขารับผิดชอบตนได้ดีแล้ว เขาสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือเขาควรได้รับผลอันสมกับความรับผิดชอบของตน

                        ผู้ดำรงในพรหมวิหาร ย่อมช่วยเหลือมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายด้วยเมตตากรุณา และย่อมรักษาธรรมได้ด้วยอุเบกขา ดังนั้น แม้จะมีกรุณาที่จะช่วยเหลือสัตว์แต่ก็ต้องมีอุเบกขาด้วยที่จะไม่ให้เสียธรรม

                    2) ความสำคัญของพรหมวิหาร 4

                        จากการศึกษาความหมายและองค์ประกอบของพรหมวิหาร 4 สามารถวิเคราะห์ความสำคัญได้ว่า ข้อธรรมในแต่ละข้อนั้นล้วนมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างไม่แยกส่วน แต่ช่วยเกื้อหนุนกันโดยธรรม ซึ่งสามารถอธิบายความสำคัญของข้อธรรมในแต่ละข้อได้ดังนี้

                        1) เมตตา มีความสำคัญสำหรับการบริหารคนในด้านของความรักความเข้าใจต่อผู้ร่วมงานไม่ว่าเขาจะอยู่ในสถานะใดก็ตามก็มีความปรารถนาดีให้ เป็นความรู้สึกของการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเป็นคณะ หากไร้ซึ่งความเมตตาเอื้ออาทรในใจ แต่ละคนย่อมเกิดการลุแก่อำนาจได้ง่าย เป็นเหตุให้เกิดการเบียดเบียนด้านความรู้สึกและความคิด เพื่อเอาอัตตาของตนเป็นที่ตั้ง ยึดมั่นใน “จุดยืน” ของตนเป็นสำคัญโดยไม่ให้ความสำคัญต่อ “จุดสนใจ” ที่มีอยู่ในความคิดและความรู้สึกของผู้อื่น ที่ทำงานที่ขาดความเมตตาเปรียบเสมือนผืนดินที่แห้งแล้ง ไร้น้ำใจ ตรงกันข้าม ที่ทำงานที่เต็มไปด้วยคนมีเมตตาจิต ย่อมทำให้บรรยากาศโดยรวมมีความอบอุ่น ร่มเย็น เพราะน้ำใสใจจริงที่ปรารถนาดีต่อกันเปรียบเสมือนสายน้ำที่ชุ่มฉ่ำ ไม่แห้งแล้ง พร้อมที่จะแบ่งปันประโยชน์สุขให้แก่คนรอบข้าง ความเมตตาเกิดที่บ้าน คนในบ้านก็ร่มเย็น เกิดในที่ทำงาน เพื่อนร่วมงานก็เกิดความอบอุ่น เมตตามีความสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงความปรารถนาดีที่จริงใจสู่กันและกัน ทำให้การดำเนินงานทางธุรกิจเต็มไปด้วยความสุขร่วมกัน

                        2) กรุณา มีความสำคัญสำหรับการบริหารคนในด้านของการให้ความช่วยเหลือเกื้อกูล ซึ่งออกมาจากน้ำใจที่ต้องการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้เกิดความพ้นทุกข์ ช่วยขจัดปัญหา หรือบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่เพื่อนร่วมงานไม่ว่าเขาจะอยู่ในสถานะหรือตำแหน่งใดก็ตาม ในการทำงานไม่ว่าจะอาชีพใดก็ตามไม่เว้นแม้แต่งานทางด้านธุรกิจย่อมเกิดอุปสรรคมากมายให้แก้ไข หากผู้ร่วมงานไม่มีจิตคิดช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อุปสรรคปัญหาบางอย่างอาจไม่สามารถคลี่คลายไปได้ โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดขึ้นกับส่วนรวม มีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งที่แต่ละคนจะแสดงออกซึ่งความรับผิดชอบต่องานและเพื่อนร่วมงานทุกคน เมื่อเกิดการมีส่วนร่วม มีน้ำหนึ่งใจเดียวกันเช่นนี้ ย่อมเป็นเหตุให้เกิดการแก้ปัญหาร่วมกันและเป็นการแก้ปัญหาที่เกิดความยั่งยืนด้วยความกรุณาที่เกิดขึ้นในใจแต่ละคนอย่างมีส่วนร่วมในความรู้สึก

                        3) มุทิตา มีความสำคัญสำหรับการบริหารคนในด้านการสร้างขวัญและกำลังใจให้เกิดกับผู้ร่วมงาน ที่ทำงานใดก็ตาม หากมีคนประสบผลสำเร็จแต่ขาดคนที่ชื่นชมยินดีด้วย บรรยากาศในการทำงานจะดูสลดหดหู่ ไร้ชีวิตชีวา เพราะความเฉยเมยไม่ใส่ใจ ไม่เชื่อมต่อความรู้สึกซึ่งกันและกัน แสดงให้เห็นถึงพื้นฐานน้ำใจที่ไร้ความเมตตากรุณาเป็นพื้นฐาน ตรงกันข้าม หากมีความเมตตากรุณาเป็นพื้นฐานย่อมนำพาจิตใจให้ยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีมีความสุข ทั้งยังมีใจในการสนับสนุนเกื้อกูลให้ผู้นั้นมีความสุขสำเร็จในหน้าที่การงานยิ่งๆ ขึ้นไป โดยไม่ตั้งจิตอิจฉาริษยาเมื่อผู้อื่นได้ดีกว่าตน บุคคลที่ไร้มุทิตาจิตย่อมแสดงออกในการอาการที่อดรนทนไม่ได้เมื่อมีใครก็ตามได้ดีกว่าตนเอง เป็นเลิศกว่าตนเองในจุดยืนที่ตนดำรงอยู่ เพราะมีจิตคิดอยากให้ตนเป็นคนสำคัญและมุ่งความสำเร็จของตนเป็นสำคัญโดยละเลยมิตรภาพ มุทิตาจิตจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่แสดงถึงน้ำใจและกำลังใจของเพื่อนร่วมงานแต่ละคนที่มีให้กัน กำลังใจที่เกิดจากมุทิตาจิตเหล่านี้จะช่วยให้การทำงานขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมีพลัง ทำให้องค์กรน่าอยู่มากขึ้น

                        4) อุเบกขา มีความสำคัญสำหรับการบริหารคนในด้านการให้ความเที่ยงธรรมในการพูดและการกระทำ โดยเฉพาะผู้เป็นใหญ่ในตำแหน่งต่างๆ เพราะถึงแม้ว่าความเมตตาจะมีความสำคัญ แต่ถ้าหากเมตตาบนความไม่เข้าใจหรือมีความเอนเอียงเพราะเมตตาบางคนมากเกินไป ความเมตตาดังกล่าวจะกลายเป็นอคติเพราะหลงบ้าง อคติเพราะรักบ้าง อคติเพราะขลาดกลัวบ้าง อคติเพราะชังบ้าง อคติเหล่านี้เป็นตัวบ่อนทำลายความสงบสุขเพราะขาดการบริหารคนอย่างเป็นธรรม เลือกที่รักมักที่ชัง ดังนั้น อุเบกขาจึงมีความสำคัญในการคิด พูด ทำ ด้วยสติ คือ มีสติยับยั้งอคติไม่ให้เกิดขึ้นเพื่อรักษาความเป็นธรรมให้เกิดแก่ผู้ปฏิบัติงานอย่างเท่าเทียม

            ข. สังคหวัตถุ 4 

                 สังคหวัตถุ เป็นธรรมแห่งการแสดงออกซึ่งน้ำใจไมตรีที่มนุษย์ควรหยิบยื่นให้กัน มิตรภาพจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการรู้จักให้ รู้จักแบ่งปันสิ่งดีดีให้กันด้วยความจริงใจ ทั้งการแบ่งปันสิ่งของที่จำเป็น แบ่งปันคำพูดที่ดี ฟังแล้วลื่นหูไม่เคืองใจ แบ่งปันการกระทำที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ แบ่งปันน้ำใจเหล่านี้อย่างเสมอต้นเสมอไปดุจสายน้ำที่ลื่นไหลติดต่อกันไม่ขาดสาย ดังนั้น จึงควรศึกษาสังคหวัตถุ 4 ให้เกิดความเข้าใจเพื่อจะได้นำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สุขแก่องค์กรร่วมกัน

                 1) ความหมายและองค์ประกอบของสังคหวัตถุ 4

                     สังคหวัตถุ หมายถึง เรื่องที่จะสงเคราะห์กัน, คุณเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจของผู้อื่นไว้ได้, หลักการสงเคราะห์ คือช่วยเหลือกันยึดเหนี่ยวใจกันไว้ และเป็นเครื่องเกาะกุมประสานโลกคือสังคมแห่งหมู่สัตว์ไว้ดุจสลักยึดรถที่กำลังแล่นไปให้คงเป็นรถและวิ่งแล่นไปได้ มี 4 อย่าง คือ 1) ทาน การแบ่งปันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ 2) ปิยวาจา พูดจาน่ารัก น่านิยมนับถือ 3) อัตถจริยา บำเพ็ญประโยชน์ และ 4) สมานัตตตา ความมีตนเสมอ คือ ไม่ถือตัว ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน เป็นต้น (พระพรหมคุณาภรณ์, 2552ก, หน้า 412)

                     องค์ประกอบของสังคหวัตถุ 4 มีดังนี้ (พระพรหมคุณาภรณ์, 2552ข, หน้า 143)

                        1) ทาน หมายถึง การให้ คือการเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือกันด้วยสิ่งของ ตลอดถึงให้ความรู้และแนะนำสั่งสอน

                        2) ปิยวาจา หรือ เปยยวัชชะ หมายถึง วาจาเป็นที่รัก วาจาดูดดื่มน้ำใจ หรือวาจาซาบซึ้งใจ คือ กล่าวคำสุภาพ ไพเราะ อ่อนหวาน สมานสามัคคี ให้เกิดไมตรีและความรักใคร่นับถือ ตลอดถึงคำแสดงประโยชน์ประกอบด้วยเหตุผลเป็นหลักฐานจูงใจให้นิยมยินดี 

                        3) อัตถจริยา หมายถึง การประพฤติประโยชน์ คือ ขวนขวายช่วยเหลือกิจการ บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ตลอดถึงช่วยแก้ไขปรับปรุงส่งเสริมในทางจริยธรรม

                        4) สมานัตตตา หมายถึง ความมีตนเสมอ คือ ทำตนเสมอต้นเสมอปลาย ปฏิบัติสม่ำเสมอกันในชนทั้งหลาย และเสมอในสุขทุกข์โดยรวมรับรู้ร่วมแก้ไข ตลอดถึงวางตนเหมาะแก่ฐานะ ภาวะบุคคล เหตุการณ์และสิ่งแวดล้อม ถูกต้องตามธรรมในแต่ละกรณี

                    2) ความสำคัญของสังคหวัตถุ 4

                        สังคหวัตถุมีความสำคัญในเชิงของการยึดเหนี่ยวใจบุคคล และประสานหมู่ชนไว้ในความสามัคคี ซึ่งในแต่ละข้อล้วนมีความสำคัญ ดังนี้ 

                        1) ทาน มีความสำคัญสำหรับการบริหารคนในด้านของการให้วัตถุยึดเหนี่ยวใจบุคคล การให้ในที่นี้ไม่ใช่การให้เพื่อหวังผลย้อนกลับในเชิงผลประโยชน์เข้าตน แต่เป็นการให้เพื่อให้ ให้เพื่อธรรม เป็นการให้เพื่อเกื้อกูล เพื่อให้เกิดมิตรภาพที่ดีในเชิงกัลยาณมิตร แสดงถึงความมีน้ำใจเอื้ออาทร หรือเอื้อเฟื้อต่อกัน 

                        2) ปิยวาจา หรือ เปยยวัชชะ มีความสำคัญสำหรับการบริหารคนในด้านการรักษาน้ำใจจากการพูดหรือการสนทนาให้เป็นไปอย่างราบรื่น ประสานมิตรไมตรีกันไว้ไม่ให้เสื่อม หลายครั้งที่การพูดโดยไม่ระมัดระวังสร้างความแตกแยก หรือความขัดเคืองให้เกิดในที่ทำงาน เป็นเหตุให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง กินแหนงแคลงใจกันอยู่ตลอด การบริหารคนก็เกิดปัญหาเพราะขาดปิยวาจา เพราะฉะนั้น ปิยวาจาคือวาจาที่อ่อนหวาน เป็นประโยชน์ จึงเป็นสิ่งสำคัญมากต่อการบริหารคนให้เกิดความสมัครสมานสามัคคี มีขวัญและกำลังใจในการทำงานให้บรรลุผลสำเร็จร่วมกัน

                        3) อัตถจริยา มีความสำคัญสำหรับการบริหารคนในด้านพฤติกรรมและความประพฤติ ผู้นำที่เอาแต่สั่ง แต่ไม่ทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้ตาม เขาย่อมไม่สามารถเข้าไปนั่งอยู่บนหัวใจของผู้ตามได้ เพื่อนร่วมงานที่ดีแต่พูดแต่ไม่ทำ คำพูดนั้นจะย้อนกลับเข้ามาสู่ผู้พูดทำให้เสียความเคารพนับถือและความไว้วางใจ การปกครองคนนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เพื่อสร้างแบบอย่างที่ดีให้เกิดแก่องค์การ นำพาคนในองค์กรไปสู่ความสำเร็จร่วมกันด้วยการปฏิบัติให้เกิดผลจริง 

                        4) สมานัตตตา มีความสำคัญสำหรับการบริหารคนในด้านความประพฤติตนอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ถือตัวยกตนข่มท่านหรือจัดระดับเพื่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำแต่ไม่ได้สร้างความชอบธรรมให้เกิดขึ้น สมานัตตตาช่วยให้ผู้นำรู้จักร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผู้ตามในฐานะของผู้ร่วมงานหรือเพื่อร่วมงานที่ช่วยกันฟันฝ่าอุปสรรคในการทำงานโดยไม่ทอดทิ้ง แต่เอาใจใส่และดูแลอย่างสม่ำเสมอ ทำให้เกิดความรักและเคารพเลื่อมใสเพราะความประพฤติที่เป็นประโยชน์สุขนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวแต่มีความยั่งยืนเสมอต้นเสมอปลายไปตลอด

            ค. สัปปุริสทาน 8                           

                    สัปปุริสทาน 8 เป็นธรรมที่สนับสนุนส่งเสริมในเรื่องของการให้หรือการแบ่งปันอย่างมีปัญญา การให้ที่มีปัญญาย่อมเพิ่มคุณค่าให้เกิดในขณะที่ให้เสมอ สัปปุริสทาน 8 มีเนื้อหาที่สำคัญที่ควรศึกษาดังนี้

                 1) ความหมายและองค์ประกอบของสัปปุริสทาน 8

                        สัปปุริสทาน 8 หมายถึง ทานของสัตบุรุษ การให้อย่างสัตบุรุษ ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญดังนี้ (พระพรหมคุณาภรณ์, 2552ข, หน้า 219)

                        1) สุจึ เทติ หมายถึง ให้ของสะอาด

                        2) ปณีตํ เทติ หมายถึง ให้ของประณีต

                        3) กาเลน เทติ หมายถึง ให้ของเหมาะกาล ให้ถูกเวลา

                        4) กปฺปิยํ เทติ หมายถึง ให้ของสมควร ให้ของที่ควรแก่เขา ซึ่งเขาจะใช้ได้

                        5) วิเจยฺย เทติ หมายถึง พิจารณาเลือกให้ ให้ด้วยวิจารณญาณ เลือกของ เลือกตนที่จะให้ ให้เกิดผลประโยชน์มาก

                        6) อภิณฺหํ เทติ หมายถึง ให้เนืองนิตย์ ให้ประจำ หรือสม่ำเสมอ

                        7) ททํ จิตฺตํ ปสาเทติ หมายถึง เมื่อให้ ทำจิตผ่องใส

                        8) ทตฺวา อตฺตมโน โหติ หมายถึง ให้แล้ว เบิกบานใจ

                    2) ความสำคัญของสัปปุริสทาน 8

                        1) สุจึ เทติ หรือ ให้ของสะอาด มีความสำคัญสำหรับการบริหารคนในด้านการให้วัตถุสิ่งของที่หามาได้ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต สิ่งที่ได้มาด้วยความสุจริตเป็นสัมมาอาชีวะเช่นนี้จัดได้ว่าเป็นของสะอาด การให้ของสะอาดเป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงความมีน้ำใจและคุณธรรมของผู้ให้ เป็นการให้ของที่ไม่มีโทษภัยเกิดขึ้นมาในภายหลัง นอกจากนี้ คำว่าของสะอาดยังตีความได้ถึงวัตถุสิ่งของที่ไม่ก่อให้เกิดโทษทางด้านร่างกาย เช่น สุรา ของมึนเมา ยาเสพติดให้โทษ เป็นต้นด้วย

                        2) ปณีตํ เทติ หรือ ให้ของประณีต มีความสำคัญสำหรับการบริหารคนในด้านความเอาใจใส่ หรือความใส่ใจต่อผู้รับ การให้วัตถุสิ่งของที่ประณีตเป็นเครื่องแสดงถึงความละเอียดอ่อนของจิตใจของผู้ให้ ความละเอียดอ่อนดังกล่าวนี้มาจากความรู้สึกที่ใส่ใจเพื่อนมนุษย์ เห็นคุณค่าของเพื่อมนุษย์อย่างแท้จริง ไม่ใช่เลือกของประณีตมาให้ในลักษณะของเหยื่อล่อที่รอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในภายภาคหน้า

                        3) กาเลน เทติ หรือ ให้ของเหมาะกาล ให้ถูกเวลา มีความสำคัญสำหรับการบริหารคนในด้านความเหมาะสมเรื่องกาลเทศะ ของบางอย่างควรให้ตามกาลเวลาที่เหมาะสมจึงจะเกิดคุณค่าอย่างสูงสุด เช่น การให้โบนัสคนทำงานตอนสิ้นปีก็ควรต้องให้ตอนสิ้นปี ถ้ามีการให้อยู่เรื่อยๆ คนทำงานก็จะไม่เห็นคุณค่าของมันเพราะคิดว่าจะตั้งใจทำงานแค่ไหนก็ได้ ก็ได้โบนัสไม่ต่างกัน หากเป็นเช่นนี้คนที่ขยันทำงานก็จะท้อแท้หมดกำลังใจ และเปิดช่องให้กับคนที่เกียจคร้านในการงานแต่อยากได้ด้วยความละโมบ ดังนั้น การให้ของเหมาะกาล ให้ถูกเวลาจึงมีความสำคัญมากต่อการบริหารคนในองค์กร

                        4) กปฺปิยํ เทติ หรือ ให้ของสมควร ให้ของที่ควรแก่เขา ซึ่งเขาจะใช้ได้ มีความสำคัญสำหรับการบริหารคนในด้านการรู้จักเลือกเฟ้นของให้เหมาะสมแก่บุคคลแต่ละคน อาจจะเหมาะสมกับหน้าที่การงาน เช่น แม่บ้านทำความสะอาดต้องการไม้กวาดและผ้าถูพื้นมากกว่าคนที่ทำงานเป็น CEO เป็นต้น หรือการให้กระโปรงแก่เพศหญิงย่อมเกิดความเหมาะสมมากกว่าให้กับเพศชาย เป็นต้น 

                        5) วิเจยฺย เทติ หรือ พิจารณาเลือกให้ ให้ด้วยวิจารณญาณ เลือกของ เลือกตนที่จะให้ ให้เกิดผลประโยชน์มาก มีความสำคัญสำหรับการบริหารคนในด้านการพินิจพิเคราะห์ มีความตรึกตรองและใคร่ครวญด้วยการวิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธาน ซึ่งเป็นฐานของวิจารณญาณ การเลือกของให้กับบุคคลทำงานนอกจากจะต้องรู้จักให้ของสะอาด ของประณีต ของเหมาะกาล ให้ถูกเวลา ให้ของสมควร ให้ของที่ควรแก่เขาแล้ว ยังต้องมีการใช้ความรอบคอบตัดสินอีกทีว่าสมควรหรือไม่สมควรให้อย่างไร โดยเล็งผลอันเลิศที่ประสิทธิภาพสูงสุดของการให้ เช่น บางคนให้โดยคำนึงถึงหลัก ประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสุด เป็นต้น

                        6) อภิณฺหํ เทติ หรือ ให้เนืองนิตย์ ให้ประจำ หรือสม่ำเสมอ มีความสำคัญสำหรับการบริหารคนในด้านความเสมอต้นเสมอปลาย การให้แม้จะเป็นสิ่งที่ดี แต่การให้ที่ขาดจังหวะ ขาดความต่อเนื่อง ให้แบบกระปิดกระปอย ไม่เต็มใจให้ การให้เช่นนี้ไม่ได้ทำให้เกิดประสิทธิผลเท่าไรนัก เพราะโดยความเป็นจริงแล้ว มนุษย์ต้องมีกระบวนการให้และรับอยู่เสมอหากยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้น มนุษย์ต้องการเป็นผู้ให้และผู้รับอยู่ตลอดเวลา ความเป็นจริงข้อนี้เป็นเหตุผลที่ต้องให้อย่างเนืองนิตย์ ให้ประจำ ให้สม่ำเสมอ เพื่อให้ประสิทธิผลของการให้เกิดความต่อเนื่องเชื่อมโยง ทำให้งานสำเร็จ เพราะได้ใจคน

                        7) ททํ จิตฺตํ ปสาเทติ หรือ เมื่อให้ ทำจิตผ่องใส มีความสำคัญสำหรับการบริหารคนในด้านการสร้างเหตุที่ดีภายใน บุคคลที่มีเจตนาดีย่อมเป็นเหตุให้จิตใจเกิดความผ่องใส ผ่องแผ้ว เบ่งบานด้วยธรรม มีความร่าเริงในธรรม ขจัดความเศร้าหมอง ความกดดัน ความทุกข์เศร้าในใจอันเกิดจากเจตนาร้าย ผู้มีจิตใจที่ผ่องใสเพราะสร้างเหตุที่เป็นกุศลเช่นนี้ จิตใจย่อมเป็นไปเพื่ออโลภะ อโทสะ และอโมหะ ส่งผลให้เกิดความรักความเข้าใจ เกิดความเมตตากรุณาเอื้ออาทรต่อผู้ร่วมงาน ทำให้สามารถครองคนได้อย่างเป็นธรรม และมีความสุข

                        8) ทตฺวา อตฺตมโน โหติ หรือ ให้แล้ว เบิกบานใจ มีความสำคัญสำหรับการบริหารคนในด้านการตรวจสอบผลที่เกิดขึ้นด้วยความมีสติสัมปชัญญะ เพราะบางครั้งการตั้งเจตนาที่ดี มีจิตใจที่ผ่องแผ้ว อาจเกิดขึ้นไม่ตลอดสาย บางครั้งในวาระจิตอาจมีกุศลบ้าง อกุศลบ้าง ทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมาเกิดความผิดเพี้ยน การให้ที่ดีต้องไม่ใช่การให้เพื่อเอาเข้าตัวด้วยความเห็นแก่ตัว ด้วยอยากสนองอัตตาหรือกิเลสในตน แต่ต้องเป็นการให้เพื่อให้ ให้แล้วเบิกบานใจ ใจก็เป็นสุข ให้แล้วผลจะออกมาเช่นไรก็บูชาแล้วซึ่งพระธรรม ใจก็เบิกบาน เป็นสุข การให้ด้วยการปราศจากเงื่อนไข ให้เพื่อให้ ให้เพื่อธรรมเช่นนี้ ย่อมสามารถครองใจคนให้เกิดการบริหารได้อย่างราบรื่น

            ง. อคติ 4 

                  ในการดำเนินงานหรือกิจกรรมใดๆ ในองค์กร เมื่อปัญหาเกิดขึ้นและมีความจำเป็นที่ต้องอาศัยการตัดสินใจเกี่ยวกับบุคคลในเรื่องของความถูกผิด หลักอคติ 4 เป็นหลักธรรมที่ควรถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาดูเสมอว่าในขณะที่มีการตัดสินคนอื่นอยู่นั้น การตัดสินดังกล่าวเป็นไปด้วยอคติหรือไม่ ดังนั้น อคติ 4 จึงเป็นหลักธรรมที่ควรศึกษาเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินงานที่ควรเป็นไปอย่างชอบธรรม ดังนี้

               1) ความหมายและองค์ประกอบของอคติ 4

                       อคติ 4 หมายถึง ฐานะอันไม่พึงถึง ทางความประพฤติที่ผิด ความไม่เที่ยงธรรม ความลำเอียง ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญดังนี้ (พระพรหมคุณาภรณ์, 2552ข, หน้า 149)

                       1) ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะชอบ

                       2) โทสาคติ ลำเอียงเพราะชัง

                       3) โมหาคติ ลำเอียงเพราะหลง ผิดพลาดเพราะเขลา

                       4) ภยาคติ ลำเอียงเพราะกลัว

                  2) ความสำคัญของอคติ 4

                       1) ฉันทาคติ หรือ ลำเอียงเพราะชอบ มีความสำคัญสำหรับการบริหารคนในด้านการมีสติระวังใจให้เป็นอุเบกขา ไม่หวั่นไหวเอนเอียงเพราะรัก แม้ว่าความรักเป็นสิ่งที่ดี แต่การยึดมั่นถือมั่นในความรักกลับทำให้ทุกข์ เพราะทำให้จิตเอนเอียงไม่เป็นธรรม มีผลกระทบต่อการทำงานในเชิงของการเรียกร้องความเป็นธรรม ทุกคนในที่ทำงานล้วนต้องการความเป็นธรรมด้วยกันทั้งนั้นแม้ว่าเขาจะเป็นที่รักของผู้ร่วมงานหรือไม่ ดังนั้น การทำงานใดๆ ก็ตาม หากต้องการครองคนให้เป็นไปด้วยธรรมแล้ว จะต้องไม่เอนเอียงหรือมีอคติเพราะรักโดยเด็ดขาด

                       2) โทสาคติ หรือ ลำเอียงเพราะชัง มีความสำคัญสำหรับการบริหารคนในด้านการมีสติระวังใจให้เป็นอุเบกขา ไม่หวั่นไหวเอนเอียงเพราะชัง ความเกลียดชังเกิดจากความโกรธเป็นสำคัญ ความโกรธหรือโทสะเป็นกิเลส เป็นอกุศลธรรมที่ควรละเว้น หากเกิดกับคนทำงาน ที่ทำงานก็จะเกิดความเดือดร้อนวุ่นวาย เกิดความกดดันขัดแย้งอยู่ไม่เป็นสุข การยึดมั่นถือมั่นในความชังตัวบุคคล ทำให้ทุกข์ เพราะทำให้จิตเอนเอียงไม่เป็นธรรม มีผลกระทบต่อการทำงานในเชิงของการเรียกร้องความเป็นธรรม ทุกคนในที่ทำงานล้วนต้องการความเป็นธรรมด้วยกันทั้งนั้นแม้ว่าเขาจะเป็นน่าชังมากเท่าไร ดังนั้น การทำงานใดๆ ก็ตาม หากต้องการครองคนให้เป็นไปด้วยธรรมแล้ว จะต้องไม่เอนเอียงหรือมีอคติเพราะชังโดยเด็ดขาด

                       3) โมหาคติ หรือ ลำเอียงเพราะหลง ผิดพลาดเพราะเขลา มีความสำคัญสำหรับการบริหารคนในด้านการมีสติระวังใจให้เป็นอุเบกขา ไม่หวั่นไหวเอนเอียงเพราะเขลา ความโง่เขลาที่ขาดการใช้วิจารณญาณ ขาดการฝึกฝนให้เชี่ยวชาญในงานของตนไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ใครเลย แต่กลับเป็นโทษเบียดเบียนคนอื่นด้วยความไม่รู้หรือความหลง ความหลงทำให้จิตเอนเอียงไม่เป็นธรรม มีผลกระทบต่อการทำงานในเชิงของการทำให้งานเสียหาย ไร้ประสิทธิภาพ และความเป็นธรรม ทุกคนในที่ทำงานล้วนต้องการความเป็นธรรมด้วยกันทั้งนั้น แต่หากผู้นำหรือคนทำงานตัดสินใจด้วยความไม่รู้ ไม่ถาม ไม่สืบเสาะหาข้อเท็จจริงอย่างมีส่วนร่วมก่อนตัดสินใจ การตัดสินใจดังกล่าวจะก่อให้เกิดมลทิน ไม่เป็นไปเพื่อความยุติธรรมในองค์กร

                       4) ภยาคติ หรือ ลำเอียงเพราะกลัว มีความสำคัญสำหรับการบริหารคนในด้านการมีสติระวังใจให้เป็นอุเบกขา ไม่หวั่นไหวเอนเอียงเพราะกลัว โดยเฉพาะความกลัวผู้มีอำนาจ ผู้มีอิทธิพลเหนือกว่าตน ทำให้เกิดการละเลยหน้าที่ เกิดการคอรัปชั่น เกิดชนชั้น สร้างความไม่เป็นธรรมแก่องค์กรและสังคม การบริหารคนด้วยความลำเอียงเพราะกลัวนี้จึงสร้างความอยุติธรรมให้เกิดขึ้นและขยายวงกว้างไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้น การทำงานใดๆ ก็ตาม หากต้องการครองคนให้เป็นไปด้วยธรรมแล้ว จะต้องไม่เอนเอียงหรือมีอคติเพราะกลัวโดยเด็ดขาด