พระราชดำรัสเกี่ยวกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

          จากการศึกษาพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เกี่ยวกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่รวบรวมโดยคณะอนุกรรมมาธิการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (๒๕๕๐) พบว่า ประมวลคำในพระบรมราโชวาทเริ่มตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๙๓ – ๒๕๔๙ จัดแบ่งเป็นหมวดหมู่ ดังนี้

๑. พอเพียง/เศรษฐกิจพอเพียง/Sufficiency Economy

“...ความจริงเคยพูดเสมอในที่ประชุมอย่างนี้ว่า การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตนเอง  อันนี้ก็เคยบอกว่า ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่า ทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัว จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันเกินไป แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอจะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้ แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไร ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก...” 

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๐

 

“...คนอื่นเขาต้องมีการเศรษฐกิจ ที่ต้องมีการแลกเปลี่ยน เรียกว่า เป็นเศรษฐกิจการค้า ไม่ใช่เศรษฐกิจความพอเพียง เลยรู้สึกว่าไม่หรูหรา แต่เมืองไทยเป็นประเทศที่มีบุญอยู่ว่า ผลิตให้พอเพียงได้…”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๐

 

“...ที่พูดกลับไปกลับมาในเรื่องการค้า การผลิต การขาย และการบริโภคนี้ ก็นึกว่า ท่านทั้งหลายกำลังกลุ้มใจในวิกฤตการณ์. ตั้งแต่คนที่มีเงินน้อยจนกระทั่งคนที่มีเงินมาก ล้วนเดือดร้อน. แต่ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนไป ทำให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด   แม้แค่ครึ่งก็ไม่ต้อง อาจจะสักเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็จะสามารถอยู่ได้. การแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่าย ๆ . โดยมากคนก็ใจร้อนเพราะเดือดร้อน แต่ว่าถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ก็สามารถที่จะแก้ไขได้. ที่จริงในที่นี้ ก็มีนักเศรษฐกิจต่าง ๆ ก็ควรจะเข้าใจที่พูดไปดังนี้...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๐

 

“...เศรษฐกิจพอเพียงนี้ให้ปฏิบัติเพียงครึ่งเดียว คือไม่ต้องทั้งหมด หรือแม้จะเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็พอ. ...หมายความว่า ถ้าทำได้เศษหนึ่งส่วนสี่ของประเทศก็จะพอ. ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง และทำได้เพียงเศษหนึ่งส่วนสี่ก็พอนั้น ไม่ได้แปลว่าเศษหนึ่งส่วนสี่ของพื้นที่ แต่เศษหนึ่งส่วนสี่ของการกระทำ...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑

 

“...ที่พูดทั้งหมดนี้ ฟังแล้ว อาจจะน่ากลุ้มใจ แต่ถ้าดูอีกแง่หนึ่ง ก็อาจจะน่าสบายใจ. น่าสบายใจ เพราะดูได้ว่าถ้าเราปฏิบัติอย่างเรียกว่าตรงไปตรงมา ด้วยความตั้งอกตั้งใจสักนิดหนึ่ง บอกมาสักนิด  ก็พอ ไม่ต้องตั้งอกตั้งใจอย่างเคร่งเครียดมากเกินไป แต่ให้สม่ำเสมอ สม่ำเสมอนี้ก็แบบเดียวกับที่พูดถึงพอเพียง สม่ำเสมอในทุกอย่าง. พอเพียงในทุกอย่าง...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑

 

“...เมืองไทยรอดเพราะโครงสร้างของประเทศ หรือนิสัยของประชากรชาวไทย. ประชากรนี่ หมายถึงประชาชนที่อยู่ในกรุง ประชาชนที่อยู่ในชนบท ประชาชนที่อยู่ชายทะเล ประชาชนที่อยู่บนภูเขา ยังดีคนยังมีจิตใจที่กล้าคิด กล้าทำ. กล้าทำตามคุณสมบัติของคน คือ คุณธรรมของคนหรือ   ความดีของคน เมืองไทยสบาย ไม่ต้องให้ต่างชาตติมาขุด แม้จะมีต่างชาติมาขุด เขาก็ขุดให้เรา. เขาก็แบ่งให้เราด้วย เราก็แบ่งให้เขา. นี่ก็เลยกลายเป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบเศษ ๑ ส่วน ๔ หรือมากกว่า เศษ ๑ ส่วน ๔ ด้วยความพอเพียงที่แปลว่า พอประมาณ และมีเหตุมีผล. อันนี้ก็กลับมาถึงที่เศรษฐกิจพอเพียง ก็เลยนึกว่าเป็นสิ่งที่น่าจะนำไปคิด...” 

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑

 

“...ที่บอกว่าพูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อแปลแล้วเป็นภาษาอังกฤษ ก็ไม่เข้าใจความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง ก็เลยบอกแล้วว่าถ้าไม่เข้าใจจะอธิบายใหม่ ก็ได้อธิบายใหม่ เมื่อปีที่แล้ว วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑ ก็ได้อธิบาย ก็รู้สึกว่าได้อธิบายอย่างแจ่มแจ้ง ยืดยาว ก็ดูใครต่อใคร ก็พยักหน้าว่า เออดี ทำไปทำมา ก็ถามกันว่าจะทำอย่างไรสำหรับเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัว ก็มีการสัมมนากัน มีรายการวิทยุ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนถามกันไปถามกันมาว่า เศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัวนี่เป็นอย่างไร เขาบอกว่ารู้ดี จะทำให้ประเทศชาติรอดพ้นจากวิกฤตได้ บางคนก็คัดค้าน บอกไม่ดี ไม่ใช่ว่าผู้ที่กล่าวถึงเศรษฐกิจพอเพียง เป็นคล้าย ๆ เป็นทฤษฎีใหม่ จะน้อยใจไม่น้อยใจ  ดีใจที่ท่านผู้ที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ ผู้ที่เป็นอาจารย์เศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียง เขาอุตส่าห์  อ้างถึงเอ่ยถึงเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัว ถ้าเขาไม่เห็นว่าดี เขาไม่พูดเลย ถ้าพูดเดี๋ยวหาว่า มาติเตียนพระเจ้าอยู่หัวไม่ดี... มีคนหนึ่งพูด เป็นด็อกเตอร์ เขาพูดว่า เศรษฐกิจพอเพียง  นี่ภาษาอังกฤษว่าอย่างไร แหม คันปากอยากจะพูด ที่จริงคันปากที่จะพูด ก็เพราะว่าตอบแล้ว อย่างที่เห็นในทีวีหลายรายการใหญ่ เขาพูดถามโน่นถามนี่ เราดูแล้วรำคาญเพราะว่าตอบแล้ว ตอบเสร็จแล้ว ก็ถามใหม่เมื่อตอบอีกก็บอกว่าทำไมพูด คราวนี้เราฟังเขา แล้วเขาถามว่าภาษาอังกฤษจะแปลเศรษฐกิจพอเพียงว่าอย่างไร ก็อยากจะตอบว่า มีแล้วในหนังสือ ในหนังสือไม่ใช่หนังสือตำราเศรษฐกิจในหนังสือพระราชดำรัสที่อุตส่าห์พิมพ์ และนำมาปรับปรุงดูให้ฟังได้ และแปลเป็นภาษาอังกฤษ เพราะว่าคนที่ฟังภาษาไทย บางทีไม่เข้าใจภาษาไทย ก็ต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษ และขีดเส้นใต้ด้วยว่า เศรษฐกิจพอเพียง เขียนเป็นตัวหนา แปลว่า Sufficiency Economy เขียนเป็นตัวหนาในหนังสือ เสร็จแล้วเขาก็มาต่อว่าคำว่า Sufficiency Economy ไม่มีในตำราเศรษฐกิจ จะมีได้อย่างไร เพราะว่าเป็นทฤษฎีใหม่ เป็นตำราใหม่ ถ้ามีอยู่ในตำราก็หมายความว่าเรา ก๊อปปี้มา เราลอกเขามา เราไม่ได้ลอก ไม่อยู่ในตำราเศรษฐกิจ เป็นเกียรติที่เขาพูดอย่างที่เขาพูดอย่างนี้ว่า Sufficiency Economy นั้นไม่มีในตำรา การที่พูดว่าไม่มีในตำรานี่ที่ว่าเป็นเกียรตินั้นก็หมายความว่า เรามีความคิดใหม่ และท่านผู้เชี่ยวชาญสนใจ ก็หมายความว่า เราก็สามารถที่จะคิดอะไรได้จะถูก จะผิดก็ช่างแต่ว่าเขาสนใจ แล้วก็ถ้าเขาสนใจ เขาก็สามารถที่จะปรับปรุงหรือไปใช้หลักการ เพื่อที่จะให้เศรษฐกิจของประเทศและของโลกพัฒนาดีขึ้น... เศรษฐกิจพอเพียงก็มีเป็นขั้น ๆ แต่ว่าต้องดูว่าเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ที่จะมาบอกว่า ให้พอเพียงเฉพาะตัวเอง ๑๐๐% เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ จะต้องมีการแลกเปลี่ยน ต้องมีการช่วยกัน  ถ้ามีการช่วยกัน แลกเปลี่ยนไม่ใช่พอเพียงแล้ว แต่ว่าพอเพียงในทฤษฎีหลวงนี้ คือ สามารถที่จะดำเนินงานได้ แต่ที่ว่าเมืองไทยไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียงนี่ ไม่ได้ตำหนิ ไม่เคยพูด ที่เพิ่งพูดวันนี้ เวลานี้ขณะนี้ว่า ประเทศไทยไม่ใช้เศรษฐกิจพอเพียง ค่อนข้างเยอะ แย่เพราะว่าจะทำให้ล่มจม ให้เศรษฐกิจพอเพียง ที่หมายถึงนี้ คือว่าอย่างคนที่ทำธุรกิจก็ย่อมต้องไปกู้เงิน เพราะว่าธุรกิจหรือกิจการอุตสาหกรรมสมัยใหม่คนเดียวไม่สามารถที่จะรวบรวมทุนมาสร้างกิจกรรมที่ใหญ่ ซึ่งจำเป็นที่จะใช้กิจกรรมที่ใหญ่ ไหน ๆ ได้เอ่ยถึง เขื่อนป่าสักคนเดียวทำไม่ได้ หรือแม้หน่วยราชการหนึ่งเดียวทำไม่ได้... ก็ต้องรวบรวมกำลังและกลายเป็นกิจการของรัฐบาลเป็นส่วนรวม ถ้านับดูปีนี้ น่าจะมีความเสียหายหมื่นล้าน ไม่ต้องเสีย และที่ไม่ต้องเสียนี้ก็ทำให้เกิดมีผลผลิต โดยเฉพาะเกษตรมีผลผลิตได้ แม้จะปีนี้ซึ่งเขื่อนยังไม่ทำงาน ในกิจการด้านชลประทาน ก็ทำให้ป้องกันไม่ให้มีน้ำท่วม ทำให้เกษตรกรเพาะปลูกได้ ก็เป็นงานหลายพันล้านเหมือนกัน ฉะนั้นในปีเดียวเขื่อนป่าสักนี้ได้คุ้มแล้วคุ้มค่าที่ได้สร้าง ๒ หมื่นล้าน... ก็หมายความว่ากิจการเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐาน แต่ว่าเป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้าก็พอเพียง เพราะว่าถ้าทำแล้ว คนอาจจะเกี่ยวข้องกับกิจการนี้มากมาย แต่ว่าทำให้ส่วนรวมได้รับประโยชน์แล้วเจริญ... แต่ว่าถ้ากิจการที่ทำไม่มีนโยบายที่แน่วแน่ ที่สอดคล้องกัน มัวแต่ทะเลาะกันไม่สำเร็จ ไม่สำเร็จก็ถือว่าไม่ได้ประโยชน์จากกิจการที่คิด เมื่อไม่ได้ประโยชน์จากกิจการที่คิด ป่านนี้เราจะจนลงไป เงิน ๒หมื่นล้านถือไปลงทุนก็ถือว่าหมดแล้ว หมดไปโดยไม่มีประโยชน์ หมดไปโดยได้ทำลาย เพราะว่าเกษตรกรเดือดร้อน ชาวกรุงเดือดร้อน ฉะนั้นก็ต้องมีเหมือนกัน โครงการต่าง ๆ หรือเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่ต้องมีการสอดคล้องกันดี ที่ไม่ใช่เพียงแต่เหมือนทฤษฎีใหม่ ๑๕ ไร่ แล้วก็สามารถที่จะปลูกข้าวพอกิน ไอ้นี่มันใหญ่กว่า แต่อันนั้นก็เป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน คือ คนที่ ไม่เข้าใจว่ากิจการใหญ่ ๆ เหมือนสร้างเขื่อนป่าสัก เขาคิดว่า เป็นเศรษฐกิจสมัยใหม่ เป็นเศรษฐกิจ               ที่ไกลจากเศรษฐกิจพอเพียง อันนี้เป็นตัวอย่างในทางบวก เศรษฐกิจพอเพียงอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ค่อยอยากพูด เช่น การแลกเปลี่ยนเงิน ค่าแลกเปลี่ยน นี่ไงพูดมา ๒ ปี บอกว่าให้ค่าของเงินจะสูงจะต่ำเท่าไหร่ ก็ไม่ขัดข้อง แต่ว่าถ้าไม่สมดุล มันไม่ดี...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๒

 

“...เศรษฐกิจพอเพียง เขาตีความว่าเป็นเศรษฐกิจชุมชน คือหมายความว่า ให้พอเพียงในหมู่บ้าน หรือในท้องถิ่น ให้สามารถที่จะพอมีพอกิน มันเริ่มด้วยพอกิน “พอมี พอกิน” อันนี้ พอมีพอกินได้พูดมาหลายปี สิบกว่าปีมาแล้วให้พอมีพอกิน แต่ว่าพอมีพอกินมันเป็นเริ่มต้นของเศรษฐกิจ เมื่อปีที่แล้วบอกว่า ถ้าพอมีพอกิน Sufficiency คือ พอมีพอกินของตัวเองนั้นมันเป็นเศรษฐกิจสมัยหิน สมัยหินเป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน แต่ว่าค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมา ก็ต้องมีการแลกเปลี่ยนกัน มีการช่วยระหว่างหมู่บ้านหรือระหว่างอำเภอ จังหวัด ประเทศ ก็ต้องมีการแลกเปลี่ยน มีการไม่พอเพียงกัน ถึงบอกว่า ถ้ามีเศรษฐกิจพอเพียงเศษ ๑ ส่วน ๔ ก็จะพอแล้ว จะใช้ได้ เพราะถ้ามีเศรษฐกิจพอเพียง เศษ ๑ ส่วน ๔ ถ้าสมมติว่า ปีนี้ไฟดับ ถ้าไม่มีเศรษฐกิจพอเพียง ไฟดับ ไฟฟ้าหลวงหรือไฟฟ้าฝ่ายผลิตก็ดับหมด จะทำอย่างไร ก็ต้องแย่ไป...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๒

 

...เศรษฐกิจพอเพียง เป็นเสมือนรากฐานของชีวิต รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน เปรียบเสมือนเสาเข็ม ที่ถูกตอกรองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นั่นเอง สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็ม แต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็มและลืมเสาเข็มเสียด้วยซ้ำไป...”

พระราชดำรัสจากวารสารชัยพัฒนา 

ประจำเดือนสิงหาคม ๒๕๔๒

 

“ทั้งหมดนี้พูดอย่างนี้ ก็คือเศรษฐกิจพอเพียงนั้นเอง เศรษฐกิจพอเพียงที่ได้ย้ำแล้วย้ำอีก แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Sufficiency Economy ใครต่อใครก็ต่อว่า ว่าไม่มี Sufficiency Economy แต่ว่าเป็นคำใหม่ของเราก็ได้ ก็หมายความว่า ประหยัด แต่ไม่ใช่ขี้เหนียว ทำอะไรด้วยความอะลุ้มอล่วยกัน ทำอะไรด้วยเหตุและผล จะเป็นเศรษฐกิจพอเพียง แล้วทุกคนจะมีความสุขแต่พอเพียง… เศรษฐกิจพอเพียงนี้เป็นสิ่งที่ปฏิบัติยากที่สุดเพราะว่าคนหนึ่งนั่งอยู่ที่นี้ อีกคนอยากจะนั่งเก้าอี้เดียวกัน นั่งได้ไหม ไอ้นี่ก็พูดมา มาหลายปีแล้ว ก็ แต่ละคนก็สั่นหัวว่า นั่งไม่ได้ เพราะว่าเดือดร้อนเบียดเบียน”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๓

 

“...แต่ว่าเมื่อตะกี้ เมื่อเข้ามานี้ มีคนพูดแทน ก็หวังว่าเป็นการพูดแทน ของประชาชนจริง ๆ เพราะเค้าบอกว่าเค้า พูดในนามของประชาชนคนไทย ว่าจะทำตามเศรษฐกิจพอเพียง ของพระเจ้าอยู่หัว อันนี้ไม่ทราบว่าเค้ารู้เรื่องดีอย่างไร ถึงว่าเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัวคืออะไร แต่ก็ควรจะรู้ หรืออย่างน้อยที่สุด ท่านผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ ข้างในนี้ ก็น่าจะรู้ น่าจะเข้าใจ เพราะว่าจำนวนมากส่วนใหญ่ ได้ฟังพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง และ ทฤษฎีใหม่ มาหลายต่อหลายครั้ง แล้วไม่ได้คัดค้านว่าใช้ไม่ได้  ทำไม่ได้ มีบางคนพูดบอกว่า เศรษฐกิจพอเพียง นี้ไม่ถูก ทำไม่ได้ ไม่ดี ได้ยินคนเค้าพูด แต่ว่าส่วนใหญ่บอกว่าดี แต่พวกส่วนใหญ่ที่บอกว่าดีนี้ เข้าใจแค่ไหนก็ไม่ทราบ แต่ยังไงก็ตาม เศรษฐกิจพอเพียงนี้       ขอย้ำว่า เป็นการทั้งเศรษฐกิจ หรือ ความประพฤติ ที่ทำอะไรเพื่อให้เกิดผลโดยมีเหตุและผล คือเกิดผลมันมาจากเหตุ ถ้าทำเหตุที่ดี ถ้าคิดให้ดีให้ผลที่ออกมา คือสิ่งที่ติดตามเหตุ การกระทำ ก็จะเป็นการกระทำที่ดี และผลของการกระทำนั้น ก็จะเป็นการกระทำที่ดี ดีแปลว่ามีประสิทธิผล ดีแปลว่า มีประโยชน์ ดีแปลว่าทำให้มีความสุข...” 

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๓

 

“…เมืองไทยเนี่ยมีทรัพยากรดี ๆ ไม่ทำไม่ใช้ เดี๋ยวต้องไปกู้เงินอะไรที่ไหนมา มาพัฒนาประเทศ จริง ๆ สุนัขฝรั่งก็ต้องซื้อมา ต้องมี แต่ว่าเรามีของมีทรัพยากรที่ดี เราต้องใช้ ไม่ใช่สุนัขเท่านั้น อื่น ๆ ของอื่นหลายอย่าง แล้วที่นายกฯ พูดถึงทฤษฎีใหม่ พูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง ไอ้เนี่ยเราไม่ได้ซื้อจากต่างประเทศ แต่ว่าเป็นของพื้นเมือง แล้วก็ไม่ได้ อาจจะอ้างว่าเป็นความคิดพระเจ้าอยู่หัว ไม่ใช่ทำมานานแล้ว ทั้งราชการ ทำราชการ ทั้งพลเรือน ทั้งทหาร ทั้งตำรวจ ได้ใช้เศรษฐกิจพอเพียงมานานแล้ว อย่างตำรวจไปเปิดโรงเรียนที่บนภูเขา ใช้เศรษฐกิจพอเพียงแท้ ๆ โรงเรียนสร้างโรงเรียนใช้ไม้ผุ ๆ พัง ๆ ไปเลือกมา แล้วก็คนที่เป็นครูก็เป็นตำรวจ ๒ คน ได้เลี้ยงดู สอนเด็ก ๑๐ คน ๑๕ คน แล้วก็นอกจากเลี้ยงดูยังเป็นบุรุษพยาบาลด้วย ดูผู้ที่เป็น เออ มาลาเรีย ตรวจเลือด ตำรวจพวกนี้ เขาตรวจเลือดแล้ว ก็เมื่อเป็นยังไร เขาก็ส่งผู้ที่ป่วย ช่วยชีวิตเด็กและผู้ใหญ่มากมาย แต่อย่างนี้ถือว่า เถื่อน หาว่าเถื่อน     หาว่าตำรวจป่าเนี่ย เขาเรียกตำรวจป่า พวกตำรวจชายแดนนี่ ตำรวจป่า เขาคนอื่นในกรุง หาว่าเป็นตำรวจป่า แต่ที่จริง ตำรวจป่าเนี่ย เขาช่วยชีวิตคนมากมาย มากหลาย...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๕

 

“...วิธีปลูกข้าวไม่เหมือนของเรา แต่ของเราเพิ่งพบ วิธีปลูกข้าวใหม่ในพรุ และทำให้นราธิวาสมีกินแล้วก็ขายได้ อันนี้ที่แล้วก็ว่าจะต้องสอนให้เด็ก ๆ มีจินตนาการ ซึ่งตอนนั้นฝ่ายมาเลเซีย สายมาลายู เขาก็มีเทคโนโลยีสูง เราก็ชื่นชม ชื่นชมรัฐบาลมาเลเซียว่าเขาเก่ง เขามีความสามารถ เขาฉลาด ก็จริง เขาฉลาด แต่ตอนนี้เขาปลูกข้าวไม่เป็น เขาต้องเอาคนไทยไปสอน แต่ที่เราสอนได้ ได้จากคนที่มีความรู้แล้วเรียนเกี่ยวกับการเกษตร และมาพลิกแพลงให้สามารถทำให้ดินมีผลิตผลได้ เพราะอันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ จะต้องสามารถเลี้ยงตัวได้ ถึงว่ามาเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง แต่ว่าเศรษฐกิจพอเพียงนี้ให้ก้าวหน้าไปอีก ว่าไม่ใช่เพียงแต่ปลูกให้มีพอกิน ไม่ใช่ปลูกพอกินอย่างนั้น มันต้องมีพอที่จะตั้งโรงเรียน มีพอที่จะมีแม้แต่ศิลปะ ทำให้ศิลปะเกิดขึ้นแล้ว ประเทศชาติก็จะถือว่า ประเทศไทยเจริญเป็นประเทศที่เจริญในทุกทาง เจริญในทางไม่หิว มีกิน คือไม่จน แล้วก็มีกิน แล้วก็มีอาหารใจ อาหารที่จะศิลปะ หรืออะไรอื่น ๆ ให้มาก ๆ ...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๖

 

“…ความสะดวกสามารถจะสร้างอะไร ๆ ได้ นี่คือเศรษฐกิจพอเพียง สำคัญว่า จะต้องรู้จักขั้นตอน คือ ถ้านึกจะทำอะไรให้เร็วเกินไปไม่พอเพียง ถ้าไม่เร็วเกินไปหรือช้าไป ก็ไม่พอเพียง ต้องให้รู้จักก้าวหน้า... โดยไม่ทำให้คนเดือดร้อน อันนี้เศรษฐกิจพอเพียง ก็คงได้ศึกษามาแล้ว เราพูดมาตั้ง ๑๐ ปีและ เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง... ก็ต้องปฏิบัติด้วย… เดี๋ยวนี้ไม่ต้องโฆษณาแล้ว เพราะว่า นักเศรษฐกิจที่มีความรู้ เขาเข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้วจะสบายใจ ที่มาแล้วก็มาถวายพระพร ให้สบายใจ อย่างนี้ถ้าเข้าใจที่พูดที่ทำอะไรอันนี้ เป็นพรที่ดีที่สุด แล้วก็พอใจ ในเรื่องอื่นไม่ใช่เรื่องข้าวเท่านั้นเอง ในเรื่องด้านปกครองทั้งหลาย ในด้านวิชาการอื่น ๆ ทั้งหลาย มันก็มีพอเพียงเหมือนกัน อย่างทางโน้นพูดถึงรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ มีรัฐศาสตร์พอเพียงก็มีเหมือนกัน ถ้าไม่พอเพียงถึงใช้ไม่ได้ ทำให้เละเทะไปหมด ถ้างั้นก็เลยพูดตะล่อมให้กลับใจว่า ให้พอเพียงไม่ใช่เศรษฐกิจ ให้พอเพียงในความคิดและทำอะไรพอเพียงสามารถที่จะอยู่ได้...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๖

 

“...จะทำอะไรก็ขอให้แต่ละคนมีความสำเร็จพอสมควร เศรษฐกิจพอเพียง คือ ทำให้พอเพียง ถ้าไม่พอเพียงไปไม่ได้ แต่ถ้าพอเพียง สามารถนำพาประเทศไปได้ดีก็ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จพอเพียง เพื่อให้บ้านเมืองบรรลุความสำเร็จที่แท้จริง...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๘

 

๒. ความพอประมาณ

“...ในการดำรงตนในภายหน้านั้น ท่านจะต้องประพฤติให้ดีให้เหมาะสมแก่ฐานะรู้จักผิดและชอบ ประกอบอาชีพโดยสัมมาอาชีวะ ไม่เสเพล และไม่ปล่อยตนให้เป็นทาสแห่งอบายมุขต่าง ๆ ดังนี้แล้ว ท่านก็จะสามารถเป็นที่พึ่งแก่ตนเองและครอบครัวของท่าน และจะเป็นที่นับถือของบุคคลอื่น...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๒๕ มิถุนายน ๒๔๙๖

 

“...การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้อง ตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจชั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยขอนแก่น

๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๗

 

“... ในการพัฒนาประเทศนั้นจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น เริ่มด้วยการสร้างพื้นฐาน คือ ความมีกินมีใช้ของประชาชนก่อนด้วยวิธีการที่ประหยัด ระมัดระวัง แต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อคืนฐานเกิดขึ้นมั่นคงพอควรแล้ว... การช่วยเหลือสนับสนุนประชาชนในการประกอบอาชีพและตั้งตัว ให้มีความพอกินพอใช้ก่อนอื่นเป็นพื้นฐานนั้น เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะผู้ที่มีอาชีพและฐานะเพียงพอที่จะพึ่งตนเอง ย่อมสามารถสร้างความเจริญก้าวหน้าระดับที่สูงขึ้นต่อไปได้โดยแน่นอน ส่วนการถือหลักที่จะส่งเสริมความเจริญ ให้ค่อยเป็นไปตามลำดับด้วยความรอบคอบ ระมัดระวังและประหยัดนั้น ก็เพื่อป้องกันความผิดพลาดล้มเหลว...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

๑๙ กรกฎาคม ๒๕๑๗

 

“...ทั้งนี้ คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบ และทำงานตั้งจิตอธิษฐาน ตั้งปณิธาน ในทางนี้ ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ  ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้... ฉะนั้นถ้าทุกท่านซึ่งถือว่า เป็นผู้ที่มีความคิดและมีอิทธิพล มีพลังที่จะทำให้ผู้อื่นซึ่งมีความคิดเหมือนกัน ช่วยกันรักษาส่วนรวมให้อยู่ดีกินดีพอสมควร ขอย้ำ พอควร พออยู่พอกิน มีความสงบ ไม่ให้ผู้อื่นมาแย่งคุณสมบัตินี้จากเราไปได้ ก็จะเป็นของขวัญวันเกิดที่ถาวร ที่จะมีคุณค่าอยู่ตลอดกาล”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๑๗

 

คนที่อยู่ข้างในนี้ ก็อาจจะอยากไปอยู่ข้างนอกก็ได้ คนที่อยู่ข้างหน้าก็อาจจะอยากอยู่ข้างหลัง คนที่อยู่ข้างหลังก็อาจจะอยากอยู่ข้างหน้า ไม่มีความพอใจสักนิดเดียว แต่ก็ต้องจัดระเบียบอะไร  อย่างที่จะให้ความปรารถนาของแต่ละคนได้ผลพอสมควร ถึงจัดอย่างนี้

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๑๙

 

“...ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เป็นผู้มีความรู้ความจัดเจนทั้งในวิชาการและในการปฏิบัติ นอกจากนั้นยังเชื่อได้ว่าแต่ละคนมีความสามารถ ที่จะปฏิบัติให้เหมาะสมกับภาวะอุตสาหกรรมของประเทศ และให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมได้ตลอดเวลาด้วย เพราะต่างได้รับการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่ปรับปรุงอยู่เสมอ เพื่อให้ได้ผลตามจุดมุ่งหมายดังกล่าว ในการที่ทุกคนจะออกปฏิบัติงานให้ได้สมบูรณ์ และให้เป็นประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองโดยส่วนรวมนั้น มีสิ่งสำคัญที่ควรจะต้องศึกษาให้ทราบแจ้งชัดตั้งแต่ต้นว่า บ้านเมืองของเรามีโครงสร้างอันก่อตั้งขึ้นด้วยส่วนประกอบที่สำคัญมากมายหลายส่วน เป็นต้น เช่น อุตสาหกรรม เกษตรกรรม วนกรรม ชลประทาน รวมตลอดถึงเศรษฐกิจ การศึกษา และสังคมด้วย ดังนั้น การใช้เทคโนโลยีสร้างสรรค์ความเจริญต่าง ๆ ในบ้านเมือง จึงจำเป็นจะต้องใช้ให้พอดีและสอดคล้องกับโครงสร้างของประเทศ ทุก ๆ ด้าน เพื่อให้ผลหรือประโยชน์อันจะเกิดขึ้นนั้น บังเกิดขึ้นพร้อมทุกด้านโดยสมบูรณ์ และได้สมดุลทั่วถึงกัน อันจะเป็นเหตุสำคัญที่สุด ซึ่งจะบันดาลให้บ้านเมืองของเราเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและมั่นคง...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า

๒๔ มีนาคม ๒๕๒๐

 

“...ต้องทำแบบ “คนจน” เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้ แต่ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก ก็จะมีแต่ถอยกลับ ประเทศเหล่านั้นที่เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมก้าวหน้า จะมีแต่ถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว แต่ถ้าเริ่มมีการบริหารแบบเรียกว่าแบบ “คนจน” แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละ คือ เมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป คนที่ทำงาน   ตามวิชาการ จะต้องดูตำรา เมื่อพลิกไปถึงหน้าสุดท้ายแล้ว ในหน้าสุดท้ายนั้นเขาบอก “อนาคตยังมี” แต่ไม่บอกว่าให้ทำอย่างไร ก็ต้องปิดเล่ม คือปิดตำรา ปิดตำราแล้วไม่รู้จะทำอะไร ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกใหม่ เปิดหน้าแรกก็เริ่มต้นใหม่ ถอยหลังเข้าคลอง แต่ถ้าเราใช้ตำราแบบ “คนจน” ใช้ความอะลุ้มอล่วยกัน ตำรานั้นไม่จบ เราจะก้าวหน้า “เรื่อย ๆ ”...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๓๔

 

“...การลงทุนอย่างมากนั้น บอกให้เขาทราบว่าไม่ค่อยเห็นด้วย. เพราะว่าเคยทำโรงงานเล็ก ๆ ที่ทางภาคเหนือ ใช้เงินสามแสนบาท เพื่อที่จะเอาผลิตผลของชาวบ้านชาวเขามาใส่กระป๋องแล้วขาย    ก็ได้ผล. เป็นโรงงานเล็ก ๆ . บอกว่าที่เขาลงทุนเป็นล้าน รู้สึกว่าเสี่ยง. เขาบอกว่าต้องทําอย่างนั้น เขาก็ลงทุน ทำไปทำมา สับปะรดที่อำเภอบ้านบึงทางชลบุรี ก็มีไม่พอ เมื่อมีไม่พอต้องไปสั่งสับปะรดมาจากปราณบุรี สับปะรดจากปราณบุรีต้องขนส่งมา ก็เสียค่าใช้จ่ายมาก ทำไปทำมาโรงงานก็ล้ม. อย่างนี้ ก็แสดงให้เห็นว่าทำโครงการอะไร ก็จะต้องนึกถึงขนาดที่เหมาะสมกับที่เรียกว่าอัตภาพ หรือกับสิ่งแวดล้อม...” 

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๔๐

 

“...ถ้าเราทำโครงการที่เหมาะสม ขนาดที่เหมาะสมอาจจะไม่ดูหรูหรา แต่จะไม่ล้ม หรือถ้ามีอันเป็นไป ก็ไม่เสียมาก”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๔๐

 

“...การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตนเอง…”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๔๐

 

พอมีพอกินนี้ ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง. ถ้าแต่ละคนมีพอมีพอกินก็ใช้ได้ ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี... ให้พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกินมีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้  แต่ว่าพอ แม้บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุข ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ. อันนี้ก็หมายความอีกอย่างของเศรษฐกิจ หรือระบบพอเพียง... แต่พอเพียงนี้มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้อีก คือคำว่าพอก็เพียงพอเพียง เพียงนี้ก็พอดังนั้นเอง. คนเราถ้าพอใจในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนผู้อื่นน้อย. ถ้าทุกประเทศมีความคิด “อันนี้ไม่ใช่เศรษฐกิจ” มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่า พอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข. พอเพียงนี้อาจจะมีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ต้องให้พอประมาณตามอัตภาพ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติตนก็พอเพียง...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๔๑

 

“...ถ้าทำอะไรที่แหม อยากให้ดีที่สุด มีรถคันนี้วิ่งได้ ๓๐๐ กม./ชม. ไปหาถนนที่ไหน แล่น ๓๐๐ กม./ชม. หรือถนนที่วิ่งได้เร็วมั่ง วิ่งได้ ๓๐๐ ไม่ถึง ถึงที่ เขาก็เลยไม่วิ่ง ๓๐๐ ถามเค้าวิ่งเท่าไหร่ เขาวิ่ง ๑๔๐-๑๕๐ มันก็มากแล้ว ๑๔๐-๑๕๐ วันก่อนนี้มีคนเค้าแล่นรถจากกรุงเทพไปหัวหิน รถเล็กกว่าคันนี้อีก ก็วิ่ง ๑๕๐ กม./ชม. ใช้น้ำมันเติมกอฮอล์ของสวนจิตรนี่ก็ใช้ได้คือทดลองดู วิ่งได้ เครื่องก็ไม่เสีย และก็วิ่งก็ได้เร็วกินน้ำมันก็ไม่มากกว่าเดิม และทำให้ตรงข้ามเครื่องดีขึ้น สะอาด ไม่มีมลพิษ ก๊าซกอฮอล์นี่ทำมาหลายปีแล้ว ๑๐ ปีได้ ก็ใช้ได้ แต่ว่าที่ยังไม่เผยแพร่มาก เพราะเหตุว่า   ถ้าทำกอฮอล์นี่จะต้องเสียภาษี เสียภาษีลงท้ายน้ำมันก๊าซกอฮอล์นี่จะแพงกว่า แพงกว่าน้ำมัน ๑๗ บาท จึงยังไม่บอกว่าควรจะใช้ แต่ถ้าใช้ได้ ไม่จำเป็นที่จะเก็บภาษีมากนัก แต่เค้ากลัวกันว่า ถ้าไม่เก็บภาษีมาก เดี๋ยวแทนที่จะใส่รถจะใส่ จะดื่ม จะบริโภคคือคำว่าผู้บริโภคน่ะเอาน้ำมันก๊าซกอฮอล์หรือกอฮอล์ใส่ในรถ ก็เป็นการบริโภคเหมือนกัน แต่การบริโภคนั้นก็ได้ผลว่ารถมันแล่น ก็บริโภค การคมนาคม แต่ว่าบริโภคใสในปาก ก็เป็นการบริโภคเหมือนกัน บริโภคใส่ในปากแล้วก็ไปใส่ในรถ บริโภคใส่ในรถให้แล่นไป มีหวังไม่ ก็ถึงที่เหมือนกัน ฉะนั้น ก็เลยยังไม่แนะนำให้ใช้กอฮอล์เป็นบริโภค เป็นเชื้อเพลิงใส่ในปาก แต่ว่าถ้าสมมุติว่า กอฮอล์ที่ทำแล้วก็บริโภคโดยใส่ในรถแล้วแล่นได้ก็ไม่ต้องเก็บภาษีให้มันแพง แต่ว่านักเศรษฐกิจท่านบอกว่ากอฮอล์ต้องเก็บภาษี ถ้าไม่เก็บภาษีไม่ใช่กอฮอล์ แล้วก็ยังไม่เข้าใจ ไม่ค่อยเข้าใจเศรษฐศาสตร์ แต่ยังไงท่านก็คิด แล้วข้อสำคัญที่สุด กอฮอล์นี้ถ้าดีจริง ๆ สามารถที่จะผลิตในประเทศไทย ผลิตในประเทศก็ไม่ต้องเสียเงินตราต่างประเทศ”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๔๓

 

๓. ความมีเหตุผล

“...ผู้มีความสามารถ คือทำหน้าที่ใดก็ให้งานนั้นสำเร็จดังความมุ่งหมาย ท่านจะต้องเป็นผู้มีน้ำใจหนักแน่นใช้ความพิจารณาด้วยเหตุผล ท่านจะต้องเป็นตัวของท่านเองใช้วิชาการที่ร่ำเรียนมาเลือกปฏิบัติแต่ที่เป็นประโยชน์แก่ตนเองและส่วนรวม คือประเทศชาติเสมอไป...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๔ กรกฎาคม ๒๕๐๐

 

“...ความจริงงานทุกอย่างถ้าทำด้วยน้ำใจรัก ย่อมมีทางสำเร็จและได้ผลดีเมื่อพบอุปสรรคใด ๆ อย่างเพิ่งท้อแท้จะหมดกำลังใจง่าย ๆ จงตั้งใจทำให้ดีคิดทางที่จะแก้ไขผ่อนคลายอุปสรรคต่าง ๆ ด้วยเหตุผลและหลักวิชา ไตร่ตรองด้วยความสุขุมรอบคอบและเยือกเย็น งานจะลุล่วงไปด้วยดี การทำงานด้วยน้ำใจรักต้องหวังผลงานนั้นเป็นสำคัญ...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๒๕ กรกฎาคม ๒๕๐๖

 

“...ข้าพเจ้าอยากให้ทุกคนคำนึงถึง กฎแห่งเหตุผล ว่า ผล ที่เกิดขึ้นเพราะเหตุ คือ การกระทำ และผลนั้นจะเป็นผลดีหรือผลเสีย ก็เพราะกระทำให้ดีหรือให้เสีย ดังนั้นการที่จะทำงานใดให้บรรลุผล ที่พึงประสงค์ จะต้องพิจารณาถึงวิธีการที่เหมาะสมก่อนเป็นเบื้องต้น แล้วลงมือกระทำตามหลักเหตุผลด้วยความตั้งใจจริงและด้วยความสุจริต งานของแต่ละคนจึงจะเป็นผลดี และเชื่อได้ว่า ผลงานของแต่ละคนจะประมวลกัน เป็นความเจริญมั่นคงของบ้านเมืองได้ดั่งปรารถนา...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๙ กรกฎาคม ๒๕๑๓

 

“...งานพัฒนาบ้านเมืองนั้น ต้องอาศัยบุคคลสองประเภท คือ นักวิชาการกับผู้ปฏิบัติ นักวิชาการเป็นผู้วางโครงการ เป็นผู้นำ เป็นผู้ชี้ทาง เป็นที่ปรึกษาของผู้ปฏิบัติ ส่วนผู้ปฏิบัตินั้นเป็นผู้ลงมือลงแรงกระทำงาน งานจะได้ผลหรือไม่เพียงไรขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลสองฝ่ายนี้   ถ้ามีความเข้าใจและร่วมงานกัน ก็ไม่มีอุปสรรค ได้ผลงานเต็มเม็ดเต็มหน่วย...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

๑๖ กรกฎาคม ๒๕๑๓

 

“...การวางโครงการใด ๆ ที่จะให้ได้ผลสมบูรณ์ จะต้องอาศัยเหตุผลที่หนักแน่นเป็นพื้นฐาน ต้องจัดวางรูปขึ้นด้วยความละเอียดรอบคอบ แล้วต้องดำเนินการอย่างจริงจังโดยขะมักเขม้น ข้อสำคัญที่ควรคำนึงถึงอย่างยิ่งนั้น ได้แก่ ความจริงที่ว่า การทำงานใหญ่ ๆ ทุกอย่างต้องการเวลามาก กว่าจะทำสำเร็จ ผู้ที่ริเริ่มโครงการอาจไม่ทันทำให้สำเร็จโดยตลอดด้วยตนเองก็ได้ ต้องมีผู้อื่นรับทำต่อไป ดังนั้น ไม่ควรยกเอาเรื่องใครเป็นผู้เริ่มงาน ใครเป็นผู้รับช่วงงาน ขึ้นเป็นข้อสำคัญนัก จะต้องถือผลสำเร็จที่จะเกิดจากงาน เป็นใหญ่ยิ่งกว่าสิ่งอื่น...” 

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ มหาวิทยาลัยศิลปากร   

๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๔   

 

          “...ผู้เป็นบัณฑิตจะต้องเชื่อมั่นและยืนหยัดในเหตุผลและความดี ถ้าทุกคนมีความมั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อความวิปริตผันผวนของสังคม ช่วยกันปลูกฝังความรู้ ความคิด ความมีเหตุผล ให้เกิดในอนุชน สังคมของเราก็จะเข้ารูปเข้ารอยดีขึ้นเป็นลำดับ...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยวิชาการศึกษา   

๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๑๔

 

“...ก็เห็นว่า การสร้างสรรค์ที่แท้จริงน่าจะทำด้วยวิธีการอันละมุนละม่อม ทั้งด้วยความรู้ ความสุขุมรอบคอบ ประกอบด้วยเหตุผล ให้ทุกฝ่ายทุกคนได้ร่วมมือแก้ไขสิ่งที่ควรแก้ไข ส่งเสริม สิ่งที่ควรส่งเสริม พร้อมกับสร้างสิ่งที่ควรสร้างใหม่ให้มีขึ้นสมบูรณ์บริบูรณ์ตามที่ต้องการ...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

๑๗ สิงหาคม ๒๕๑๕

 

“...อันการคิดโดยเป็นอิสระนั้น ทุกวันนี้ คนบางส่วนมักเข้าใจว่าคือการคิดให้ผิดแปลกแตกต่างจากคนอื่น ๆ ความเข้าใจเช่นนั้นยังไม่ถูกแท้ จุดประสงค์สำคัญโดยตรงของการคิด คือคิดให้ออก คิดให้เห็นชัดแจ้งว่าอะไรเป็นอะไร สมมุติว่าจะคิดหาทางปฏิบัติสำหรับการหนึ่งการใด ก็ต้องคิดให้แยบคาย อย่างละเอียดรอบคอบ ประกอบด้วยเหตุผล จนเห็นแจ้งถึงจุดมุ่งหมายอันถูกต้องเที่ยงตรงของการที่จะทำนั้น รวมทั้งวิถีทางปฏิบัติครบทุกขั้นทุกตอนด้วย...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๑๑ กรกฎาคม ๒๕๑๗

 

“...อันการทำงานนั้น กล่าวโดยสรุป ขึ้นอยู่กับความสามารถสองอย่างเป็นสำคัญ คือความสามารถในการใช้วิชาการอย่างหนึ่งกับความสามารถในการสัมพันธ์ติดต่อและประสานกับผู้อื่น ไม่ว่าจะในวงงานเดียวกันหรือต่างวงงานกัน อีกอย่างหนึ่ง ทั้งสองประการนี้ย่อมดำเนินควบคู่ไปด้วยกันและจำเป็นที่จะต้องกระทำด้วยจิตใจที่ใสสะอาด ปราศจากอคติ ต้องกระทำด้วยความคิดความเห็นที่อิสระ เป็นกลาง ถูกต้องตามหลักเหตุผล จึงจะมีความกระจ่างแจ่มแจ้งเกิดขึ้น...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สงขลา

๑๙ สิงหาคม ๒๕๑๗

 

“...ผู้สำเร็จการศึกษาซึ่งเป็นบัณฑิต เป็นผู้รู้ ควรจะมีหลักในการเลือก การประสมและการปฏิบัติทฤษฎีนั้น ๆ อย่างมีเหตุผล เช่น ไม่นำทฤษฎีนั้นมาใช้เพื่อทฤษฎี โดยมุ่งจะให้ผลสำเร็จผลแห่งทฤษฎีนั้นเป็นที่ตั้งเพียงประการเดียว เพราะผลที่เกิดขึ้นอาจเป็นผลที่ไม่พึงประสงค์ก็ได้ ทางที่ถูกจะต้องใช้ความเป็นบัณฑิต ผู้รู้ดีรู้ชั่ว และความรู้จักศึกษาพิจารณา เลือกเฟ้นทฤษฎีเหล่านั้นก่อน แล้วนำเอาแต่ส่วนที่เชื่อได้แน่ว่าดีว่าถูกต้องมาใช้การ ให้ได้ผลที่พึงประสงค์...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก

๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๑๗

 

“...นักศึกษาจำเป็นจะต้องศึกษา วิเคราะห์วิจัยทฤษฎีเหล่านั้นอย่างละเอียดสุขุมและมีเหตุผล ให้เห็นส่วนที่เป็นประโยชน์และส่วนที่มิใช่ประโยชน์ เพื่อเลือกเฟ้นส่วนที่ดี ที่ถูกต้อง นำมาประกอบกัน ใช้การให้ได้ผลอันสมบูรณ์ที่พึงประสงค์ ทั้งต้องระวังไม่นำทฤษฎีมาใช้เพื่อผลแห่งทฤษฎีเพียงประการเดียว เพราะอาจก่อให้เกิดความเสียหายได้โดยง่าย การปฏิบัติตนปฏิบัติงานนั้นยังจะต้องมีความเพียรพยายามที่มั่นคงโดยไม่ขาดสายด้วย ความสำเร็จในภารกิจทั้งปวงจึงจะบังเกิดขึ้นโดยบริสุทธิ์บริบูรณ์แท้จริง...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก

๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๗

 

“...ถ้าแต่ละคนทำหน้าที่ ทั้งในหน้าที่ที่มี ทั้งหน้าที่ที่ได้ตั้งไว้กับตัวหรืออาชีพ ทั้งในหน้าที่ ที่มีในทางที่เป็นคนไทย เป็นมนุษย์ ที่จะต้องมีความเอื้อเฟื้อ ซึ่งกันและกัน ถ้ามีความคิดที่เที่ยงตรง ที่มีเหตุผล ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเห็นด้วย เห็นพ้องกันเสมอ ไม่หมายความว่า ถ้าใครพูดอะไรไปจะต้องถือว่าใช่แล้ว ยกมือแบบที่เขาล้อกันในสภามีความคิดความเห็นต่างกันได้ แต่ถ้าพูดกันด้วยเหตุผลแล้ว ไม่ใช่มิจฉาทิฏฐิ คือไม่ถือเอาเหตุผลลับ ๆ ล่อ ๆ มาใช้ เชื่อว่าเราอยู่ด้วยกันได้อย่างดี...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๑๗

 

“...ถ้าท่านทั้งหลายช่วยกันคิด ช่วยกันทำ แม้จะมีการเถียงกันบ้างก็เถียงกัน แต่เถียงด้วยรากฐานของเหตุผล และเมตตาซึ่งกันและกัน และสิ่งที่สูงสุดก็คือประโยชน์ร่วมกัน คือความพอมีพอกิน พออยู่ปลอดภัยของประเทศชาติ ทั้งนี้ ถ้าทำไปตามที่ว่านี้ก็เป็นของขวัญวันเกิดที่ล้ำค่า...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๑๗

 

“...การกระทำที่สร้างสรรค์นั้น คือการกระทำที่ได้ผลเป็นประโยชน์แก่ทุก ๆ ฝ่าย ได้เต็มเปี่ยมตรงตามจุดประสงค์ ไม่มีการสูญเสียเปล่าหรือหากจะเสีย ก็เสียน้อยที่สุด การที่จะกระทำให้ได้เช่นนั้น บุคคลจำเป็นต้องอาศัยความมีสติพิจารณา ให้เห็นถึงเหตุผลที่แท้ คือแก่นแท้หรือหลักการของเรื่องต่าง ๆ จับเหตุจับผลอันต่อเนื่องกันทั้งหมดให้ถูกต้อง คือจัดระเบียบการของเรื่องให้ดี...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร

และอนุปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๑๑ กรกฎาคม ๒๕๑๘

 

“...สำคัญที่สุด ถ้าปฏิบัติด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยเหตุผล และความเพียรแท้ ๆ แล้วจะสามารถนำวิชาการมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ โดยไม่มีสิ่งใดมาเป็นอุปสรรคขัดขวางและจะทำให้ประเทศชาติเจริญมั่นคงได้ดังประสงค์...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยขอนแก่น

๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๙

 

“...จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความคิดความเห็นให้กว้างขวาง ไม่เกาะติดในทฤษฎีอยู่อย่างเดียว จะทำการสิ่งใด ควรต้องศึกษาให้ทั่วถึงเสียก่อน ด้วยเหตุผลด้วยความรอบคอบละเอียดสุขุม...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร

๒๒ มิถุนายน ๒๕๑๙

“...การจะนำเอาหลักวิชาไปใช้ให้ได้ผลในการปฏิบัติงานใด ๆ จำเป็นจะต้องศึกษางานนั้น ให้ทั่วถึง ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยความสุขุมรอบคอบ ด้วยความคิดความเห็นที่กว้างขวางและเป็นธรรม จึงเห็นทางที่จะนำหลักวิชามาใช้ปฏิบัติงานให้สัมฤทธิ์ผลตามประสงค์ได้...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร

๒๓ มิถุนายน ๒๕๑๙

 

“...พูดกันว่าให้พิจารณาเหตุผลให้ดีนั้น เล่าอีกนัยหนึ่ง ก็คือให้พิจารณาการกระทำหรือกรรมของตนให้ดีนั่นเอง คนเราโดยมากมักนึกว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร เราทราบไม่ได้ แต่ที่จริง เราจะทราบได้บ้างเหมือนกัน เพราะอนาคตก็คือผลของการกระทำในปัจจุบัน ถ้าปัจจุบันทำดี อนาคตก็ไม่ควรตกจะตกต่ำ...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๘ กรกฎาคม ๒๕๑๙

 

“...การที่บัณฑิตจะใช้ความรู้ความสามารถของตัวกระทำการงานใด ๆ ในภายหน้า จะต้องทำความคิดจิตใจของตนเองให้เที่ยงตรง พ้นจากอำนาจอคติเสียเป็นเบื้องต้นก่อน ด้วยหลักเหตุผล ให้ถูกต้อง และด้วยความเพียรพยายามอ่านไม่ขาดสาย ความสำเร็จ ความเจริญก้าวหน้าและอนาคตที่แจ่มใสจึงจะมาถึงท่านได้สมตามที่ตั้งใจปรารถนา...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๑๐ กรกฎาคม ๒๕๑๙

 

“...ความไม่พอใจนี้เป็นของไม่ดี มีความไม่พอใจที่ไหนความเดือดร้อนก็เกิดที่นั่น...  เป็นข้อสังเกตว่า คนเราความพอใจแท้ ๆ จะไม่ได้สักคนเดียว เพราะว่าถ้าคนไหนมีความพอใจแท้ ๆ  ผู้นั้นผู้ที่โปรด เพราะว่าไม่มีใครที่มีความพอใจแท้ ๆ น่าจะเป็นพระอรหันต์ที่เรียกว่า จะมีความพอใจแท้ ๆ ก็ไม่ได้ เพราะว่าพระอรหันต์มีความสำเร็จ ไม่ใช่ความพอใจ มีความสำเร็จว่าไม่ต้องพอใจแล้ว ฉะนั้น คนที่มีความพอใจไม่พอใจนี้ ก็ลำบากที่จะให้พอใจจริง ๆ ทุกคนแม้แต่คนเดียวก็มีความพอใจลำบาก นี่เป็นความคิดที่เกิดขึ้นอย่างนี้ จึงมาคิดว่าถ้าใครในที่นี้เกิดมีความไม่พอใจขึ้นมา ก็ขอบอกว่าขออภัย แต่ว่าแก้ยากแล้วก็มีวิธีที่จะทำให้พอใจที่ดีที่สุดก็คือระงับความไม่พอใจ จะระงับความไม่พอใจของแต่ละคนได้อย่างไร? คิดให้ดี ๆ ว่าเรามาวันนี้มาทำอะไรได้สำเร็จประโยชน์แล้ว ที่ได้มาและ ได้กล่าวให้พรโดยวิธีการมีผู้รับมอบฉันทะเป็นผู้กล่าว อย่างนี้ก็เป็นวิธีอย่างหนึ่งที่จะทำให้ระงับความไม่พอใจ ถ้าระงับความไม่พอใจแล้ว ก็จะเกิดความพอใจพอสมควร อันนี้เป็นข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่ง...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๒๐

 

“...นี่เงินเดือนเท่าไร จะต้องใช้ภายในเงินเดือน การทำแชร์นี้เท่ากับเป็นการกู้เงิน การกู้เงินนี้นำมาใช้ในสิ่งที่ไม่ทำรายได้นั้นไม่ดี อันนี้เป็นข้อสำคัญ เพราะว่าถ้ากู้เงินและทำให้มีรายได้ ก็เท่ากับ จะใช้หนี้ได้ ไม่ต้องติดหนี้ ไม่ต้องเดือดร้อน ไม่ต้องเสียเกียรติ... กู้เงิน เงินนั้น จะต้องให้เกิดประโยชน์ ไม่ใช่กู้สำหรับไปเล่นไปทำอะไรที่ไม่เกิดประโยชน์...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๔๐

 

“...ในเมืองไทยนี้ถ้าทำกิจการ หมายความปกครองหรือดำเนินกิจการทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจทั้งในด้านธุรกิจ ในด้านอาชีพ มีทุจริตเมืองไทยพัง ของเราเมืองไทยนี่ที่ยังไม่พัง ก็เพราะว่าเมืองไทยนี่นับว่าแข็งมาก แต่ว่าเดี๋ยวนี้ถ้าหากว่าทำไม่ระวัง เข็นให้ฟัง มันก็เหมือนบ้านที่กำลังคลอน บ้านกำลังคลอนอะไรสั่นนิดเดียวก็ถล่ม เมื่อถล่มแล้วก็จะแย่... เมื่อทำอย่างนั้นคือโครงการมันไม่ดี เห็นมามากแล้วว่า ระหว่างหน่วยราชการจะมี กรมทาง กรมชลประทาน กรมป่าไม้ เป็นต้น  ไม่ได้สอดคล้องกัน โครงการไม่ทำให้สอดคล้องก็เกิดเรื่องแก้ไข ก็แก้ไขได้ไม่สู้ยากนัก แต่จะต้องไม่มีทิฐิ จะต้องร่วมกัน แต่ถ้ามีทุจริตมาเพิ่มในกิจการเหล่านี้แล้ว มันก็ทำให้ร้ายแรงขึ้นเป็น ๒ เท่า ๓ เท่า...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๔๒

 

๔. ความมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี

“...อนึ่ง ข้าพเจ้าขอเตือนว่า แม้ท่านจะได้เรียนสำเร็จตามหลักสูตรจนได้ปริญญาแล้วก็ดี ขอให้เข้าใจว่า นี่เป็นเพียงขั้นต้นของการศึกษาเท่านั้น ท่านจงพยายามศึกษาและฝึกฝนตนเองต่อไป เพราะสรรพวิทยาการด้านสาขาวิทยาศาสตร์ทั้งหลายนั้น การทดลองค้นคว้าช่วยให้ได้ความรู้ใหม่ ๆ ขึ้นมาอยู่เสมอ ถ้าท่านไม่ศึกษาเพิ่มเติมไว้ ต่อไปนี้ช้าท่านก็จะล้าสมัย...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร

และอนุปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

๙ กรกฎาคม ๒๔๙๖

 

“...ขอให้ทุกคนจงรำลึกถึงอุดมคติของวิชาชีพที่มุ่งหวัง จะบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชนเหนือสิ่งอื่นใด และรักษามรรยาทของการประกอบอาชีพโดยเคร่งครัด จงหมั่นฝึกฝนตนเองให้ทันสมัยในวิทยาการ ประกอบโรคศิลปะอยู่เสมอ...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร

และอนุปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์

๑ เมษายน ๒๔๙๘

 

“...ภาษาเป็นสมบัติของชาติที่ควรรักษาและส่งเสริม ภาษานั้นเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับหาความรู้ ซึ่งหมายถึงความก้าวหน้าของคนอุปกรณ์สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ประเพณี ประเพณีนั้นหมายถึง แบบแผนหรือขนบธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติต่อกันมา การสิ่งใดที่ริเริ่มแล้วได้รับความนิยม ถือปฏิบัติตามกันต่อไป จัดว่าเป็นประเพณี คนเราจะดำเนินชีวิตก็ต้องมีแบบแผนเป็นหลัก เราจึงต้องมีประเพณีเป็นแนวปฏิบัติ...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๒๑ เมษายน ๒๕๐๓

 

“...ท่านทั้งหลายคงจะตระหนักอยู่แล้วว่า การศึกษาเล่าเรียนเป็นเรื่องที่ไม่มีสิ้นสุด ผู้ปรารถนาความเจริญในการประกอบกิจการงานจะต้องหมั่นเอาใจใส่แสวงหาความรู้ให้เพิ่มพูนอยู่เสมอ มิฉะนั้นจะกลายเป็นผู้ที่ล้าสมัยสมรรถภาพไป...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๔

“...สมัยนี้ เป็นสมัยพัฒนาประเทศ เรากำลังร่วมกันดำเนินโครงการพัฒนาต่าง ๆ อย่างเร่งรีบ และได้รับผลดีจากโครงการเหล่านั้นแล้วอย่างน่าพอใจ หลายประการ ความเจริญของประเทศนั้น หมายถึงความเจริญของประชาชนเป็นส่วนรวม สม่ำเสมอทั้งประเทศ...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร

และอนุปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

๒๐ กรกฎาคม ๒๕๑๐

 

“...ความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อนในบ้านเมืองของเรา ทำให้เกิดความรู้สึกว่าประเทศไทยและคนไทยกำลังเสื่อมลงกำลังจะถูกกลืนหายไปกับอิทธิพลแห่งความเสื่อมในโลกปัจจุบัน ความรู้สึกเช่นนี้ไม่ตรงกับความจริงนัก เพราะคนไทยเรามีความเป็นตัวของตัวเอง  มีคุณสมบัติทั้งทางวัตถุและจิตใจอย่างอุดมสมบูรณ์มาแต่เดิม เป็นการยากที่จะถูกกลืนหรือถูกทำลายอย่างที่คิดกัน...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

๕ สิงหาคม ๒๕๑๔

 

“...ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า... จึงควรจะได้ศึกษาถึงสภาวการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงมาให้เข้าใจแล้วพยายามค้นคิดหาเครื่องมือและวิธีการที่จะนำไปปฏิบัติได้ง่าย ๆ มาปฏิบัติโดยนำเอาพลังงานและสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในประเทศและในตัวมาใช้การให้ได้มากและกว้างขวางที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถึงหากงานจะดูไม่ใหญ่ยิ่งและไม่ก้าวหน้าเต็มที่ หรือการผลิตจะลดน้อยลงบ้างก็ตาม แต่ผลผลิตที่ได้มาก็ยังเพียงพอแก่การอุปโภคบริโภคและความต้องการที่สำคัญกว่านั้นคนส่วนใหญ่ก็จะมีงานทำทั่วถึงยิ่งขึ้น และสามารถหารายได้เลี้ยงตัวเองให้มีความผาสุกความสะดวกสบายขึ้น ซึ่งเป็นความมุ่งประสงค์ของสาธุชนทั่วไป...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า

๑๘ ตุลาคม ๒๕๑๘

 

“...มรดกนี้ คำที่ถูกต้อง คือเป็น “บารมี” ได้สร้างบารมีตั้งแต่โบราณกาลมา สะสมมาเรื่อย ทำในสิ่งที่ถูกต้อง เมืองไทยถึงยังอยู่ได้ แต่ว่าถ้าเราไม่ทำต่อ บารมีก็สลายไป... บารมีนั่นคือทำความดี...  เราอย่าไปเบิกบารมีที่บ้านเมือง ที่ประเทศได้สร้างสมเอาไว้ ตั้งแต่บรรพบุรุษของเราให้เกินไป เราต้องทำบ้าง หรือเพิ่มพูนให้ประเทศชาติ มีอนาคตที่แน่นอน อนาคตที่จะสามารถถือว่าชั่วลูกชั่วหลานชั่วเหลนชั่วโหลน ประเทศไทยก็ยังคงอยู่...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๑๘

 

“...การสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าทุกด้านทุกระดับต้องใช้เทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญ เพื่อความรวดเร็วและถูกต้องมั่นคง บัณฑิตที่เรียนสำเร็จออกไป จึงนับว่าจะได้เป็นกำลังและเป็นหลักในการพัฒนาประเทศและชุมชนในทุก ๆ วงการ การใช้เทคโนโลยีนั้นย่อมกระทำได้หลายแง่หลายมุม แง่หนึ่งที่ควรเพ่งเล็งเป็นพิเศษ ก็คือใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านประหยัด เพราะการประหยัดเป็นสิ่งที่พึงประสงค์อย่างยิ่งในที่ทุกแห่งและในกาลทุกเมื่อ เท่าที่ปรากฏแล้ว เทคโนโลยีช่วยให้ประหยัดได้อย่างดีเลิศ ในการสร้างเครื่องมืออิเลคโตรนิคส์ แต่ก่อนเครื่องมืออิเลคโตรนิคส์ ทำได้ยากยิ่งและมีราคาสูงมาก คนส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์จากเครื่องมือดังกล่าว แต่ปัจจุบัน เทคโนโลยี                    ช่วยให้สร้างและผลิตได้โดยง่ายและสะดวกด้วยราคาต่ำอย่างเครื่องรับวิทยุทรานซิสเตอร์ เวลานี้ใช้กันได้อย่างแพร่หลาย ทำให้คนทั่วไปได้รับประโยชน์ในด้านข่าวสาร และการบันเทิงโดยทั่วถึงในด้านอื่น ๆ เช่น เกษตรกรรม อุตสาหกรรม แม้จะเป็นเพียงงานระดับชาวบ้านเทคโนโลยีก็อาจช่วยได้เป็นอย่างดี ยกตัวอย่างเช่น การทำยางพารา ถ้าทำตามแบบพื้นบ้าน ซึ่งทำกันตามมีตามเกิด ขาดความระมัดระวังในความสะอาดเรียบร้อยก็มักได้ยางแผ่นที่มีคุณภาพต่ำ ทำให้ขายไม่ได้เต็มราคา แต่ถ้านำเทคโนโลยีอย่างง่าย ๆ มาใช้ ให้มีการใช้กรรมวิธีที่ถูกต้องและแน่นอนสม่ำเสมอ ก็จะได้ยางแผ่นที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ขายได้เต็มราคา การใช้ความระมัดระวัง และกรรมวิธีที่ละเอียดแน่นอนเพียงเล็กน้อย โดยมิทำให้ต้องสิ้นเปลืองเกินกว่าปกติ แล้วได้ผลประโยชน์เพิ่มสูงขึ้นเช่นนี้ นับว่าเป็นการประหยัดด้วยอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ชาวสวนยางมาก ในการที่ท่านทั้งหลายจะออกไปทำหน้าที่ต่าง ๆ ทางด้านเทคนิคต่อไป ขอให้คำนึงถึงผลได้ที่เกิดขึ้นจากการประหยัดนี้ให้มาก...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า

๓๐ ตุลาคม ๒๕๒๑

 

“...วิถีทางดำเนินของบ้านเมืองและประชาชนโดยทั่วไป มีความเปลี่ยนแปลงมาตลอดเนื่องมาจากความวิปริตผันแปรของวิถีทางแห่งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และอื่น ๆ ของโลก ยากยิ่งที่เราจะหลีกเลี่ยงให้พ้นได้ จึงต้องระมัดระวัง ประคับประคองตัวเรามากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการอยู่โดยประหยัด เพื่อที่จะอยู่ให้รอดและก้าวหน้าต่อไปได้โดยสวัสดี...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่

๓๑ ธันวาคม ๒๕๒๑

 

“...เทคโนโลยีนั้นโดยหลักการคือการทำให้สิ่งที่มีอยู่ให้เกิดเป็นสิ่งที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้น เทคโนโลยีที่ดี ที่สมบูรณ์แบบ จึงควรจะสร้างสิ่งที่จะใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า และมีความสูญเปล่าหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นน้อยที่สุด แม้แต่สิ่งที่เป็นของเสีย เป็นของที่เหลือทิ้งแล้ว ก็ควรจะได้ใช้เทคโนโลยีแปรสภาพให้เป็นของใช้ได้... โดยทางตรงข้าม เทคโนโลยีใดที่ใช้การได้ไม่คุ้มค่าก่อให้เกิดความสูญเปล่า และความเสียหายได้มาก จัดว่าเป็นเทคโนโลยีที่บกพร่อง ไม่สมควรนำมาใช้ไม่ว่าในกรณีใด ท่านทั้งหลายจะเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีในการสร้างสรรค์ต่าง ๆ เพื่อพัฒนาสภาพบ้านเมืองและฐานะความเป็นอยู่ของประชาชนต่อไป ควรหัดเป็นคนช่างคิดช่างสังเกตในการปฏิบัติงานของตนเอง นอกจากเทคโนโลยีที่ใหญ่โตระดับสูงสำหรับใช้ในงานใหญ่ ๆ ที่ต้องการผลมาก ๆ แล้ว แต่ละคนควรจะคำนึงถึงและคิดค้นเทคโนโลยีอย่างง่าย ๆ ควบคู่กันไป เพื่อช่วยให้กิจการที่ใช้ทุนรอนน้อย มีโอกาสนำมาใช้ได้โดยสะดวกและได้ผลด้วย ก่อนที่ท่านทั้งหลายจะออกไปมีหน้าที่การงาน ช่วยบ้านเมืองและประชาชนนี้ จึงใคร่จะขอให้ตั้งใจให้แน่วแน่ที่จะนำเอาวิชา ความสามารถของตัวไปใช้ด้วยความสุจริตบริสุทธิ์ใจ และด้วยความฉลาดรอบคอบให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ทุกอย่างโดยถูกต้องเหมาะสมไม่ว่าจะกระทำร่วมกับผู้อื่น หรือกระทำโดยลำพังตนเอง บ้านเมืองเราจะได้อยู่รอดและวัฒนาสภาพตลอดไป”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า

๑๘ ตุลาคม ๒๕๒๒

 

          “...จะเห็นว่าถ้าราษฎรอยู่ดีกินดี มีรายได้ รัฐบาลเก็บภาษีได้สะดวก ไม่มีการหนีภาษี เพราะเมื่อมีรายได้ดีขึ้น เขาก็สามารถเสียภาษีได้มากขึ้น...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๓๔

 

“...ถ้าเรามาใช้ของไทย ซื้อของไทย เที่ยวเมืองไทย กินข้าวไทย อันนี้จะได้ประโยชน์ แต่ว่า ก็ยังไม่แก้ปัญหา ปัญหามีอยู่ว่าผู้ที่ทำกลองนี้เขามีบริษัทที่นำเข้าสินค้าที่เขาขาย. เขาบอกว่าแย่  เขานำเข้าสินค้ามาและขายในราคาเดิม เพราะมีการตกลงราคาขายอยู่แล้ว. เมื่อของเข้ามาก็จะต้องเสียเงินแพง. เขาบอกว่าขาดทุน. แต่เขามีความคิดอยู่ เขาสามารถที่จะผลิตกลองนี้ และส่งนอก  ส่งไปที่อเมริกาส่วนหนึ่ง ส่งไปที่ยุโรปส่วนหนึ่ง... การสั่งของจากต่างประเทศ ก็มีความจำเป็นบ้างในบางกรณี. แต่ว่าสามารถที่จะส่งออกนอก ซึ่งผลิตผลที่ทำในเมืองไทยก็จะดีกว่า...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๔๐

 

“...โดยเฉพาะ ในภาคอีสาน เขาบอกว่า ต้องปลูกข้าวหอมมะลิเพื่อจะขาย. อันนี้ถูกต้อง ข้าวหอมมะลิขายได้ดี แต่ว่าขายแล้วจะบริโภคเองต้องซื้อ ต้องซื้อจากใคร ทุกคนก็ ปลูกข้าวหอมมะลิ ในภาคอีสานส่วนมากเขาชอบบริโภคข้าวเหนียว ซึ่งใครจะเป็นคนปลูกข้าวเหนียว เพราะประกาศโฆษณาว่า คนที่ปลูกข้าวเหนียวเป็นคนโง่. อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ เลยได้สนับสนุนบอกว่า ให้เขาปลูกข้าว บริโภค เขาจะชอบข้าวเหนียวก็ปลูกข้าวเหนียว. เขาจะชอบปลูกข้าวอะไรก็ตาม ให้เขาปลูกข้าวอย่างนั้น และเก็บไว้ เพื่อที่จะบริโภคตลอดปี ถ้ามีที่ ที่จะทำนาปรัง หรือมีที่มากพอ สำหรับปลูกข้าว ปลูกข้าวหอมมะลิ เพื่อที่จะขาย...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๔๐

 

“...เมื่อตั้งโรงสี ปลูกข้าวเองบ้าง และไปซื้อข้าวจากเกษตรกรบ้าง นำมาสี และขายในราคาที่เหมาะสม เป็นในรูปสหกรณ์. ที่ทำที่สวนจิตรฯ นี้ ไม่ได้ใช้ข้าวที่ปลูกในสวนจิตรฯ เพราะว่าข้าวที่ปลูกในสวนจิตรฯ เอาไปเข้าพิธีแรกนาขวัญ. ข้าวที่โรงสีนี้ เป็นข้าวที่ไปซื้อจากเกษตรกรโดยตรง โดยให้ราคาที่เหมาะสม. เกษตรกรก็มีความสุข เพราะขายข้าวในราคาที่เหมาะสม และผู้บริโภคก็ซื้อได้ในราคาถูก เพราะว่าไม่ต้องมีการขนส่งมากเกินไป. ไม่ต้องมีคนกลางมากเกินไป ตกลงทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภคก็มีความสุข...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๔๐

 

“...เชื่อว่าประเทศไทยจะสามารถพ้นวิกฤตการณ์ได้ดีกว่าหลายประเทศ เพราะแผ่นดินนี้  ยังเหมาะสมกับความเป็นอยู่ได้ อย่างที่เคยพูดมาหลายปีแล้วว่า ภูมิประเทศยังให้ คือเหมาะสม. แต่ความเป็นอยู่ต้องไม่ฟุ้งเฟ้อ ต้องอยู่อย่างประหยัด และต้องไปในทางที่ถูกต้อง. วันนี้พูดถึงวิธีแก้ไขสถานการณ์ปัจจุบัน วิกฤตการณ์ปัจจุบันทางหนึ่ง วิธีหนึ่ง. สมัยนี้เป็นสมัยที่พูดกันได้ว่า “โลกาภิวัตน์” ก็จะต้องทำตามประเทศอื่นด้วย เพราะว่า ถ้าไม่ทำตามประเทศอื่นตามคำสัญญาที่มีไว้ เขาอาจจะไม่พอใจ. ก็เพราะว่าเขาเองมีวิกฤตการณ์เหมือนกัน. การที่ประเทศใกล้เมืองไทยในภูมิภาคนี้  มีวิกฤตการณ์ด้วย ก็ทำให้เราฟื้นจากวิกฤตการณ์นี้ยากขึ้น. และไม่ใช่เฉพาะประเทศที่อยู่ในภูมิภาคนี้ แม้แต่ประเทศที่ดูยังเจริญรุ่งเรืองดี ก็รู้สึกว่าจะกำลังเดือดร้อนขึ้น... ฉะนั้นเราต้องพยายามอุ้มชูประชาชนให้ได้มีงานทำ มีรายได้ ก็จะสามารถผ่านวิกฤตการณ์. แต่ถ้าทำแบบที่เคยมีนโยบายมา คือ ผลิตสิ่งของทางอุตสาหกรรมมากเกินไป ก็จะไม่สำเร็จ โดยที่ในเมืองไทยตลาดมีน้อยลง เพราะคนมีเงินน้อยลง...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๔๐

 

Self-Sufficiency นั้นหมายความว่า ผลิตอะไรมีพอที่จะใช้ ไม่ต้องไปขอซื้อคนอื่น อยู่ได้ด้วยตนเอง (พึ่งตนเอง) 

บางคนแปลจากภาษาฝรั่งว่า ให้ยืนบนขาตัวเอง. คำว่ายืนบนขาตัวเองนี่ มีคนบางคนพูดว่าชอบกล. ใครจะมายืนบนขา. คนอื่นมายืนบนขาเรา เราก็โกรธ แต่ตัวเองยืนบนขาตัวเองก็ต้องเสียหลักหกล้มหรือล้มลง. อันนี้ก็เป็นความคิดที่อาจจะเฟื่องไปหน่อย. แต่ว่าเป็นตามที่เขาเรียกว่ายืนบนขา ของตัวเอง (ซึ่งแปลว่าพึ่งตนเอง) หมายความว่า สองขาของเรานี่ ยืนบนพื้น ให้อยู่ได้ไม่หกล้ม ไม่ต้องไปขอยืนขาของคนอื่น มาใช้สำหรับยืน...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๔๑

 

“...ถ้าเศรษฐกิจสม่ำเสมอดี มีแต่ดีขึ้นได้. จึงต้องรักษาความเป็นอยู่ที่ดี สถานการณ์ที่ดีต่อไป โดยรักษาอัตราแลกเปลี่ยนที่สม่ำเสมอ. ไม่มีปัญหาว่าประเทศชาติจะรอดพ้นจากวิกฤตการณ์. ทั้งนี้เพราะวิกฤตการณ์นี้มาจากความฟุ้งเฟ้อ หรือความโลภ ไม่อยากจะพูดว่าความทุจริต เพราะไม่จำเป็นที่จะต้องมีความทุจริตก็แย่ได้เหมือนกัน ยิ่งมีทุจริตก็ยิ่งแย่ เพราะว่าถ้ามีทุจริต ไม่มีใครทำงานอะไรได้ ไม่มีใครเชื่อใคร แล้วผู้ที่จะพยายามทำงานก็ไม่สามารถทำงาน เพราะกลัวทุจริต. ข้อสำคัญอยู่ที่ว่า ถ้าไม่มีความสม่ำเสมอ ผู้ที่เป็นนักธุรกิจหรืออุตสาหกรที่สุจริต ก็จะไม่สามารถกะงบประมาณ งบของตัวเอง จึงต้องค้ากำไรเกินควร เพื่อไม่ให้ขาดทุน. แต่มีหลายคนที่พยายามทำงานด้วยความไม่ฟุ้งเฟ้อ...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๔๑

 

“...ถ้าเข้าใจกันได้แล้ว คนในเมืองไทย ๖๐ เท่าไหร่ ๖๒ ล้าน ถึงป่านนี้ก็กว่าแล้ว ก็สามารถที่จะปรองดองกัน สร้างความมั่นคงในประเทศ คนอื่นก็ช่างมันล่ะ ชาวต่างประเทศ ชาวบ้านต่างประเทศเขาก็เข้า ๆ ออก ๆ เข้า ๆ ออก ๆ ทุกนาทีก็เข้ามา แต่ว่าส่วนรวมของคนที่ถือว่าเป็นคนเจ้าของประเทศ  อย่าให้ขัดแย้งกัน แล้วก็ยอมรับว่าถูกบ้าง ไม่ถูกบ้าง ก็มีความสุข...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๔๔

 

“...แล้วอย่างนี้ที่บอกว่ามาถวายพระพร สำหรับส่วนตัวนี้เรา เราก็เห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวว่า อยากมีความสุข ไม่ใช่ไม่อยากมี อยากมีความสุข แต่ใครมาทะเลาะกันต่อหน้า คนนี้ไม่ดี คนนี้ไม่ดี แล้วข้าพเจ้าดี ท่านจึงจะไม่ดี ก็อย่างนี้ไม่มีความสุข คนที่บอกว่าฉันไม่ดี คนนั้นก็ไม่มีความสุข คนที่ถูกว่าท่านไม่ดี คนนั้นก็ไม่มีความสุข อยากยอมรับข้าพเจ้ามีดี ข้าพเจ้ามีไม่ดี ท่านมีดี ท่านมีไม่ดี แล้วก็พูดช่วยกันแก้ไขว่า ฉันไม่ดีตรงไหน ช่วยกัน คิด คิดออกไหม อ้อ! ใช่ข้าพเจ้ามีไม่ดีตรงนี้ต้องแก้ไข ทุกคนก็สบาย ทุกคนก็มีความสุข ข้าพเจ้าเองก็มี ความสุข เป็นอย่างนั้น ที่มาให้พรก็ได้ผล แต่ได้ผลว่า พระเจ้าอยู่หัวมีความสุข ใช้คำพระเจ้าอยู่หัวมีความสุข ก็ไม่รู้ ดูท่าทางมันแปลก เพราะว่าเขาว่าพระเจ้าอยู่หัวมีความสุขไม่ได้ ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเขาว่า พระเจ้าแผ่นดินมีความสุขเสมอ เพราะว่าใคร ๆ บอกว่า มีความสุข มีความสุขเหมือนพระเจ้าแผ่นดิน Happy as a King ก็ไม่จริง แต่ว่าถ้าท่านทุกคน ทำว่า ท่านทำถูก ท่านก็รู้ว่าทำถูก ท่านทำผิดก็รู้ทำผิด อีกคนบอกอีกคนทำผิดทำถูกก็รู้กันแล้ว The King จะ Happy as a King ได้ อันนี้น่ะ ได้อย่างนั้น ก็เป็นอันว่าถ้าหากว่า ท่านทำอย่างนั้นได้ ท่านก็มีความสำเร็จ เกิดความสำเร็จในกิจการ ถือว่าวันนี้ก็เป็นกิจการอย่างหนึ่ง...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๔๔

 

...ก็ต้องสร้างเขื่อนให้เก็บน้ำดีขึ้น อย่างมากที่สุดก็คือ ๒ เมตรกว่า ๆ ก็หวังว่าจะดี ได้น้ำเพิ่มเติม ๙ ล้านลูกบาศก์เมตร นับว่าไม่เลว ไม่มาก แต่ดีกว่าที่ไม่มี ความจริงควรจะมีอย่างนี้ทั่วตลอด ให้สามารถที่จะเก็บน้ำแล้วก็ป้องกันไม่ให้น้ำท่วมตอนหน้าฝน หรือมีพายุเข้า ไม่ให้น้ำแล้ง ให้มีน้ำใช้สำหรับการกสิกรรม หรือการบริโภค เดี๋ยวนี้ทั่วโลกบ่นว่า ขาดน้ำ ๆ ในระหว่างที่บ่นขาดน้ำ ๆ  มีคนเขาตาย เพราะถูกน้ำท่วมตายไปเกือบ ๑๐ คนแล้ว ทำไม เพราะเขาไม่ได้ทำ ไม่ได้ทำโครงการระบายน้ำที่ถูกต้อง...

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๔๖

 

“...ก็ต้องพัฒนาอาชีพความเป็นอยู่ของประชาชน คือ อาชีพ ไม่ใช่เพียงแต่ปลูกผัก ถั่ว ปลูกงาให้หลานเฝ้า แต่เป็นเรื่องของให้ความอยู่ดี กินดี ความรู้ การศึกษา กล่าวว่า ต้องช่วยให้การศึกษาดีขึ้น เพราะว่าถ้าการศึกษาไม่ดี คนไม่สามารถที่จะทำงาน การศึกษาต้องได้ทุกระดับ...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๔๖

 

๕. เงื่อนไขความรู้

๕.๑ ความรู้

“...ในการประกอบการงานนั้น ถ้าท่านจะถือว่าบัดนี้ท่านเป็นบัณฑิตมีปริญญาบัตรแล้ว  ควรจะต้องได้รับความไว้วางใจ และเชื่อถือ โดยทันที ดั่งนี้ ก็เป็นความคิดที่ผิด ที่ถูกนั้นท่านจะต้องลงมือทำงาน ใช้ความรู้ที่ได้มาให้เป็นประโยชน์แก่การงาน แสดงความสามารถเสียก่อน ในการนี้ ท่านจงพิจารณาหยั่งถึงสิ่งที่ควรและไม่ควร และมีใจหนักแน่น สุจริต อดทน มีความอุตสาหะหมั่นเพียรในการงาน และรักษาระเบียบวินัยเป็นบรรทัดฐาน เพื่อได้มาซึ่งความเชื่อถือและไว้วางใจ และเมื่อนั้นแหละ ค่าของปริญญาบัตร จึงจะบังเกิดขึ้น...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๒๕ มิถุนายน ๒๔๙๔

 

“...ผู้ที่ควรแก่นามว่า “บัณฑิต” นั้น นอกจากความรู้ความสามารถแล้ว ยังต้องเป็นผู้ที่มีจิตใจสูง มีศีลมีธรรม มีสติสัมปชัญญะ อดทนอดกลั้น ประพฤติแต่ในสิ่งที่ชอบที่ควร วางตนให้สมเกียรติ เป็นผู้ที่ควรแก่การนับถือเป็นแบบอย่าง...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๒๖ มิถุนายน ๒๔๙๔

“...คนเรานั้นจะว่าไปก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งในบรรดาสัตว์ทั้งหลาย แต่ก็มีการแตกต่างกันหลายประการ ประการที่สำคัญที่สุดก็คือความรู้... เป็นสิ่งที่สำคัญที่คนจะต้องนำไปใช้ในทางที่ชอบ...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๓ กรกฎาคม ๒๕๐๑

 

“...ขอให้ใช้วิชาความรู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาให้เกิดประโยชน์แก่ตนและแก่ส่วนรวมยิ่งขึ้นตลอดไป อย่านิ่งเฉยเฉื่อยชาหยุดอยู่กับที่ กับขอให้ติดตามวิวัฒนาการต่าง ๆ ของบ้านเมืองและของโลก ให้เป็นผู้มีหูตาสว่างอยู่เสมอ หากปฏิบัติได้ดังนี้ก็จะได้รับแต่ผลดีและทั้งจะเป็นแบบอย่างแก่อนุชนรุ่นหลังต่อไปอีกด้วย...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร

และอนุปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๐๑

 

“...ขอให้ทุกคนจงดำรงชีวิตและประกอบอาชีพ โดยอาศัยวิชาความรู้ที่ได้รับมาประกอบด้วยความยั้งคิดชั่งใจ และศีลธรรมอันดีงาม เพื่อความเจริญก้าวหน้าของตนเองและของประเทศชาติ...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

๑๘ กันยายน ๒๕๐๔

 

“...การประกอบกิจการงานหรือการดำเนินชีวิต จะใช้วิชาการที่ได้ศึกษามาแล้วเท่านั้น ยังไม่เพียงพอ จำเป็นจะต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมให้ทันกับเหตุการณ์อยู่เสมอ...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

๒๕ ตุลาคม ๒๕๐๕

 

“...หากบุคคลใดมีความรู้สูงแต่ขาดหิริโอตตัปปะ คือไม่มีความละอายต่อบาปนำความรู้นั้น ไปใช้ในทางมิชอบ ก็จะทำให้สังคมเดือดร้อน...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๒๒ พฤษภาคม ๒๕๐๖

 

“...ขอให้บัณฑิตใหม่ระลึกไว้ว่า วิชาความรู้ที่มีอยู่กับตัวนั้นจะเกิดประโยชน์ได้ก็ต่อเมื่อรู้จักประสานงาน คือรู้จักติดต่อกับผู้อื่นกับบัณฑิตด้วยกัน กับผู้ที่ทำงานอยู่ก่อนและช่วยเหลือผู้ที่จะมาภายหลังด้วย ก็จะช่วยทำให้สามารถทำงานด้วยกันได้โดยราบรื่น บังเกิดผลดีแก่ประเทศชาติเป็นส่วนรวม...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๒ กรกฎาคม ๒๕๐๗

 

“...วิชาความรู้นั้น ถ้าใช้ในทางดีด้วยความรู้เท่าทัน ก็จะช่วยป้องกันประเทศชาติให้พ้นภยันตรายจากศัตรู และสามารถช่วยการพัฒนาบ้านเมืองให้ทันกับความเจริญของโลกในปัจจุบันได้ แต่ถ้าใช้ด้วยความหลงแล้ว ก็จะเป็นอันตรายแก่ตัวเอง และประเทศชาติบ้านเมืองอย่างร้ายกาจที่สุด จึงขอให้บัณฑิตทุกคนสังวรระวังไว้ในการที่จะออกไปประกอบการงานต่อไปในกาลข้างหน้า...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

๒๐ สิงหาคม ๒๕๐๗

 

“...ความรู้นั้นเป็นหลักของการงาน ผู้ที่จะทำงานอย่างใดจำต้องมีความรู้ในเรื่องนั้นก่อนเป็นเบื้องต้น ส่วนความคิดเป็นเครื่องช่วยความรู้คือ ช่วยให้ใช้ความรู้ได้ถูกต้อง เช่น จะใช้อย่างไร ที่ไหน เมื่อใด เมื่อมีความรู้สำหรับงาน มีความคิดสำหรับพิจารณาใช้ความรู้ให้ถูกต้องแล้ว ย่อมทำงานได้ผลสมบูรณ์ดี ยากที่จะผิดพลาด ความรู้กับความคิดจึงไม่ควรแยกจากกัน..”.

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร

และอนุปริญญาบัตรจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๘ กรกฎาคม ๒๕๐๘

 

“...ในการทำโครงการพัฒนาเศรษฐกิจต่าง ๆ จะต้องอาศัยใช้ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นหลัก และจะต้องใช้นักสถิติที่มีความรู้ ความสามารถชั้นสูงเป็นผู้ปฏิบัติ...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๑๓

 

“...ท่านทั้งหลายที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันแห่งนี้ เป็นผู้ที่เชื่อได้ว่ามีความรู้ ความสามารถสูง จึงเป็นที่หวังของคนไทยทั้งชาติรวมทั้งของข้าพเจ้าด้วย ที่จะได้อาศัยความรู้ความคิด สติปัญญาและความสามารถ ในอันที่จะนำพาประเทศชาติให้ก้าวไปสู่ความมั่นคง และความสมบูรณ์พูนสุข...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร

ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๑๓

 

“...เมื่อมีความรู้ความคิดอยู่ ควรจะนำมาเชื่อมโยงกันเข้าให้พร้อมเพรียง ประสมประสานปรับปรุงความรู้ความคิดนั้น ด้วยความคิดพิจารณาแล้วนำออกมาใช้ให้ได้ผล จุดใดเสื่อม ก็แก้ไขเปลี่ยนแปลงที่จุดนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างจะดีขึ้นเป็นลำดับ...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

๔ สิงหาคม ๒๕๑๔

 

“...งานทุกอย่าง ยิ่งเป็นงานในระดับชาติ จำเป็นต้องมีโครงการอันแน่นอนสำหรับปฏิบัติดำเนินการ และโดยปรกติโครงการต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นนั้น จะต้องอาศัยพื้นฐาน วิธีการ และวิชาการ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญพื้นฐานหมายถึงวัตถุประสงค์ กำลังทุน กำลังบุคคล พร้อมทั้งเครื่องมือ เครื่องจักรวัสดุอุปกรณ์ทุกอย่าง วิธีการนั้น ได้แก่ การวางรูปงาน กำหนดระยะดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอน ให้เกี่ยวโยงต่อเนื่องกัน รวมถึงระเบียบปฏิบัติทั้งในตัวบุคคลทั้งในธุรการทั้งหมด ส่วนวิชาการ ได้แก่ หลักความรู้ที่ถูกต้องแท้จริงในงานนั้น ๆ เมื่อนำมาปฏิบัติส่งเสริมพื้นฐานและวิธีการ ให้ได้ผลที่สมบูรณ์แน่นอน...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร

และอนุปริญญาบัตรจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๑๔ กรกฎาคม ๒๕๑๕

 

“...ในการปฏิบัติงานใด ๆ ผู้ปฏิบัติจำต้องทราบ ต้องเข้าใจแจ่มแจ้งถึงปัญหาและวิชาความรู้ทั้งปวงอันเกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์อย่างทั่วถึงจึงจะสามารถนำทฤษฎีมาดัดแปลงใช้ให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ และสามารถเลือกแนวทางปฏิบัติ ให้เกิดผลมากที่สุดได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อเกิดความขาดแคลนวัตถุปัจจัยต่าง ๆ ดังในทุกวันนี้ ความขาดแคลนอาจทำให้การพัฒนาหลายอย่างต้องหยุดชะงักไป เพราะไม่สามารถทำงานตามทฤษฎีได้ ท่านทั้งหลายก็จะต้องแสวงหาวัตถุปัจจัย และวิธีการอย่างอื่นมาใช้แทน เพื่อให้ชีวิตและภารกิจของเราสามารถดำเนินไปเป็นปรกติได้...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

๒๒ มกราคม ๒๕๑๗

 

“...บัณฑิตควรจะมีความพอใจและภูมิใจ ที่มีความรู้ความชำนาญทางวิชาการเป็นพื้นฐานที่มั่นคงของการงาน ในทางปฏิบัติ ทุกคนควรถือเป็นหน้าที่จำเป็น ที่จะต้องพยายามหยิบยกเอาความรู้มาพิจารณาใช้ให้ถูกต้องเหมาะสมแก่งาน แก่เวลา และแก่สภาพการณ์ทั่วไป ทำให้สัมพันธ์กับงานด้านอื่น ๆ โดยสมดุลและโดยสอดคล้อง เพื่อให้การปฏิบัติอำนวยผลสมบูรณ์แท้จริง...

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

๓๐ กรกฎาคม ๒๕๑๗

 

“...การทำหน้าที่ให้สอดคล้องกับผู้ที่มีหน้าที่อย่างอื่น ๆ นั้น บัณฑิตหรือนักวิชาการจำเป็นจะต้องไม่ประมาทความรู้ความสามารถของผู้อื่น ทั้งนักวิชาการด้วยกัน ทั้งผู้ที่มีความชำนาญทางการปฏิบัติทั้งหมดจะต้องใช้ความรู้ความชัดเจนของตน ๆ ร่วมงานกันด้วยความคิดความเห็นที่ถูกต้องตามเหตุผล สุจริต เที่ยงตรง เป็นอิสระจากอคติ กลอุบายและความเห็นแก่ตัว ให้ภารกิจทั้งมวลบรรลุผลสำเร็จได้โดยครบถ้วน...

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

๙ มกราคม ๒๕๑๘

 

“...ผู้มีปัญญาทุกระดับจึงต้องถือเป็นภาระและหน้าที่ ที่จะต้องรู้จักรับ รู้จักใช้ความรู้อย่างถูกต้อง เพื่อสามารถพิจารณาการกระทำให้เหมาะสมแก่ทุกกรณี...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

๒๘ สิงหาคม ๒๕๑๘

 

“...ข้าพเจ้าได้พูดกับบัณฑิตให้นำเอาความรู้ความสามารถที่มีอยู่ออกไปใช้ปฏิบัติงานด้านการศึกษาให้เกิดประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองจริง ๆ ด้วยความจุดประสงค์ที่จะสั่งสอนถ่ายทอดความรู้ความฉลาดในทางที่ถูกที่สร้างสรรค์แก่เยาวชนให้อนุชนรุ่นหลังสามารถสร้างตนสร้างส่วนรวมให้มั่นคงและตั้งตัวได้ด้วยความเจริญและก้าวหน้า...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

๔ กันยายน ๒๕๑๘

“...การสร้างความรู้พื้นฐานทางวิชาการให้แก่นักศึกษา ให้ได้เรียนรู้ลักษณะ กลไก ตลอดจนวิวัฒนาการ คือความเปลี่ยนแปลงของแต่ละวิชาโดยแจ่มแจ้งทั่วถึงนั้น จะเป็นพื้นฐานที่มั่นคงสำหรับการปฏิบัติงาน คือจะช่วยให้สามารถนำวิชาการไปใช้โดยถูกต้องเหมาะสมกับงาน กับปัญหา สถานการณ์ และความจำเป็น ทำให้บรรลุผลอันพึงประสงค์ได้เต็มที่...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

๓ ตุลาคม ๒๕๑๘

 

“...ความจริงความรู้ที่ศึกษามา ซึ่งเป็นความรู้ทางทฤษฎีนั้น คือรากฐานและต้นทุนสำคัญสำหรับที่จะนำไปปฏิบัติงานการ ความรู้ทางทฤษฎีนี้ จำเป็นที่จะต้องทบทวนเสริมสร้างอยู่เสมอ และนำมาประกอบการปฏิบัติ เมื่อเอาความรู้ทางทฤษฎีมาประสมประสานปรับปรุงแต่งกับความรู้จากการปฏิบัติอย่างสอดคล้องเหมาะสมแล้ว งานที่ทำก็จะบรรลุผลที่พึงภาคภูมิใจได้สมปรารถนา...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร

ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 

๒๓ มิถุนายน ๒๕๑๙

 

“...ความคิดริเริ่มจะเกิดขึ้นเอง โดยไม่อาศัยรากฐานความรู้เดิมไม่ได้ เป็นอันขาด...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร

ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางแสน

๓๐ มิถุนายน ๒๕๑๙

 

“...คำว่า “ทฤษฎี” กับคำว่า “ปฏิบัติ”... วันนี้ข้าพเจ้าใคร่จะให้ท่านทั้งหลายยกขึ้นมาพิจารณาอีกสักครั้งพร้อม ๆ กัน ทฤษฎี กล่าวสั้น ๆ ก็คือ หลักวิชาการอันได้ปรากฏแล้ว ปฏิบัติ คือการนำเอาหลักวิชาหรือหลักความรู้นั้น มากระทำให้บังเกิดผลขึ้นได้จริง ผู้ไม่มีทฤษฎีเป็นผู้ไม่มีหลักความรู้ สู้ผู้มีทฤษฎีไม่ได้ เพราะไม่มีความรู้เป็นทุนรอนสำหรับทำการงาน แต่ผู้มีทฤษฎีที่ไม่หัดปฏิบัติ หรือไม่ยอมปฏิบัตินั้น ก็สู้นักทฤษฎีที่ปฏิบัติได้ด้วยไม่ได้ เพราะนักทฤษฎีที่ไม่ยอมปฏิบัติ ทำให้ตัวเองพร้อมทั้งวิชาความรู้ทั้งหมดเป็นหมันไป ไม่ได้ประโยชน์ ไม่เป็นที่ต้องการของใคร ผู้มีความรู้ด้วย ใช้ความรู้ทำการงานได้จริง ๆ ด้วย จึงจะเป็นประโยชน์และเป็นที่ต้องการ วงงานทั้งหลายหรือพูดให้กว้างออกไปก็คือประเทศชาตินั้น ต้องการนักปฏิบัติยิ่งกว่าคนที่มีวิชาเปล่า ๆ ท่านทั้งหลายเล่า ฝึกหัดเป็นนักปฏิบัติมาแล้วมากน้อยเพียงใด ถ้าพิจารณาเห็นว่ายังบกพร่องอยู่ ก็เร่งฝึกปฏิบัติให้หนักแน่นเสียแต่บัดนี้ เพราะความสำเร็จความเจริญมั่นคงของตนเอง ของการงาน และของชาติ อยู่ที่ความสามารถในการปฏิบัติเป็นสำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่น...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร

ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร 

๒๒ มิถุนายน ๒๕๒๐

 

“...ฉะนั้นก็เชื่อว่า ถ้าช่วยกันทำตามหน้าที่แต่ละคนมี ก็สามารถที่จะทำให้ประเทศชาติอยู่เย็นเป็นสุขได้. วันนี้ได้พูดเรื่องราวที่อาจจะน่าคิด. และท่านเองเป็นผู้มีความรู้ ก็จะต้องใช้ความรู้  ความฉลาด เพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่จะมีมา. และในการนี้ขอทุกคนทุกท่านซึ่งมีหน้าที่ แต่ละท่านพยายามใช้สติปัญญาและกำลังใจ ให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม. ทั้งนี้ ประเทศชาติจะก้าวหน้าและ มีความปลอดภัยต่อไป...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๔๐

 

“...ต้องหาวิธีที่จะทำการสอน การเรียนการสอนให้ได้ประโยชน์และสามารถที่จะเข้าใจความจริง ก็ไม่ใช่ว่าจะให้เข้าใจภาษา เข้าใจวิชาการ และไม่ใช่วิชาการเท่านั้นเอง แต่ต้องเข้าใจวิธีปฏิบัติตน คือ หมายถึง จริยธรรมต่าง ๆ หรืออะไรต่าง ๆ พวกนี้ ต้องเรียนต้องรู้ ให้มีความรู้กว้างขวาง อันนี้ที่เป็น   ข้อสำคัญในการพัฒนาการศึกษา ถ้าหากว่าไม่พัฒนาศึกษา ถ้าหากว่าไม่พัฒนาศึกษา ประเทศชาติจะก้าวหน้าไม่ได้ เพราะว่าถ้าไม่พัฒนาการศึกษา ความเข้าใจของบุคคลจะไม่มี...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๒

 

“...ทำให้หาดใหญ่ ท่วมในตัวเมือง ทีแรกไม่เชื่อ แต่ว่า ก็เห็นในรายงานท่วมถึง ๓ เมตรก็มี เป็นความจริง ทำไมท่วมอย่างนั้น ก็เพราะว่าจากแรงคน แทนที่จะไปทำเขื่อน ที่อื่น เพื่อที่จะเก็บน้ำเอาไว้ หรือป้องกันน้ำท่วม หรือเก็บน้ำสำหรับ มาทำการเพาะปลูก ในหน้าแล้ง ไปน้ำเขื่อนกันน้ำ ทำให้เมืองหาดใหญ่ จมลงไปในน้ำ เวลาสร้างเขื่อนที่ไหนเค้าก็ร้องโวยวายว่า ทำให้ท่วม ทำให้เสียหาย ขอชดเชยต่าง ๆ ตอนนี้ เอาแล้ว เป็นความจริงแล้ว ก็ชดเชย ต้องชดใช้เป็นพันล้าน เพราะว่า ไปสร้างถนน ไปสร้างถนน ให้น้ำลงไม่ได้ จนกระทั่งเมื่อ น้ำลงมาแล้ว น้ำก็เอ่อขึ้นมา นอกจากนี้ควรจะได้ทำพนัง ก็ใช้ถนนเหมือนกัน แต่อีกสายนึง ก็ไม่ได้ทำถนนที่ควรจะ เป็นพนังนั้น ก็ทำเตี้ย ถนนที่เป็นเขื่อนนั้นทำสูง และไม่ทำช่องให้น้ำผ่าน ก็แสดงให้เห็นว่า หลักวิชาไม่ได้อยู่ในสมอง ของผู้ปฏิบัติ ก็เลยทำให้ นึกว่า ถ้าคนจะได้เป็น ผู้เชี่ยวชาญ หรือแม้จะไม่ใช่ ผู้เชี่ยวชาญ ทุกคนควรจะมีความรู้ ความคิดที่จะป้องกันได้ และสามารถที่จะแจ้งให้ผู้ที่มีความคิดควรจะ มีความคิด...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๔๓

 

“...คำว่าโครงการนี้ ผู้ว่าเป็นโครงการ แต่ก็โครงการนี้ก็ได้เห็นว่าทั่วประเทศ มีสิ่งที่ทำแล้วบกพร่อง ถ้าบกพร่อง จนกระทั่งทำให้ที่ตรงนั้นเจริญขึ้นไม่ได้ แต่ก็ ก็เจริญได้พอสมควร ก็เพราะว่า  มีคนไปช่วย แต่ก็ยังไงก็ตาม ก็ได้ให้นักเรียนได้เห็นว่า ในที่ที่แร้นแค้น มันไม่เจริญขึ้นมาได้อย่างที่ควรจะเกิดเจริญได้ เพราะว่าไปทำอะไร ที่ไม่ถูกต้อง ไม่ถูกหลักวิชา อันนี้ อะไรก็ตาม ทางนี้ก็อยากให้เด็กเขาได้ทราบ ได้เห็น ก็เข้าใจว่า เขารู้ เขาได้เห็น และก็ได้เกิดความรู้ขึ้นมา และเขาจะต้องหาความรู้เองต่อไป ไม่ใช่ว่าจะไปบอก เราต้องทำอย่างนั้น ๆ แล้วก็ เขาก็ทำ แล้วก็ได้ผล แต่นี่เขาให้เห็นกับตัว  ตัวเขาเองได้เห็นว่า ในภูมิประเทศที่แร้นแค้น มันทำได้เพิ่มขึ้น เพิ่มความเจริญได้ แต่ว่าที่ ที่คนไม่ค่อยอยากทำ มันก็เจริญไม่ได้ หรือเจริญช้า ถ้าเจริญช้า ก็เท่ากับว่าถอยหลัง ทั่วประเทศก็เป็นอย่างนี้...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๔๔

 

“...ต้องพัฒนาอาชีพความเป็นอยู่ของประชาชน คือ อาชีพ ไม่ใช่เพียงแต่ปลูกผัก ถั่ว ปลูกงาให้หลานเฝ้า แต่เป็นเรื่องของให้ความอยู่ดี กินดี ความรู้ การศึกษา กล่าวว่า ต้องช่วยให้การศึกษาดีขึ้น เพราะว่าถ้าการศึกษาไม่ดี คนไม่สามารถที่จะทำงาน การศึกษาต้องได้ทุกระดับ ถ้าพูดถึงระดับสูง หมายความว่า นักวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ถ้าไม่มีการเรียนขั้นประถม ขั้นอนุบาล ไม่มีทางที่จะให้คนไทยขึ้นไปเรียนในขั้นสูง หรือเรียนขั้นสูง เรียนไม่ดี ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่ดี เพราะว่าขั้นสูงนั้น ต้องมีรากฐานจากขั้นต่ำ ถ้าขั้นต่ำไม่ดี เรียนขั้นสูงต่าง ๆ ไม่รู้เรื่อง...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๔๖

 

“...นายทหารคนนั้น ก็เรียนจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ก็หมายความว่าโรงเรียนนายร้อยข้อสอนอะไร ๆ ก็ดีเหมือนกัน แต่ดูเหมือนไม่ได้สอน ไม่ได้สอนการทำระเบิด แต่ว่าอย่างไรก็ตาม มีรากฐานความคิดที่แหวกแนว ถ้ามีความคิดแหวกแนวตั้งแต่เด็ก ก็สนใจที่จะพัฒนาอะไร ๆ  ได้มาก ถ้ามีความคิดสูงก็จะยิ่งดี

ที่เมื่อเร็ว ๆ นี้ พวกนักเรียนไปแข่งขันโอลิมปิก ไม่ใช่โอลิมปิกวิ่งหรือโอลิมปิกกีฬา แต่โอลิมปิกวิชาการ หลัง ๆ นี่ ไปก็นับว่าดีขึ้น ได้เหรียญทองมาได้เพิ่มขึ้น แต่ก่อนนี้ไม่ได้ อันนี้ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พี่สาวสนใจมาก แล้วก็มาบ่นว่า คน นักเรียน มีความรู้ไม่พอ มีความรู้ไม่พอ เพราะว่ารากฐาน รากฐานของการเรียนไม่พอ ไม่ดี แล้วก็รากฐานจะมาจากไหน ก็มาจากโรงเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนกระทั่งชั้นประถม ชั้นมัธยม และขั้นอุดมศึกษา ต้องพัฒนาให้ดี และพัฒนาวิธีความคิด วิธีคิดให้มีความซุกซนในความรู้ คือ ซุกซนอยากเรียนรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์ อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๔๖

 

“...ถ้าเราฟังคนที่มีความรู้ เราก็ได้ความรู้ ไม่ใช่ความรู้ที่จะมาสอนคนนู้นคนนี้ได้ แต่ได้ความรู้ที่จะปฏิบัติได้... ถ้าเราฟังคนแล้วก็ฟังจริง ๆ แต่ต้องพิจารณา อันนี้เป็นข้อสำคัญ... ต้องพิจารณาว่า ที่ท่านพูดนั้นถูกต้องหรือไม่ ถ้าพูดถูกต้องปฏิบัติได้ เราก็ดี เราก็ได้ประโยชน์ ส่วนรวมก็ได้ประโยชน์ เพราะว่าเราเอาความรู้ที่ท่านพูดไปปฏิบัติต่อ...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๔๗

 

          ๕.๒ หลักวิชา/หลักวิชาการ

          “...สำหรับนักเรียนที่ได้รับปริญญาก็ขอแสดงความยินดีด้วย ที่ได้อุตสาหะเล่าเรียนจนประสบความสำเร็จดังที่เห็นกันอยู่นี้ อันประเทศของเรานั้น เป็นที่รู้จักกันอยู่ทั่วไปแล้วว่า รวมด้วยทรัพย์ในดิน  สินในน้ำเพียงไร ฉะนั้นถ้าได้ร่วมมือร่วมใจช่วยกันนำทรัพย์เหล่านั้นขึ้นมาให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ก็จะเป็นผลส่งเสริมทวีความมั่นคงของบ้านเมืองได้อีกเป็นอันมาก...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

๒๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓

 

“...ในการที่จะเอาหลักวิชาการที่ได้เล่าเรียนไปใช้เพื่อประกอบกิจการงานต่อไปนั้น ควรจะคำนึงถึงสภาพความเป็นอยู่ของท้องถิ่น แลถึงผลสะท้อนที่อาจมีขึ้น...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร

และอนุปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

๑๑ กรกฎาคม ๒๕๐๐

 

“...ในการส่งเสริมที่สำคัญอย่างหนึ่ง ที่กำลังเร่งกระทำอยู่ขณะนี้ คือ การเพิ่มผลผลิต โดยถือว่าผลผลิตเป็นที่มาของรายได้ การผลิตนั้นทุกคนคงเห็นได้ไม่ยากว่า มีความเกี่ยวพันถึงความต้องการ ตลาด การจำหน่าย วิธีจัดกิจการ ตลอดจนถึงการนำรายได้ หรือผลประโยชน์จากการผลิตมาใช้สอย บริโภคด้วย ดังนั้น การเพิ่มผลผลิตที่ถูกต้อง จึงมิใช่การใช้วิชาการทางการเกษตรเพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตแต่เพียงอย่างเดียว แต่หากต้องเป็นการใช้วิชาการทางเกษตรประกอบกับวิชาการด้านอื่น ๆ ช่วยให้ผู้ผลิตได้รับประโยชน์ตอบแทนแรงงาน ความคิด และทุนของเขาที่ใช้ไปในการผลิตอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทั้งให้สามารถนำผลตอบแทนนั้นมาใช้สอยปรับปรุงฐานะความเป็นอยู่ให้มั่นคงขึ้นได้ด้วย...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๑

 

“...การพัฒนาประเทศ เพื่อให้เกิดความเจริญมั่นคงแก่คนส่วนรวมทั้งชาติได้แท้จริงนั้น จะต้องอาศัยหลักวิชาอันถูกต้อง และต้องกระทำพร้อมกันไปทุก ๆ ด้านด้วย เพราะความเป็นไปทุกอย่างในบ้านเมือง มีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกันหมด...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

๒๐ กรกฎาคม ๒๕๑๕

 

“...เมื่อมีวิชาความรู้ศึกษาสะสมไว้เป็นอย่างดี มีความไม่เคร่งเครียดในหลักวิชาจนเกินไป และมีความเข้าใจในสภาพที่เป็นจริงของสิ่งต่าง ๆ อย่างแจ่มแจ้งแล้ว ก็จะเกิดความคิดเห็นอันปลอดโปร่ง สว่างไสว จะมีเหตุผลอันถูกต้องถ่องแท้ และจะมีปัญญาอันแยบคาย ที่จะนำมาใช้ปฏิบัติงานและแก้ไขปัญหาทั้งปวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๖

 

“...วิวัฒนาการของมหาวิทยาลัยที่มีต่อเนื่องกันมาเป็นลำดับนั้น ถ้าจะได้พิเคราะห์สังเกตดูให้ดีแล้ว จะเห็นได้ว่า เป็นกลไกที่ละเอียดเชื่อมโยงกันมาก คือต้องมีการปฏิบัติงานร่วมกันด้วยหลักวิชา ด้วยความคิดอ่านที่ถูกต้อง และสุขุมรอบคอบอยู่ตลอดเวลา ทั้งต้องแก้ไขอุปสรรคขัดขวางที่เกิดขึ้นมากหลาย เพื่อให้งานทุกด้านดำเนินไปสู่จุดหมายที่พึงประสงค์...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยขอนแก่น

๒๐ ธันวาคม ๒๕๑๖

 

“...การสร้างอนาคตของตนและของส่วนรวม เป็นงานที่สำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งจะต้องอาศัยแผนการอันละเอียดรอบคอบ และต้องกระทำอย่างหนักแน่นอยู่ตลอดเวลา มิฉะนั้นจะพาตัว พาประเทศชาติไปไม่รอด ทุกคนควรจะได้เตรียมการ เตรียมใจไว้ให้เข้มแข็งอยู่เสมอ และพร้อมที่จะนำเอาสติปัญญา หลักวิชา ความร่วมมือ พร้อมทั้งความอดทนเข้มแข็ง มาใช้สร้างตัว สร้างบ้านเมือง และต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคทุกประการ ให้ลุล่วงไปจนบรรลุความสำเร็จและความเจริญในชีวิตทุก ๆ ประการ ตามที่มุ่งหมายไว้...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยขอนแก่น

๒๐ ธันวาคม ๒๕๑๖

 

“...การศึกษาขั้นอุดมมีความมุ่งหมายสำคัญ ที่จะฝึกฝนส่งเสริมบุคคลให้มีความสามารถสูง ทั้งทางวิชาการทั้งทางความคิด และว่าความคิดนั้นเป็นตัวนำวิชาการ ทำให้ได้วิชาการได้สมบูรณ์  แต่ละคนจำเป็นต้องใช้ความคิดอย่างกว้างขวางและเป็นอิสระ จึงจะสามารถนำวิทยาการไปใช้ปรับปรุงส่งเสริมงานด้านต่าง ๆ ให้เจริญและก้าวหน้าได้จริง...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร

และอนุปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๑๒ กรกฎาคม ๒๕๑๗

 

“...ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ จะต้องอาศัยหลักวิชาทั้งนั้น แต่บางทีหลักวิชานั้น เราไปเอาตัวอย่าง  มาจากแหล่งที่มีสภาพการไม่เหมือนกับประเทศของเรา ยกตัวอย่างในเมืองไทย เดี๋ยวนี้ แต่งตัวชุดสากลแบบนี้ก็ร้อนไม่เหมาะสมกับภูมิอากาศของประเทศไทย แต่ก็ดัดแปลงไปบ้าง มิให้เครื่องแต่งตัวเหล่านี้ร้อนเกินไป แต่ถ้าอยากแต่งชุดเสื้อกันหนาวหนา ๆ หรู ๆ ก็จะต้องสร้างโรงหรือห้องที่เย็นจัด ปัจจุบันนี้เครื่องเย็นบางแห่งก็หนาว จนกระทั่งต้องใส่เสื้อกันหนาว นับว่าเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ ที่จะทำความเย็นให้มาก จนกระทั่งต้องใส่เครื่องแต่งตัวที่ป้องกันความหนาวในประเทศที่ร้อน ความสิ้นเปลืองเช่นนี้ทำให้เสียเศรษฐกิจเหมือนกัน...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๓๔

 

“...ทุก ๆ สิ่งมีชีวิต และประเทศไทยก็เป็นประเทศที่มีชีวิตระเบียบการอะไรก็เปลี่ยนแปลงได้ แล้วถ้าเปลี่ยนโดยวิธีพูดกันรู้เรื่อง คือเจรจากันอย่างถูกหลักวิชาที่แท้ ที่สูงกว่าหลักวิชาในตำรา ก็จะหมดปัญหา แต่ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนไป แล้วก็เปลี่ยนอย่างตายตัวไปเลย เมื่อสถานการณ์ไม่อำนวยก็เปลี่ยนต่อไปได้โดยต้องไม่ทะเลาะกันอย่างหนัก จนกระทั่งทำให้เสียหาย จนทำให้ประเทศกลับเป็นประเทศที่ล้าหลัง...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๓๔

 

          ๕.๓ รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง

            “...อย่าทะนงตัวว่าวิเศษกว่าคนอื่น อย่าอวดเก่งเกินไป จะทำการสิ่งใดจงไตร่ตรองให้รอบคอบ...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๕ กรกฎาคม ๒๕๐๕

 

“...เราจึงต้องการนักวิชาการทุก ๆ สาขา เพื่อที่จะมาวางโครงการที่รอบคอบและแก้ไขสิ่งที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายนั้น ช่วยกันให้ความรู้ความคิดที่ถูกต้องตามหลักวิชาแก่ราษฎร แนะนำวิธีการทำงานอาชีพ ให้รู้จักแก้ไขอุปสรรคขัดข้อง หรือเปลี่ยนการงานให้เหมาะสมเป็นประโยชน์ดีกว่าเก่า ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านทั้งหลายจะได้พิจารณา... และบำเพ็ญตนเป็นนักวิชาการที่ดี เป็นนักปฏิบัติ ที่สามารถใช้วิชาความรู้พร้อมทั้งความคิดสติปัญญา ให้ประโยชน์เกื้อกูลประชาชนและประเทศชาติโดยตรงแท้จริง...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

๑๐ กรกฎาคม ๒๕๑๒

 

“...ปัจจุบันนี้มีทฤษฎีเกิดขึ้นใหม่ว่า การล้มเลิกและทำลายสิ่งที่มีมาแต่ก่อนเพื่อเริ่มต้นสิ่งใหม่ด้วยวิธีการรุนแรง เป็นการแสดงปัญญา เป็นการสร้างสรรค์ของผู้มีการศึกษาสูง ทฤษฎีนี้เกิดในต่างประเทศและมีอิทธิพลกว้างขวางมิใช่น้อย จึงเป็นที่น่าสนใจและน่าหยิบยกขึ้นพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ ให้ทราบถึงส่วนดีส่วนเสียของทฤษฎี...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

๑๗ สิงหาคม ๒๕๑๕

 

“...การให้การศึกษาที่สมบูรณ์มิใช่ของง่าย เพราะเป็นงานที่ละเอียดซับซ้อนและกว้างขวางมาก จะต้องใช้ความรอบรู้ ความสังเกตจดจำและความฉลาดรอบคอบอย่างมาก ทั้งต้องมีความเสียสละ อดทน มีความเพียรอย่างแรงกล้าด้วยจึงจะกระทำให้สำเร็จได้...”

พระบรมราโชวาทพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยวิชาการศึกษา

๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๕

 

“...ความสำเร็จทั้งสิ้นเกิดขึ้นได้ เพราะการลงมือกระทำ ดังนั้น ผู้ที่ชำนิชำนาญทั้งทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ จึงจัดว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนและมีขีดความสามารถสูง เป็นที่เชื่อใจและวางใจได้ว่า    จะดำเนินงานทั้งปวงอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะสามารถทำงาน สั่งงาน และสั่งคนได้อย่างถูกต้องแท้จริง...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า

๑๘ ตุลาคม ๒๕๑๗

 

“...บุคคลจำต้องควบคุมตัวมิให้ติดอยู่กับตำราหรือทฤษฎีมากเกินไป เพราะมิฉะนั้น เมื่อไปพบข้อเท็จจริงในการปฏิบัติงาน ซึ่งไม่ตรงหรือไม่สอดคล้องกับตำราเข้า จะเกิดความสนเท่ห์ลังเลใจ ทำให้งานที่กำลังทำอยู่หยุดชะงัก หรือไม่ก็จะไปคว้าเอาความคิดที่ไม่ถูกต้อง ทั้งทางทฤษฎีทั้งทางปฏิบัติ มาใช้ทำงานอย่างผิด ๆ ทั้งสองอย่างนี้ เป็นโทษเสียหายแก่งานแก่ตน และแก่ส่วนรวมอย่างใหญ่หลวง ดังนั้น เมื่อเผชิญปัญหาความขัดกันระหว่างทฤษฎีและปฏิบัติเข้า ควรจะต้องดำเนินงานในส่วนที่เห็นว่าถูกต้องต่อไป ไม่ให้ชะงัก...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๘

 

“...แต่คนที่มีการศึกษา ที่เรียกว่าเป็นผู้มีปัญญา ควรจะสามารถวินิจฉัยได้ว่าแก้ไขอะไรอย่างไร  ข้อสำคัญควรจะต้องรอบคอบและระมัดระวัง ที่จะพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ให้กระจ่างแจ้งทุกแง่ทุกมุม แล้วจัดการให้ถูกจุด ถูกขั้นตอน ถูกเหตุผล ข้อที่พึงระมัดระวังคือ การแก้ปัญหาโดยรีบเร่งด่วน...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

๒๘ สิงหาคม ๒๕๑๘

 

“...การทำงานใดก็ตามแต่ละคนควรจะศึกษางานและสภาพทั่วไปให้ทั่วถึงก่อน เพื่อจะได้ทราบว่าจะร่วมงานนั้น ๆ อย่างไร เพราะโดยทั่วไป สภาพการณ์และอุปกรณ์ต่าง ๆ มักไม่เหมือนที่คาดหมายไว้ จะต้องทราบว่า สภาพของผู้ทำงานในระยะศึกษากับผู้ทำงานในระยะปฏิบัติงานจริง ๆ ย่อมแตกต่างกัน จำเป็นต้องใช้ไหวพริบดัดแปลงตัวเองให้เข้ากับสภาพในปัจจุบัน...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยขอนแก่น

๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๙

 

“...โครงการพัฒนาต่าง ๆ ตั้งขึ้นเพื่อปรับปรุงดัดแปลงสิ่งที่มีอยู่แล้ว คือทรัพยากรตามธรรมชาติ ให้เกิดผลเป็นประโยชน์แก่ประเทศและประชาชนส่วนรวมให้ได้มากที่สุด ในทางปฏิบัตินั้น นอกจากจะได้ผลส่วนใหญ่ หรือส่วนรวม ตามจุดประสงค์แล้ว บางทีก็อาจทำให้มีการเสียหายในบางส่วนได้บ้าง เพื่อที่จะให้โครงการมีผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย จำเป็นต้องพิจารณาจัดตั้งโดยรอบคอบและละเอียดถี่ถ้วน ให้ทราบว่า ผลที่เกิดจากโครงการนั้นจะมีขอบเขตต่อเนื่องไปเพียงใด และมีผลดีผลเสียประการใด ที่จุดใดบ้าง จับได้สามารถวางแผนงานให้สอดคล้องต้องกันทุกส่วนทุกท่าน เพื่อแก้ไขส่วนที่จะเสียหายให้กลับเป็นดี ให้โครงการได้ประโยชน์มากที่สุด...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร

ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

๑๕ กรกฎาคม ๒๕๑๙

 

“...งานใหญ่ ๆ ระดับชาตินั้น ไม่ว่าจะเป็นด้านใดสาขาใด ย่อมจะเกี่ยวโยงถึงกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะเกี่ยวพันถึงเศรษฐกิจด้วยทุกสาขาผู้ทำงานอย่างนี้ นอกจากจะต้องมีหลักวิชา เทคนิค และความชำนิชำนาญในการลงมือปฏิบัติเป็นพื้นฐานแล้ว ยังต้องมีความรอบรู้ในวิชาการทั่วไป ต้องมีความสามารถในทางมนุษยสัมพันธ์และต้องมีความเฉลียวฉลาดในหลักการและระบบวิธีปฏิบัติงาน เป็นส่วนประกอบอุดหนุนด้วย จึงจะสามารถนำหลักวิชา ความรอบรู้ และความสามารถในด้านต่าง ๆ มาประกอบกัน และใช้ให้สอดคล้องพอเหมาะพอดีกัน ให้เป็นผลดีได้...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

๒๖ สิงหาคม ๒๕๑๙

 

“...ความเคร่งครัดหมายถึงความระมัดระวังมั่นคง ที่จะปฏิบัติการให้เที่ยงตรงครบถ้วน ตามแบบแผนและหลักเกณฑ์ที่ได้วางไว้ แบบแผนและหลักเกณฑ์นั้น ย่อมต้องมีเหตุผลเป็นพื้นฐาน และเหตุผลที่จะทำให้พื้นฐานมั่นคงไม่สั่นสะเทือนได้ ก็ต้องเป็นเหตุผลความจริงแท้ ที่ได้พิสูจน์เห็นจริงแล้วด้วยความละเอียดรอบคอบ ปราศจากความลำเอียง และความหลงผิดตามอารมณ์...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๑๖ กรกฎาคม ๒๕๒๐

 

“...นักวิชาการผู้รู้หลักวิชาในศาสตร์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นปัจจัยในการพัฒนาความเจริญทุก ๆ ด้านนั้น มีอยู่ในบ้านเมืองเรามากพอสมควร นักวิชาการเหล่านี้จึงเป็นที่หวังของประชาชนว่า จะเป็นผู้ที่รับภาระเรื่องการพัฒนาประเทศไปช่วยกันทำ ให้ประเทศไทยของเรานี้ เป็นอยู่ พร้อมทั้ง วิวัฒนาไทยได้เป็นอย่างดี การพัฒนาเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว จะสัมฤทธิ์ผลเพียงใดหรือไม่นั้น เห็นว่าขึ้นอยู่กับความคิดเห็นและวิธีการทำงานของนักวิชาการเป็นสำคัญ ในทัศนะของคนทั่วไป คงจะวาดภาพ และหวังกันว่า นักวิชาการจะทำงานด้วยความหวังดีและบริสุทธิ์ใจต่องาน ต่อส่วนรวม ต่อชาติบ้านเมือง และต่อกันและกันด้วย ยิ่งกว่านั้น นอกจากมีความหวังดีและบริสุทธิ์ใจดังกล่าวแล้ว คงจะมีความสุขุมรอบคอบและระวังสังวร ในการที่จะไม่ปล่อยให้ติดอยู่กับทฤษฎีของตนเองมากเกินไป ด้วยอำนาจอคติ ความหลง ความเอาชนะ และความเห็นแก่ตัว จนมองข้ามความจริงความถูกต้องไปหมด เพราะการทำเช่นนั้นไม่อาจทำให้งานดำเนินไปในทางถูกทางเจริญได้...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

๒๖ กรกฎาคม ๒๕๒๐

 

“...ฉะนั้นการที่จะทำโครงการอะไร จะต้องทำด้วยความรอบคอบและอย่าตาโตเกินไป. คือบางคนเห็นว่ามีโอกาสที่จะทำโครงการอย่างโน้นอย่างนี้ และไม่ได้นึกถึงว่าปัจจัยต่าง ๆ ไม่ครบ. ปัจจัยหนึ่งคือขนาดของโรงงาน หรือเครื่องจักรที่สามารถที่จะปฏิบัติได้. แต่ข้อสำคัญที่สุดคือวัตถุดิบ. ถ้าไม่สามารถที่จะให้ค่าตอบแทนวัตถุดิบแก่เกษตรกร เกษตรกรก็จะไม่ผลิต. ยิ่งถ้าวัตถุดิบสำหรับใช้ในโรงงานนั้น เป็นวัตถุดิบที่ต้องนำมาจากระยะไกลหรือนำเข้าก็จะยิ่งยาก เพราะว่าวัตถุดิบที่นำเข้านั้นราคายิ่งแพง. บางปีวัตถุดิบนั้นมีบริบูรณ์ ราคาอาจจะต่ำลงมา แต่เวลาจะขายสิ่งของที่ผลิตจากโรงงาน ก็ขายยากเหมือนกัน เพราะว่ามีมาก จึงทำให้ราคาตก. นี่ก็เป็นกฎเกณฑ์ที่ต้องมี...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๔๐

 

“...ที่เกิดมีวิกฤตการณ์ขึ้นมา ก็เพราะว่าขยายการผลิตมากเกินไป และไม่มีใครซื้อ เพราะไม่มีใครมีเงินพอที่จะซื้อ. ต้องถอยหลังเข้าคลองจะต้องอยู่อย่างระมัดระวัง และต้องกลับไปทำกิจการที่อาจจะไม่ค่อยซับซ้อนนัก คือใช้เครื่องมืออะไรที่ไม่หรูหรา. แต่ก็อย่างไรก็ตาม มีความจำเป็นที่จะต้องถอยหลังเพื่อที่จะก้าวหน้าต่อไป. ถ้าไม่ทำอย่างที่ว่านี้ก็จะแก้ไขวิกฤตการณ์นี้ยาก...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๔๐

 

๖. เงื่อนไขคุณธรรม

“...สิ่งใดที่เห็นว่าถูกต้องแล้ว ท่านจะต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ ก็จะพาให้เกิดความท้อถอย ทำให้มีคนทำงานจริงน้อยลง งานทุกอย่าง คุณธรรมทุกอย่าง จะเสื่อมทรามลงจนหมดสิ้น เมื่อท่านกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้องก็จะเป็นตัวอย่าง ชักนำผู้มีความรู้สติปัญญาทั้งหลาย ให้มีกำลังใจและมีความเข้มแข็งที่จะปฏิบัติเช่นเดียวกัน...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๑๕ กรกฎาคม ๒๕๑๔

 

“...การที่จะทำงานให้สัมฤทธิ์ผลที่พึงปรารถนา คือ ที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรมด้วยนั้น จะอาศัยความรู้แต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ จำเป็นต้องอาศัยความสุจริต ความบริสุทธิ์ใจ และความถูกต้องเป็นธรรมประกอบด้วย เพราะเหตุว่าความรู้นั้นเป็นเหมือนเครื่องยนต์ ที่ทำให้ยวดยานเคลื่อนไปได้ประการเดียว ส่วนคุณธรรมดังกล่าวแล้ว เป็นเหมือนหนึ่งพวงมาลัยหรือหางเสือ ซึ่งเป็นปัจจัยที่นำพาให้ยอดยานดำเนินไปถูกทางด้วยความสวัสดี คือ ปลอดภัยจนบรรลุถึงจุดหมายที่พึงประสงค์ ดังนั้น  ในการที่จะประกอบการงานเพื่อตนเพื่อส่วนรวมต่อไป ขอให้ทุกคนสำนึกไว้เป็นนิตย์ โดยตระหนักว่า การงาน สังคม ในบ้านเมืองนั้น ถ้าขาดผู้มีความรู้เป็นผู้บริหารดำเนินการย่อมเจริญก้าวหน้าไปได้โดยยากแต่ถ้างานใด สังคมใด และบ้านเมืองใดก็ตามขาดบุคคลผู้มีคุณธรรมความสุจริตแล้ว จะดำรงอยู่ไม่ได้เลย...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยรามคำแหง

๘ กรกฎาคม ๒๕๒๐

“...คุณธรรมห้าประการที่เป็นภาระกำลังส่งเสริมและหนุนนำให้บุคคลประสบผลสำเร็จในการทำงาน... อย่างแรกคือความมีศรัทธาที่ถูกต้อง ได้แก่ ความเชื่ออันประกอบด้วยความเพ่งพินิจด้วยใจ ที่มั่นคงเป็นกลาง จนเกิดความกระจ่างแจ่มแจ้ง อย่างที่สองคือความอุตสาหะพากเพียรที่กล้าแข็งและไม่ขาดสาย ในอันที่จะกำจัดความเสื่อมและเสริมสร้างความดีความเจริญ อย่างที่สามคือความระลึกรู้เท่าทันระมัดระวังการกระทำของตัวเองอยู่ตลอดเวลา ไม่ให้ประมาทพลาดพลั้งจนการงานต้องบกพร่องเสียหาย อย่างที่สี่ คือความตั้งใจมั่นคง ให้ความคิดอ่านเป็นระเบียบรวมลงในการงานที่จะต้องกระทำ ไม่ฟุ้งซ่านไปในเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่ใช่จุดประสงค์ อย่างที่ห้าคือปัญญาความรู้ชัด หรือความรู้ตลอดจนแจ้งในงานและวิธีที่จะปฏิบัติบริหารงานโดยถูกต้องเที่ยงตรง...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยรามคำแหง

๑๓ ธันวาคม ๒๕๒๒

 

“...คุณธรรมซึ่งเป็นที่ตั้งของความรัก ความสามัคคี ที่ทำให้คนไทยเราสามารถร่วมมือร่วมใจกัน รักษาและพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อกันไปได้ตลอดรอดฝั่ง

ประการแรก คือ การที่ทุกคนคิด พูด ทำ ด้วยความเมตตา มุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน

ประการที่สอง คือ การที่แต่ละคนต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ประสานงาน ประสานประโยชน์กัน ให้งานที่ทำสำเร็จผลทั้งแก่ตน แก่ผู้อื่น และกับประเทศชาติ

ประการที่สาม คือ การที่ทุกคนประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในความสุจริต ในกติกา และในระเบียบแบบแผน โดยเท่าเทียมเสมอกัน

ประการที่สี่ การที่ต่างคนต่างพยายามทำความคิดความเห็นของตนให้ถูกต้อง เที่ยงตรง และมั่นคงอยู่ในเหตุในผล

หากความคิด จิตใจ และการประพฤติปฏิบัติที่ลงรอยเดียวกันในทางที่ดี ที่เจริญนี้ยังมีพร้อมมูลในกาย ในใจของคนไทย ก็มั่นใจได้ว่าประเทศชาติไทยจะดำรงมั่นคงอยู่ตลอดไปได้ จึงขอให้ท่านทั้งหลายในมหาสมาคมนี้ ทั้งประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าได้รักษาจิตใจและคุณธรรมนี้ไว้ให้เหนียวแน่น และถ่ายทอดความคิด จิตใจนี้กันต่อไปอย่าให้ขาดสาย เพื่อให้ประเทศชาติของเราดำรงยืนยง อยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ทั้งในปัจจุบันและในภายหน้า...”

พระราชดำรัสเนื่องในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี

๙ มิถุนายน ๒๕๔๙

 

“...ข้าพเจ้าใคร่ขอให้ท่านทั้งหลายจงมั่นอยู่ในความซื่อสัตย์สุจริตถือเอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เพราะคุณธรรมอันนี้เป็นมูลฐานอันสำคัญที่จะยังความเจริญ และความเป็นปึกแผ่นแก่สังคม เป็นบ่อเกิดแห่งความสามัคคีกลมเกลียว ความซื่อสัตย์ที่ว่านี้ หมายถึง ความสุจริตซื่อตรงต่อหน้าที่การงาน ต่อตนเอง และต่อผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง มีเจตนาบริสุทธิ์ไม่เอารัดเอาเปรียบ สำหรับท่านที่ใช้วิชากฎหมาย ย่อมกินความถึงการรักษาความเป็นธรรม ไม่บิดเบือนความหมายของตัวบทกฎหมายเพื่อประโยชน์ของตนเองด้วย ความซื่อสัตย์สุจริตจะเป็นเสมือนหนึ่งเกราะคุ้มภัยแก่ท่านตลอดไปดังบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ว่า “สุจริตคือเกราะบัง สาตระพ้อง”...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

๒๓ พฤษภาคม ๒๔๙๖

 

“...ท่านทั้งหลายที่สำเร็จการศึกษาและจะได้ออกไปประกอบการงานเริ่มต้นชีวิตใหม่ของท่านนั้น ข้าพเจ้าฝากคติไว้เป็นเครื่องกำกับใจ มีคุณธรรมข้อหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งท่านต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดอยู่เสมอ คือ ความสัตย์สุจริต ประเทศบ้านเมืองจะวัฒนาถาวรอยู่ได้ก็ย่อมอาศัยความสัตย์สุจริตเป็นพื้นฐาน ท่านทั้งหลายจะออกไปรับราชการก็ดี หรือประกอบกิจการงานส่วนตัวก็ดี ขอให้มั่นอยู่ในคุณธรรมทั้ง ๓ ประการคือ สุจริตต่อบ้านเมือง สุจริตต่อประชาชน และสุจริตต่อหน้าที่ ท่านจึงจะเป็นผู้ที่ควรแก่การสรรเสริญของมวลชนทั่วไป... ขอให้ท่านจงรำลึกถึงเกียรตินี้และรักษาไว้ด้วยความสัตย์สุจริต ให้สมกับพุทธภาษิตว่า “คนย่อมได้เกียรติคือชื่อเสียงเพราะความสัตย์”...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๑๒ มิถุนายน ๒๔๙๗

 

“...ท่านจะต้องสุจริตต่อบ้านเมือง สุจริตต่อประชาชนและสุจริตต่อหน้าที่... นอกจากความรู้และความสุจริตประจำตัวแล้วท่านควรมีหรือตั้งจุดหมายให้แน่วแน่ในการงานที่จะกระทำนั้น แล้วใช้ความคิดไตร่ตรองว่าจะทำอย่างไรบ้าง กิจการที่กระทำหรือดำเนินอยู่นั้นจึงจะเจริญก้าวหน้า เกิดประโยชน์งอกงามยิ่งขึ้น... และการใช้ความคิดดังว่านี้จำเป็นต้องใช้สติควบคุม มิฉะนั้น ก็จะเป็นความคิดที่ฟุ้งซ่านซึ่งประเทศชาติไม่พึงปรารถนา...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๗ กรกฎาคม ๒๔๙๘

 

“...วันนี้ขอเพิ่มเติมแก่ท่านทั้งหลายว่า อุดมคติคือการปฏิบัติดำเนินการใด ๆ ก็ตามจำเป็นต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง เป็นระเบียบและสุจริตเป็นพื้นฐาน มิฉะนั้นจะไม่มีวันที่จะทำไปได้ หรือเป็นไปได้อย่างที่คิดเลย...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๑๓ กรกฎาคม ๒๕๑๖

 

“...ในฐานะที่จะเป็นครูบาอาจารย์หรือหัวหน้างานในวันข้างหน้า จำเป็นจะต้องมีความสุจริตยุติธรรม ทำตัวให้เป็นตัวอย่างและเป็นที่พึ่งของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ไม่ยอมพ่ายแพ้แก่ความโลภ ความลืมตัว ความริษยาแตกร้าวกัน ต้องมุ่งมั่นในประโยชน์อันยั่งยืนไพศาลของส่วนรวมเป็นเป้าหมาย จึงจะเชื่อได้ว่า จะประสบความสำเร็จและชื่อเสียงเกียรติคุณทุก ๆ ประการดังที่ปรารถนา...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า

๒๕ ตุลาคม ๒๕๑๖

 

“...ทีนี้ได้ข่มขู่ท่านทั้งหลายอย่างรุนแรงแล้ว ว่าท่านต้องตายทุกคน แต่ทำไมท่านต้องหัวเราะ ก็เพราะว่าทุกคน ถ้ามีความมั่นใจจริง ๆ ว่าเรามีความซื่อสัตย์ มีความตั้งใจที่แน่วแน่ ทำอะไรไม่ใช่ทำสำหรับได้ชื่อเสียงเฉย ๆ หรือได้อำนาจ แต่ทำเพื่อรักษาส่วนรวม คือ ส่วนรวมที่เป็นที่อยู่ของเรา เป็นที่อาศัยของเรา ถ้าทุกคนมีความมุ่งมั่น ไม่คิดถึงสิ่งที่มาข่มขู่เรา ใช้ความคิดที่เต็มไปด้วยเหตุผล...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๑๘

 

“...เช่นบอกว่าจะทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ก็เห็นได้ว่า ความซื่อสัตย์สุจริตนี้ คือไม่โกง คือไม่คอรัปชั่น คือไม่ขโมย ไม่ทุจริต นี่ก็พูดได้ง่าย ๆ แต่ปฏิบัติได้หรือเปล่า เพราะบางอย่างมันไม่ใช่ขโมย บางอย่างไม่ใช่คอรัปชั่น บางอย่างไม่ใช่ทุจริตแท้ แต่ว่าเป็นการทำให้คนอื่นเขาทุจริตได้ หรือเป็นการกระทำที่แสดงออกมาข้างนอกว่าไม่ทุจริตแต่ว่าเป็นการทำให้คนอื่นเขาทุจริตได้ หรือเป็นการกระทำ ที่แสดงออกมาข้างนอกว่าไม่ทุจริต แต่ก็ข้างในก็อาจจะทุจริตก็ได้ หรือข้างในไม่ทุจริต แต่ข้างนอกทุจริตได้ การปฏิญาณตนนั้นจึงต้องทราบและซึ้งและซาบซึ้ง...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๒๑

 

“...ในที่นี้ ข้าพเจ้ามีความประสงค์จะชี้ให้เห็นว่า คนเราจะแสวงหาแต่วิชาการฝ่ายเดียวไม่ได้ ผู้มีวิชาการจำเป็นจะต้องมีคุณสมบัติในตัวเองนอกจากวิชาความรู้ด้วย จึงจะนำตนนำชาติให้รอดและเจริญได้ คุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับทุกคนนั้น ที่สำคัญได้แก่ ความรู้จักผิดชอบชั่วดี ความละอายชั่วกลัวบาป ความซื่อสัตย์สุจริต ทั้งในความคิดและการกระทำ ความไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ความไม่มักง่าย หยาบคาย กับอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญเป็นพิเศษ คือ ความขยันหมั่นเพียรพยายาม ฝึกหัดประกอบการงานทุกอย่างด้วยตนเองด้วยความตั้งใจไม่ละเลย ไม่ทอดทิ้ง คุณสมบัติเหล่านี้  เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ที่จะทำให้การศึกษาสมบูรณ์เป็นประโยชน์จริงเป็นสิ่งซึ่งครูจะต้องปลูกฝัง ให้เจริญขึ้นในตัวนักเรียนให้ครบถ้วน เพื่อให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นคนเต็มคน เป็นคนที่สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ตนเองและประเทศชาติได้...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ

๒๒ มิถุนายน ๒๕๒๒

 

“...การทำงานให้สำเร็จขึ้นอยู่กับความสามารถสองอย่างเป็นสำคัญ คือสามารถในการใช้วิชาความรู้อย่างหนึ่ง สามารถในการประสานสัมพันธ์กับผู้อื่นอีกอย่างหนึ่ง. ทั้งสองประการนี้ต้องดำเนินคู่กันไป และจำเป็นต้องกระทำด้วยความสุจริตกายสุจริตใจ ด้วยความคิดเห็นที่เป็นอิสระปราศจากอคติ และด้วยความถูกต้องตามเหตุตามผลด้วย จึงจะช่วยให้งานบรรลุจุดหมายและประโยชน์ ที่พึงประสงค์โดยครบถ้วนแท้จริง...”

พระบรมราโชวาทพระราชทานแก่ข้าราชการพลเรือน

๗ มีนาคม ๒๕๔๘

 

          “...ก่อนที่แต่ละคนจะออกไปประกอบการงาน ดำเนินชีวิตต่อไป ใคร่ขอให้คิดไตร่ตรองให้เข้าใจโดยแจ้งชัดว่า การที่ศึกษาสำเร็จได้นี้ตัวท่านเองต้องพากเพียรบากบั่นอย่างหนักยิ่งมาโดยตลอด ยังได้อาศัยครูอาจารย์ สถานศึกษา และปัจจัยอื่น ๆ อีกมาก ซึ่งนับว่าเป็นการช่วยเหลือที่ท่านได้รับจากผู้อื่น คือประชาชนเป็นส่วนรวม เมื่อได้บากบั่นสร้างความสำเร็จในการศึกษาด้วยตนเองมาได้ชั้นหนึ่งแล้ว ขอให้มุ่งมั่นสร้างความสำเร็จในชีวิตต่อไป อย่าให้เสียทีที่ได้ทำความเพียรพยายามมา ในส่วนที่ได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนจากผู้อื่นนั้น ก็สมควรอย่างยิ่งที่จะได้ตอบแทน...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

๒๙ มกราคม ๒๕๑๓

 

“...การทำงานอย่างให้มีคุณภาพ ให้ได้ผลบริบูรณ์ จะทำอย่างไรเบื้องต้น ต้องทำความเห็นให้ถูกต้องในงานที่จะทำเสียก่อน โดยใช้ปัญญาไตร่ตรองให้เห็นเหตุที่แท้ ผลที่แท้ ที่ถูกต้องตรงตามเป้าหมายที่พึงมุ่งหวัง แล้ววางแผนการอันแน่นอนที่จะดำเนินการต่อไป ด้วยหลักวิชา ด้วยความร่วมมือปรองดองกัน และสำคัญที่สุด ต้องมีความพากเพียรไม่ย่อหย่อน ในอันที่จะกระทำต่อไปจนกว่าจะเป็นผลสำเร็จ...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

๑๙ กรกฎาคม ๒๕๑๖

 

“...ความอดทนหรืออดกลั้นคือขันติ ซึ่งทุกคนรู้จักดีและมีอยู่ในตัวแล้ว ขันตินั้นเมื่อนำมาใช้ในเรื่องการปฏิบัติงาน มองดูเผิน ๆ มักพาให้เห็นว่าเป็นเครื่องถ่วงความก้าวหน้า เพราะทำให้เกิดการหยุดชะงักเป็นเหตุให้งานไม่สำเร็จ หรือสำเร็จช้าลง แต่ถ้าพิจารณาลึกลงไปให้ถูกให้ถ้วนแล้ว จะไม่เป็น ดังนั้นเลย ความรู้จักอดทนและอดกลั้น ไม่ยอมตัวยอมใจให้วู่วามไปตามเหตุการณ์ ตามอคติ และอารมณ์ที่ชอบใจหรือไม่ชอบใจนั้น ทำให้เกิดมีการยั้งคิดและธรรมดาคนเราเมื่อยังคิดได้แล้ว ย่อมมีโอกาสที่จะพิจารณาเรื่องที่ทำคำที่พูด ทบทวนดูใหม่ได้อีกคำรบหนึ่ง การพิจารณาทบทวนเรื่องใด ๆ ใหม่ ย่อมจะช่วยให้มองเห็นความละเอียดชัดเจนขึ้น ทำให้เกิดความเข้าใจอันกระจ่างสว่างไสว...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

๑๔ กันยายน ๒๕๑๖

 

“...การให้การศึกษาเป็นงานที่ละเอียด ซับซ้อน และกว้างขวางมาก จะต้องกระทำโดยอาศัยความรู้ ความสังเกตจดจำ ความฉลาดรอบคอบอย่างสูง ยังต้องอาศัยความเสียสละอดทน ความเพียรพยายาม ความสุจริต และความเมตตาอันกว้างขวางด้วยพร้อม จึงจะสำเร็จผลที่พึงประสงค์ได้...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม

๒๕ มิถุนายน ๒๕๑๙

 

“...คุณธรรมทั้งห้าประการนี้ พิจารณาให้ดีแล้ว จะเห็นว่าต่างก็เป็นเหตุเป็นผลต่อเนื่องอาศัยกัน และเกื้อกูลส่งเสริมซึ่งกันและกันอยู่ทั้งหมด เช่น ศรัทธาความเชื่อถือซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดความพากเพียรขวานขวายนั้น จะต้องอาศัยความยั้งคิดและปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาวินิจฉัยปัญญา ความรู้ชัด ถ้าเกิดมีได้ก็ต้องอาศัยความตั้งใจเพ่งพินิจ ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องสร้างเสริมคุณธรรมทุก ๆ ข้อให้ครบ จึงจะสามารถทำงานสำเร็จผลเลิศได้โดยสมบูรณ์บริบูรณ์ และเป็นประโยชน์ช่วยตัว ช่วยผู้อื่น และส่วนรวมได้ด้วย...” 

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยรามคำแหง

๑๓ ธันวาคม ๒๕๒๒

 

“...ที่นายกฯ กล่าวว่าระยะนี้เป็นระยะที่วิกฤต ก็ต้องพิจารณาอยู่เสมอว่า อะไรควรทำ อะไรควรเว้น. ที่ท่านเห็นอยู่บนเวทีนี้ คงแปลกใจ. อาจคิดว่าจะมาตีกลองยาวหรืออย่างไร... ปัญหามีอยู่ว่า ผู้ที่ทำกลองนี้เขามีบริษัทที่นำเข้าสินค้าที่เขาขาย... เขาบอกว่าขาดทุน. แต่เขามีความคิดอยู่ เขาสามารถที่จะผลิตกลองนี้ และส่งนอก... ไม้ที่ใช้ทำกลองนี้ก็เป็นไม้ที่มีในเมืองไทย... เป็นไม้ยางพารา...  เขาลงไปภาคใต้ ไปซื้อไม้ยางมาด้วยตนเอง แล้วนำมาทำกลองนี้... มีกลองแบบกลองยาว และมีกลองแบบกลองเล็ก ๆ . ใช้ไม้ในเมืองไทย และหนังที่ขึงบนกองนั้น ก็เป็นสิ่งที่ผลิตในเมืองไทยเหมือนกัน. ฉะนั้นสามารถที่จะทำให้มีการส่งออกสิ่งของที่ทำด้วยวัตถุดิบในเมืองไทย และทำด้วยแรงงานของคนไทย. อันนี้เป็นการแก้ไขสถานการณ์วิกฤตอย่างดี เป็นของเอกชนเขาทำเอง แต่เขาก็ต้องเหน็ดเหนื่อย  เขาบอกว่าเหนื่อยมาก และจะเป็นโรคประสาท เพราะกลัวว่าจะทำไม่ทันส่ง. เมื่อส่งไปแล้ว เขาก็มาพบ และมามอบผลิตผลของเขาและบอกว่าสบายใจขึ้น อันนี้ก็เป็นวิธีแก้ไขวิกฤตการณ์ที่เห็นเป็นประจักษ์ว่าทำได้ แต่ต้องมีความเพียร ต้องมีความอดทน... ความจริงวิกฤตการณ์นี้ เห็นได้มานานแล้ว สี่สิบกว่าปีมาแล้ว แต่ไม่รู้ตัว. เมื่อ ๔๐ กว่าปีมีผู้หนึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยมาขอเงิน. ที่จริงก็เคยให้เงินเขาเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่เรื่อย ๆ เขาบอกไม่พอ. เขาก็ขอยืมขอกู้เงิน. ก็บอกว่า เอ้า... ให้ แต่ขอให้เขาทำบัญชี บัญชีรายรับ บัญชีรายจ่าย รายรับก็คือเงินเดือนของเขา ซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย และเงินที่อุดหนุนเขา. ส่วนรายจ่ายก็เป็นของที่ใช้ในครอบครัว. ในการนี้ จะต้องมีการลงทุนสำหรับวิจัย ต้องมีการลงทุนสำหรับช่วยเกษตรกร. ดังนั้นเงินที่ยังเหลืออยู่ จะต้องนำไปสนับสนุนในทางนี้ส่วนหนึ่ง ก็จะได้ผลดี  จะเป็นผลช่วยให้ประเทศไทย รอดพ้นวิกฤตการณ์...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๔๐

 

“...ทุกคนจำเป็นต้องหมั่นใช้ปัญญาพิจารณาการกระทำของตนให้รอบคอบอยู่เสมอ ระมัดระวังทำการทุกอย่างด้วยเหตุผล ด้วยความมีสติ และด้วยความรู้ตัว เพื่อเอาชนะความชั่วร้ายทั้งมวลให้ได้โดยตลอด และสามารถก้าวไปถึงความสำเร็จที่แท้จริง ทั้งในการงานและการครองชีวิต...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

๔ สิงหาคม ๒๕๑๔

“...ผู้ที่ทราบตระหนักว่าตนศึกษาเพื่ออะไร แล้วนำความรู้ ความคิด และความชำนาญ  ไปปฏิบัติให้ถูกจุดประสงค์ที่แท้จริงโดยเต็มความสามารถ ด้วยความบริสุทธิ์ใจเพื่อการสร้างสรรค์เท่านั้น จึงจะหวังได้ว่าจะสามารถสร้างความเจริญผาสุกและความวิวัฒนาถาวรในชาติให้เกิดมีขึ้นได้โดยสมบูรณ์ ทุกคนจึงควรจะได้ศึกษา และปฏิบัติการทุกสิ่งทุกอย่างด้วยสติปัญญาและด้วยความรู้ตัว ระวังตัวโดยสม่ำเสมอทุกเวลา...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรและอนุปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยมหิดล

๒๔ กันยายน ๒๕๑๘

 

“...ความบังคับตนเองนั้นเกิดขึ้นได้จากความรู้สึกระลึกได้ว่าอะไรเป็นอะไร หรือเรียกสั้น ๆ ว่า "สติ" กล่าวคือ ก่อนที่บุคคลจะทำ จะพูดหรือแม้แต่จะคิดเรื่องต่าง ๆ สติหรือความรู้สึกระลึกได้นั้น จะทำให้หยุดคิดว่า สิ่งที่จะทำนั้นผิดชอบชั่วดีอย่างไร จะมีผลเสียหายหรือจะเป็นประโยชน์อย่างไรต่อไปในระยะยาว เมื่อบุคคลคิดได้ ก็สามารถตัดสินการกระทำของตนได้ถูกต้อง แล้วก็จะกระทำ แต่เฉพาะสิ่งที่สุจริตที่มีประโยชน์อันยั่งยืน ไม่กระทำสิ่งที่จะเป็นความผิดเสียหายทั้งแก่ตนและส่วนรวม ความมีสตินั้น จะช่วยให้สามารถศึกษาทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างละเอียดประณีต คือเมื่อจะศึกษาสิ่งใด ก็จะพิจารณากลั่นกรองสิ่งที่มิใช่ความถูกต้องแท้จริงออกไปเสียก่อน เพื่อให้ได้มาแต่เนื้อแท้                 ที่ปราศจากโทษ บัณฑิตทั้งปวงผู้หวังความมั่นคงปลอดภัยทั้งของตนของชาติบ้านเมือง เมื่อจะทำการงานใด ๆ ที่สำคัญ ควรอย่างยิ่งที่จะหยุดคิดสักหน่อยก่อนทุกครั้ง แล้วท่านจะไม่ต้องประสบกับความผิดหวังและผิดพลาดในชีวิต...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยรามคำแหง

๗ กรกฎาคม ๒๕๒๐

 

“...การสร้างความสำเร็จในกิจการงานทุกอย่าง ทุกระดับ รวมทั้งความสำเร็จในชีวิตของแต่ละคนด้วยนั้น ต้องอาศัยปัจจัยสำคัญประกอบการถึง สามส่วน ส่วนที่หนึ่ง คือ ความรู้และความชำนาญทางวิชาการ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานหรือเป็นเครื่องมือปฏิบัติงานแท้ ๆ ส่วนที่สอง คือความละเอียดถี่ถ้วน ความตั้งใจ และความอุตสาหะพยายาม ซึ่งเป็นเครื่องช่วยให้ทำการได้ไม่ผิดพลาดบกพร่องและสำเร็จลุล่วงได้ตลอดไม่ทิ้งขว้างละวางเสียกลางคัน ส่วนที่สามนั้น ได้แก่ สติ ระลึกรู้ตัว และปัญญาความรู้ชัด หรือความเฉลียวฉลาดที่จะหยุดคิดพิจารณากิจที่จะทำ คำที่จะพูดทุกอย่าง ให้เป็นไปโดยถูกต้องเที่ยงตรงตามกระบวนการของเหตุผล ซึ่งจะช่วยให้ดำเนินชีวิตและการงานไปในทางเจริญ...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยรามคำแหง

๒๒ ธันวาคม ๒๕๒๐

“...การทำอะไร ถ้าคนเราถือว่าต้องมีสติคือ... รู้ว่าทำอะไร คิดอะไร และไม่ปล่อยให้ผิดออกมา... การผิดโดยไม่รู้ไม่ดี แต่บางทีไม่รู้เพราะว่าไม่มีขอโทษนะ พูดไม่มีสติ ขาดสติ คือ ไม่ระวังตัว ทีหลังเสียใจ...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๔๘

 

“...อุดมคติ นั้น ก็คือ มโนภาพหรือความนึกคิดถึงความดี ความงามอันเลอเลิศในสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งถ้าเป็นไปตามมโนภาพนั้นแล้วก็จะจัดว่าเป็นของที่ดีงามเลิศด้วยประการทั้งปวง กล่าวโดยทั่วไป มนุษย์เราย่อมปรารถนาจะประสบแต่สิ่งที่ดีงามเจริญตาเจริญใจ จึงควรจะได้มีอุดมคติด้วยกันทั้งนั้น จะหักควรเป็นไปในทาง ไม่ก่อความเบียดเบียนแก่ผู้อื่น โดยเพ่งเล็งถึงประโยชน์สุขของผู้อื่นหรือส่วนรวมด้วย...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๐๐

 

“...ถ้ามีความคิดอย่างนี้ว่า คนอื่นเขาก็สร้างเหมือนกัน คนอื่นเขาก็ทำเหมือนกัน แล้วก็เมตตาซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รู้จักรักกัน รู้จักว่าตรงไหนเป็นความดี และนึกถึงว่าประเทศไทยของเราเต็มไปด้วยความดี ประเทศไทยของเราจะมีความมั่นคงและพวกเราในที่สุดก็มี ความสุข ความสบาย มีเกียรติ สามารถมีชีวิตที่รุ่งเรือง...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๑๙

 

“...เมื่อท่านตั้งใจดี มีแผนงานดี มีหลักวิชา มีเหตุผล มีสติรอบคอบในงานที่ทำแล้วจะเกิดความทราบตระหนักด้วยตนเองขึ้นว่า งานที่ทำนั้นจะได้ผลดีแน่นอน แม้อาจยังไม่ปรากฏผลในปัจจุบันทันตาเห็น ก็จะแน่แก่ใจได้ว่าจะสำเร็จลุล่วงด้วยดีในเวลาต่อไป...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

๑๙ กรกฎาคม ๒๕๑๖

 

“...ถ้าเราคิดดี ทำดี ไม่ใช่แต่ปากนะ ทำอย่างดีจริง ๆ คือสร้างสมสิ่งที่ดี ด้วยการปฏิบัติ ในสิ่งที่เรียกว่าดี หมายความว่าไม่เบียดเบียนผู้อื่น สร้างสรรค์ทำให้มีความเจริญ ทั้งวัตถุทั้งจิตใจ แล้วไม่ต้องกลัว...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๑๘

 

“...ประเทศไทยนี่ ทำไมยังอยู่ได้ ก็เพราะพวกเราทุกคน ถ้าเราสร้างความดี คือ ปฏิบัติในสิ่งที่บริสุทธิ์ใจ ที่สุจริต ที่ตั้งใจดี มันอาจมีผิดพลาดบ้างแต่ว่าไม่ต้องตั้งใจผิดพลาด ตั้งใจทำดี ก็เป็นการสร้างกำลังของบ้านเมือง...”

พระราชดำรัสในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๑๘

 

“...สมควรอย่างยิ่งที่แต่ละคนจะต้องมุ่งถึงความสำเร็จข้างหน้าและต้องมีปณิธานเที่ยงตรง  ในอันที่จะนำเอาวิชาการที่ได้อุตสาหะศึกษาฝึกฝนมาได้ด้วยความยากลำบาก ไปปฏิบัติบำเพ็ญ ให้บังเกิดผลอย่างแท้จริง ซึ่งทุกคนย่อมปฏิบัติได้ไม่ยาก หากมีความตั้งใจอันมั่นคง มีความมุ่งดี มุ่งเจริญ  มีสติรอบคอบ และมีใจอันบริสุทธิ์ปราศจากอคติและความลุ่มหลงทั้งปวง...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร

และอนุปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยมหิดล

๒๔ กันยายน ๒๕๑๙

 

“...สามัคคีที่สำคัญที่สุดคืออะไร ก็คือสามัคคีในชาติ ไม่ใช่ว่าความสามัคคีในคณะไม่ดี แต่ต้องระวัง ถ้าสามัคคีกัน แต่ว่าไปก้าวก่ายหรือไปทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ในสถาบันก็เป็นความผิด ถ้าสามัคคีในสถาบันไปทำให้คนอื่นเสียหายหรือเดือดร้อนก็ไม่ดี เพราะทำให้เสียหายต่อสามัคคีของชาติ...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๓ สิงหาคม ๒๕๐๔

 

“...ท่านจะทำงานอะไรก็ตาม ขอให้ระลึกไว้ว่า งานเกษตรกรรมนี้กว้างขวางมาก ตั้งแต่การผลิตรวมทั้งการค้นคว้าเพื่อการผลิต การจัดกิจกรรม จนกระทั่ง การจำหน่ายผลผลิต แต่ละคนจงพยายามทำงานให้สุดความสามารถ ความรู้ความชำนาญของตัว และร่วมมือกันทุก ๆ ฝ่าย การเกษตรจึงจะก้าวหน้าเป็นผลดีถึงส่วนรวมได้...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

๙ กรกฎาคม ๒๕๐๗

 

“...ในกาลนั้น จำเป็นที่สุดที่จะต้องใช้วิชาการทำงานร่วมกัน ให้ประสานสอดคล้องทุกฝ่าย... นิสิตนักศึกษาทุกคณะควรจะได้รู้จักร่วมกันและร่วมงานกัน ตั้งแต่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะแบ่งแยกกัน ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ๆ ทั้งสิ้น และเมื่อสำเร็จจากมหาวิทยาลัยไปแล้วก็ต้องร่วมมือร่วมงานกัน ทั้งต้องประสานงานกับผู้อื่นให้กว้างขวางยิ่งขึ้นต่อไป งานทุกด้านจึงจะดำเนินลุล่วงไปได้โดยราบรื่น...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

๒๐ กรกฎาคม ๒๕๑๕

 

“...สามัคคีกัน ปรองดองกัน นี่ความหมายของความสามัคคี ใคร ๆ ก็บอกว่า ให้สามัคคีปรองดองกัน ช่วยเหลือเพื่อประเทศชาติ แปลว่าอะไรก็ไม่รู้ แต่ว่าลองดูคนหนึ่งคนใดที่อยู่ท่ามกลางนี้ เรียกร้องพื้นที่สำหรับยืนเกินจำเป็น โดยอ้างความสุขส่วนตัว คนอื่นก็ต้องประท้วง เราทั้งหลายอยู่ได้ ก็เพราะว่า มีความสามัคคีปรองดองกัน...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๑๘

 

“...ที่สำคัญที่สุดเพราะว่า ตามที่ได้กล่าวเมื่อตะกี้ว่า แต่ละคนจะตั้งอยู่ในความสามัคคี  ช่วยร่วมแรงกัน เพื่อที่จะปฏิบัติงานที่เป็นประโยชน์ เป็นประโยชน์ต่ออะไร ตอนนี้ก็ต้องบอกว่า เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมหรือต่อชาติบ้านเมือง เชื่อว่าท่านทั้งหลายก็มีความปรารถนาดีโดยแท้  ไม่ใช่ดีบ้างไม่ดีบ้างแต่ดีโดยแท้ว่าตั้งใจที่จะเข้าหากัน ร่วมแรงกัน ปฏิบัติงานเพื่อส่วนรวมเพื่อประเทศชาติ...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๒๐

 

“...คำว่า "สามัคคี" นี้ขอวิเคราะห์ศัพท์ ว่าเป็นการกระทำของแต่ละคน ทำความดีเว้นจากความไม่ดี มีความเข้าใจซึ่งกันและกันของแต่ละบุคคล. อย่างนี้ถ้าชาติสามัคคี ชาติก็ไม่แตกสลาย คุมไว้ติด. คำว่าคุมนี้ อาจจะไม่ชอบกันเพราะเหมือนควบคุมเพราะเหมือนควบคุม เหมือนคุมขัง  แต่คุมหมายความว่าอยู่ติด อยู่เป็นชาติได้...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๒๑

 

“...อีกอย่างหนึ่ง ที่จะแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ก็ได้พูดแล้วท่านก็คงได้ฟังแล้ว ได้พูดเมื่อวานนี้เองในพิธีสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ ตอนแรกได้พูดว่าคนไทยเรา ที่รักษาเอกราชอธิปไตยไว้ได้ก็โดยอาศัยการที่ “รู้จักความสามัคคี และรู้จักทำหน้าที่ของแต่ละฝ่ายให้ประสานส่งเสริมกัน” ความจริงเขียนไว้ว่า “รู้รักความสามัคคี”... การที่จะรู้จักสามัคคี ก็ลำบากมาก เพราะคนมาก ๆ  รู้จักกันทั่วถึงไม่ค่อยได้ แต่ "รู้รักสามัคคี" ควรจะใช้ได้ เพราะหมายความว่า ทุกคนถือว่าตนเป็นคนไทย  มีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม ทุกคนรู้ว่าต้องมีความสามัคคี “รู้” ก็คือ “ทราบ” ทราบความหมายของสามัคคี “รัก” คือ “นิยม” นิยมความสามัคคี เพราะเหตุใดคนไทยจึง "รู้รักสามัคคี" ก็เพราะคนไทยนี่ฉลาด ไม่ใช่ไม่ฉลาด คนไทยนี่ฉลาด รู้ว่าถ้าหากเมืองไทยไม่ใช้ความสามัคคี ไม่เห็นอกเห็นใจกัน ไม่ใช้อะไรที่จะพอรับกันได้ พอที่จะใช้ได้ ก็คงจะไม่ได้ทำอะไร หมายความว่า ทำมาหากินก็ไม่ได้ ทำมาหากิน เพราะว่า ไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีความสงบ จะต้อง “รู้รักสามัคคี” หมายความว่ารู้จักการอะลุ้มอล่วยกัน แม้จะไม่ใช่ถูกต้องเต็มที่ คือหมายความว่า ไม่ถูกหลักวิชาเต็มที่ ก็จะต้องใช้ เพราะว่าถ้าไม่ใช้ ก็ไม่มีอะไรใช้ อาจมีสิ่งที่มีอยู่แล้วที่จะใช้ไปได้ชั่วคราว คุณภาพอากาศไม่ค่อยดีนัก ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ว่าต้องใช้อะไรที่พอใช้ได้ไป ไม่อย่างนั้น ไม่มีวันที่จะมีชีวิตรอดได้... ตอนนี้ ถ้าราษฎร “รู้รักสามัคคี” เขาจะเข้าใจว่าเมื่อเขามีรายได้ เขาก็จะยินดีเสียภาษี เพื่อช่วยราชการให้สามารถทำโครงการต่อไปเพื่อความก้าวหน้าของประเทศชาติ ถ้าราษฎร “รู้รักสามัคคี” และรู้ว่า การเสียคือการได้ ประเทศชาติก็จะก้าวหน้า เพราะว่าการที่คนอยู่ดีมีความสุขนั้น เป็นกำไรอีกอย่างหนึ่ง  ซึ่งนับเป็นมูลค่าเงินไม่ได้... การปฏิบัติโดยวิธีการที่อาจไม่ถูกหลักวิชานักแต่ประกอบด้วยความเมตตา ด้วยความสามัคคีคือ “รู้รักสามัคคี” นี่เอง พ่อคงจะทำให้อยู่กันได้ต่อไป... ความจริงประเทศไทยนี้ก้าวหน้ามามากแล้ว และก็ก้าวหน้ามาอย่างสม่ำเสมอไม่เร็วเกินไปไม่ช้าเกินไป สิ่งที่สำคัญ ก็คือต้องใช้หลักที่พูดเมื่อวานนี้ แต่พูดผิดพลาดไป วันนี้จึงมาแก้เสียยืดยาว แก้คำเดียว แก้คำว่า “จัก” เป็น “รัก” หรือ “รัก” เป็น “จัก” ก็ขอให้ท่านทั้งหลายได้เข้าใจว่า เมื่อวานนี้พูดผิด ยอมรับ เขียนไว้อย่างดีว่า “คนไทย รู้รัก ความสามัคคี” ไพล่ไปพูดว่า “รู้จักความสามัคคี” ซึ่งก็ไม่ผิดนัก แต่ “รู้รักความสามัคคี” นั้นซึ้งกว่า เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เข้าใจว่าท่านทั้งหลาย ก็จะซึ้งและ “รู้รักความสามัคคี”...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๓๔

 

“...ยังไม่ได้พูดถึงคำที่เคยพูดทุกครั้ง คือต้องสามัคคีกัน. ต้องไม่ปัดขากันมากเกินไป. แต่ว่าไม่ได้หมายความว่า จะต้องทำแบบที่บางคนนึกจะทำ. จะต้องให้ทุกคนมีโอกาสทำงาน ทำงานตามหน้าที่. เมื่อทำงานตามหน้าที่แล้ว ก็ต้องหวังดีต่อผู้อื่น นี้เป็นหลักที่สำคัญ. ต้องทำงานด้วยการเห็นอกเห็นใจกัน และทำด้วยความขยันหมั่นเพียร...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

๔ ธันวาคม ๒๕๔๐

 

“...ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดี มาอวยพรแก่ท่านทุก ๆ คน ทั้งขอขอบใจท่านเป็นอย่างมาก  ที่มีไมตรีจิตร่วมมือ สนับสนุนข้าพเจ้าในภาระทั้งปวงด้วยดีตลอดมา ในรอบปีที่ผ่านไป มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา ที่สำคัญควรแก่การชื่นชม เป็นพิเศษ ก็คือการที่นักกีฬาของเราได้เหรียญทอง และเหรียญทองแดง ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ตกถึงปลายปี ก็มีเหตุการณ์ที่น่าเศร้าสลดใจ คือเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ที่ภาคใต้ เป็นผลให้ชีวิตและทรัพย์สิน ของประชาชนต้องสูญเสียไปมิใช่น้อย แต่ภัยพิบัติครั้งนี้ ก็ทำให้ได้เห็นน้ำใจ และความสามัคคีของคนไทย อย่างเด่นชัดอีกครั้งหนึ่ง เราต่างพร้อมใจ และเต็มใจช่วยเหลือกัน และกันทันที โดยเต็มกำลังและเสียสละ ข้อนี้น่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดี ถึงความสามัคคี และความเมตตาปราณีต่อกันที่ยังมีบริบูรณ์ อยู่ในจิตใจของคนไทย                    ทำให้มั่นใจได้ว่า ไม่ว่าประเทศของเรา จะประสบกับปัญหา หรือภาวะอันไม่ปรกติใด ๆ คนไทยเรา จะหันหน้าเข้าหากัน และร่วมมือร่วมใจกัน ปฏิบัติแก้ไข ให้ผ่านพ้นปัญหาหรือภาวะการนั้น ๆ ไปได้อย่างแน่นอน...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่

๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๓

 

แหล่งอ้างอิง

เมธา หริมเทพาธิป, รวิช ตาแก้ว และคณะ. (๒๕๖๔). "สังคมแห่งการแบ่งปันตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง : การศึกษาเชิงวิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธาน". รายงานการวิจัย. กรุงเทพฯ : ศปป.๕ กอ.รมน. และ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา.

คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (๒๕๕๐). ประมวลคำในพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๙๓ - ๒๕๔๙ ที่เกี่ยวข้องกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง. พิมพ์ครั้งที่ ๕. กรุงเทพฯ : กลุ่มงานเศรษฐกิจพอเพียง สำนักคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ.