ชีวิตที่พอเพียง  4343. ตามเสด็จทัศนศึกษา คณะกรรมการนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล พ.ศ. ๒๕๖๕


 

ปี ๒๕๖๕ นี้ จัดวันเดียว     ไปที่จังหวัดนครราชสีมา     โดยเลื่อนมาจากปี ๒๕๖๒ ตามที่บันทึกไว้ที่ (๑)     เป็นทัศนศึกษาของกรรมการรางวัลนานาชาติที่กลับมา หลังว่างเว้นไป ๓ ปี   แต่คราวนี้จัดวันเดียว     แทนที่จะเป็น ๓ วันอย่างครั้งก่อนๆ     โดยครั้งหลังสุด ปี ๒๕๖๑ ไปที่จันทบุรี (๒)       

อากาศเป็นใจ คือเย็นลง และปลอดฝน   

เราเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ ไปนครราชสีมาโดยเครื่องบินของสายการบินกรุงเทพ ที่จัดถวายเป็นพิเศษ    ผมไปสมทบกับคณะกรรมการรางวัลนานาชาติที่โรงแรมโอเรียนเต็ล     โดยนั่งแท็กซี่ไป     และนั่งรถตู้ของศิริราชจากสนามบินสุวรรณภูมิกลับบ้าน    ถึงบ้านสี่ทุ่มเศษ    รวมจำนวนก้าวที่เดินในวันนั้นถึง ๑.๖ หมื่นก้าว     คืนนั้นผมนอนหลับเป็นตาย ไม่ตื่นเลย จนตื่นเองเวลา ๕.๑๕ น.   เลยเวลาตื่นตามปกติ ๔.๓๐ น.   

ความเปลี่ยนแปลงในส่วนตัวของผมคือ ภรรยาไปร่วมไม่ได้อีกแล้ว    ด้วยปัจจัยด้านสุขภาพ   เป็นข้อเตือนใจว่าอดีตไม่มีวันหวนกลับ

อสมท. เสนอข่าวในพระราชสำนัก เผยแพร่ข่าวเสด็จที่ (๓) มีรายละเอียดดีมาก 

ประสบการณ์ใหม่ของผมคือการไปขึ้นเครื่องบินที่ห้องรับรอง VIP ของสนามบินสุวรรณภูมิ    ที่อยู่แยกจากส่วนของผู้โดยสารทั่วไป   โชคดีที่ผมตัดสินใจไม่ไปที่สนามบินเองตามข้อมูลที่เขาแจ้งว่าไปที่ Gate G    เพราะจะทำให้ผมไปผิดสถานที่   

วันนั้นผมนั่งแท็กซี่ไปที่โรงแรมโอเรียนเต็ล เพื่อขึ้นรถตู้ไปกับคณะ    โดยไปถึงก่อน ๗ น.    จึงมีเวลาเดินออกกำลังแถวบางรัก    ไปชมท่าน้ำของ CAT ที่เคยไปชมเมื่อหลายปีก่อน   

ที่ห้องรับรองพิเศษ เราได้รับถุงผ้าพระราชทานคนละถุง    มีเอกสารของสถานที่ที่เราจะไปเยี่ยมชมให้อ่านก่อน    คือศูนย์วิจัยแสงซินโครตรอน   กับอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย   

เราตามเสด็จโดยเครื่องบินของ บางกอกแอร์เวย์ส ที่จัดถวาย   นั่งไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเครื่องก็ลง    มีรถของกองทัพบกที่เราเคยนั่งตามเสด็จครั้งก่อนๆ มาพาไปที่โรงแรมแคนทารี (๑๕ นาที)     เพื่อรับประทานอาหารเที่ยงที่โรงแรมจัดถวาย    โปรดดูเมนูในภาพ จะเห็นว่าอาหารอร่อย และเป็นภาระหนัก (ในการรับประทาน) เพียงใด    โดยมีทั้งไวน์ขาวและไวน์แดงช่วยกระตุ้น appetite  ผมนั่งร่วมโต๊ะเสวย โดยอยู่ไกลสุด   

จากนั้นเรานั่งรถ ๑๕ นาที ไปยังมหาวิทยาลัยสุรนารี    ไปยัง สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)    

ผมได้เรียนรู้เรื่องลำแสงซินโครตรอน    ที่มนุษย์สร้างขึ้นจากความรู้ด้าน particle physics    เอามาใช้เป็นเสมือนกล้องจุลทรรศน์กำลังขยายเป็นล้านๆ เท่า     ช่วยให้ มองเห็น “โครงสร้าง” ระดับ อณู หรือระดับอนุภาค     เป็นเทคโนโลยีช่วยการวิจัยสารพัดด้าน    เครื่องมือนี้เริ่มทำงานได้ในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ โดยได้รับบริจาคเครื่องใช้แล้ว มาจากญี่ปุ่น     แล้วเราพัฒนาขึ้นต่อเนื่องเรื่อยมา    จนกำลังจะพัฒนาเป็นเครื่องรุ่นใหม่ที่ส่วนประกอบกว่าร้อยละ ๖๐ สร้างเองในประเทศไทย

ขณะนี้สถาบันใช้งบประมาณเพื่อเดินเครื่องปีละประมาณ ๓๐๐ ล้านบาท    มีนักวิจัยประมาณ ๑๐๐ คนเศษ    และยังส่งนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ไปศึกษาต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง    มีผลงานวิจัยตีพิมพ์ปีละประมาณ ๒๐๐ เรื่อง     ผมคุยกับ ศ. ดร. นพ. ประสิทธิ์ วัฒนาภา ระหว่างนั่งรถบัสตามเสด็จว่า สิ่งที่สถาบันนี้ต้องทำคือ กลไกตั้งโจทย์วิจัย ที่เชื่อมโยง ๓ ฝ่าย คือ (๑) ฝ่ายนักวิจัยเชิงเทคนิคด้านฟิสิกส์ลำแสง  (๒) ฝ่ายนักวิจัยเฉพาะเรื่อง  และ (๓) ฝ่ายผู้ประกอบการที่ต้องการประยุกต์ใช้วิชาการเพื่อประโยชน์เชิงธุรกิจและอุตสาหกรรม   

หลังจากนั้น เรานั่งรถบัสของกองทัพบกที่จัดถวาย (โดยผมนั่งคันที่เสด็จ) เป็นเวลาราวๆ ๑ ชั่วโมง     ไปยัง อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย  (๔)   ที่ทางจังหวัดเตรียมจัดรับเสด็จอย่างมโหฬาร   มีประชาชนนั่งรอรับและส่งเสด็จอย่างเนืองแน่นน่าชื่นใจ    แถมตอนเสด็จกลับเวลากว่าสองทุ่มยังเสด็จพระราชดำเนินไปทักทายพศกนิกรด้วย   

โปรดดูวิดีทัศน์ (๔) จะเห็นความอลังการ์ ของเทวสถานโบราณแห่งนี้   

เราได้เรียนรู้ชีวิตมนุษย์แถวนั้นเมื่อราวๆ หนึ่งพันปีก่อน   ว่าเขาเชื่อในชีวิตในโลกมนุษย์กับในโลกสวรรค์     จึงจำลองศาสนสถานโบราณแห่งนี้ให้เริ่มจาก สะพานนาคราช ที่ (สมมติว่า) เชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับโลกสวรรค์     สมัยนั้นเขาเชื่อว่างูเทวดา (พญานาค) จะนำมนุษย์สู่สวรรค์ได้   

ผมตีความว่า เทวสถานแห่งนี้    สร้างขึ้นเป็นกลไกเชื่อมโลกนี้กับโลกหน้า ให้แก่มนุษย์เมื่อ ๑ พันปีก่อน    แต่ตอนนี้ มนุษย์ที่มีความเชื่ออย่างผม   กลไกเชื่อมนี้อยู่ภายในตัวเราเอง   เป็นกลไกเชิงนามธรรม และเชิงพุทธธรรม   ที่เชื่อ ว่า “สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ”    ไม่ต้องรอชาติหน้า เราก็ขึ้นสวรรค์ได้   และไม่ต้องให้เทวดามาช่วย เราก็ขึ้นสวรรค์เองได้ตอนยังมีชีวิตอยู่นี่แหละ    โดยสวรรค์นั้นคือ “นิพพาน”  หรือการหลุดพ้นจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย        

เทวสถานเมื่อหนึ่งพันปีก่อน สร้างขึ้นจากความเชื่อฮินดู ผสมกับพุทธมหายาน    เพื่ออำนาจของอาณาจักรขอมโบราณ    และเพื่อชีวิตที่ดีของผู้คนสมัยโน้น    แต่การตีความของผม    เพื่อชีวิตที่ดีของคนสมัยนี้ เรามีชีวิตที่ดีได้โดยไม่ต้องอาศัยโครงสร้างหินที่สร้างมาอย่างยากลำบาก    โดยใช้แรงงานทาสอย่างทารุณ  หรือโดยหลอกด้วยศรัทธาในโลกหน้า     

ที่กล่าวในสองย่อหน้าข้างบน    อาจผิดทั้งหมด หากมองจากมุมมองว่า ทุกอย่างในโลกนี้ล้วนเป็นสมมติ เป็นมายา หรือเป็น construct ของมนุษย์    ชีวิตคนเราเป็นชีวิตที่ดีเมื่อเป็นชีวิตของผู้ให้    ชีวิตที่ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น    ดังชีวิตของกรมสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ  ที่นอกจากทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อความสุขของพศกนิกรไทยแล้ว     ยังทรงสนับสนุนการพัฒนาเยาวชนในต่างประเทศถึง ๑๐ ประเทศ   

กรรมการ IAC จากต่างประเทศทูลถามว่า ทรงเอาเวลาใดเรียนภาษาจีนอย่างต่อเนื่อง   รับสั่งว่า เรียนเช้าวันพฤหัส   และเรียนภาษาเยอรมันวันอาทิตย์   สะท้อนความเป็นผู้มีวินัยในตนเอง   และความเป็น “ผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต” ของพระองค์     ที่ผมตีความว่า เป็นชีวิตที่เชื่อมโยงความเป็นสมมติเทพ เข้ากับความเป็นมนุษย์ ได้อย่างเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน                 

วิจารณ์ พานิช

๒๐ ต.ค. ๖๕    

 

 

1 ที่สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน

2 คณะผู้บริหารสถาบันส่งเสด็จ

3 สะพานนาคราช เชื่อมโลกมนุษย์กับโลกสวรรค์

4 จารึกอักษรขอมโบราณบอกว่าก่อสร้างปี พ.ศ. ๑๖๕๑

5 โต๊เลี้ยงะอาหารพื้นบ้าน

6 บริเวณจัดเลี้ยงผู้ตามเสด็จ

7 ถวายการแสดง

8

9 สองทุ่มเศษ พศกนิกรยังรอส่งเสด็จ

หมายเลขบันทึก: 710552เขียนเมื่อ 24 พฤศจิกายน 2022 09:09 น. ()แก้ไขเมื่อ 24 พฤศจิกายน 2022 09:09 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี