ใน สคส. เราคุยกันบ่อยๆ เรื่องคนในบางกลุ่ม บางหน่วยงาน ไม่มีใจแลกเปลี่ยนเรียนรู้      ไม่พร้อมที่จะให้ความรู้แก่ผู้อื่น     เพราะสมาชิกคิดว่าเมื่อตนให้ความรู้แก่คนอื่นหมดแล้ว ตนก็ไม่เหลืออะไร     คนอื่นตักตวงไป แต่อาจไม่แบ่งปันให้ ยังกั๊กความรู้ไว้   ความคิดแบบนี้เป็นทั้งความจริงและไม่จริง

        การทำ KM เป็นกระบวนการเปิดใจคน    การที่คนจะเปิดใจคงมีหลายแบบ     บางคนพบบรรยากาศเหมาะ ก็เปลี่ยนแบบทันทีทันใด (เปิดพลัวะ)     แต่บางคนอาจต้องค่อยๆ "แง้ม" ใจ     คนส่วนใหญ่คงจะค่อยๆ แง้มใจไปด้วยกันทั้งกลุ่ม

        "ชะแลง" แงะใจ คือการเล่าเรื่องราวความสำเร็จ (success story telling)     ที่คู่กับการฟังอย่างชื่นชม (Appreciative Inquiry) Storytelling (ST) กับ AI - Appreciative Inquiry คือ "ชะแลงคู่" ทำหน้าที่แง้มใจคน     ผลัดกันเล่า ผลัดกันฟัง ผลัดกันชื่นชม ใจค่อยๆ แง้มโดยไม่รู้ตัว       ค่อยเข้าใจ Positive Sum Game โดยไม่ต้องบรรยายทฤษฎี

          คนทั่วไปมักสมาทานความเชื่อใน Zero Sum Game     คือคิดว่าผลประโยชน์ภายในหน่วยงานเป็นสิ่งคงที่     ฝรั่งเปรียบว่าเหมือนมีก้อนเค้กอยู่ ๑ ก้อน     ถ้าเพื่อนแบ่งเอาไปชิ้นใหญ่ เราก็เหลือชิ้นเล็ก     เพราะเราคิดว่า "เค้ก" มันคงที่     คือผลประโยชน์ส่วนรวมเมื่อบวกลบกันแล้วจะเหลือศูนย์ คือ zero sum

         แต่ในความเป็นจริง เราช่วยกันทำให้ก้อน "เค้ก" มันใหญ่ขึ้นได้     นี่คือวิธีคิดหรือความเชื่อแบบ "องค์กรมีชีวิต" (organic)     สมาชิกของหน่วยงานสามารถรวมพลังกันทำให้ "เค้ก" ขยายขนาด หรือ "ความอร่อย" (คุณภาพ) ขึ้นได้     แล้วส่วนแบ่งของทุกคนก็จะใหญ่ขึ้น     เพื่อนได้มาก เราก็ยิ่งได้มาก     นี่คือ positive sum  

        นี่เป็นเหตุผลประการหนึ่ง ที่การทำ KM ได้ผล จะเห็นว่าสมาชิกหน่วยงานจะรักกันมากขึ้น     การคิดเล็กคิดน้อยในเรื่องผลประโยชน์จะมีน้อยมาก หรือไม่มีเลย     เพราะผลประโยชน์ของทุกคนเพิ่มขึ้นนั่นเอง

         แต่นี่เป็นผลประโยชน์ที่ได้จากภายนอก     ผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่า คือการงอกงามจากภายใน      ซึ่งจะกล่าวถึงในบันทึกหน้า

วิจารณ์ พานิช
๑๑ ธค. ๔๙