ความรู้ในป่า

    ความเป็นไปในสรรพสิ่งของธรรมชาติ เป็นโครงข่ายความรู้ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ธรรมมะ ธรรมชาตินิ่งตรงไปตรงมา น่าอัศจรรย์และมหัศจรรย์อย่างหาคำอธิบายได้ยาก ถ้าเราย้อนไปสมัยที่โลกก่อเกิดขึ้นมาเมื่อหลายล้านๆปี ก่อเกิดชีวิตต่างๆขึ้นตามลำดับนับไม่ถ้วนสปีซี่ย์

   สิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีระบบพัฒนาความรู้เรื่อยมา นกสร้างรังได้เอง แมลงมุมผลิตเส้นใยมาขึงเป็นกับดักหาอาหาร ชุดความรู้ของใครของมัน   แต่ละโครงข่ายเป็นวงจรมีไม่รู้กี่ล้านศาสตร์สาขา ลึกซึ้งจนยากที่จะหยั่งถึง มนุษย์ได้พยายามเรียนรู้ แต่ก็ถอดรหัสได้น้อยมาก เมื่อเทียบกับใบไม้กำมือเดียวกับใบไม้ที่มีอยู่ทั้งโลก แต่ละยุคสมัยมนุษย์ออกแบบการเรียนรู้จากธรรมชาติแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์

  ผมเองก็จนด้วยเกล้าที่จะอธิบายเรื่องนี้ให้กระจ่างได้ ขออนุญาตตั้งโจทย์ปลายเปิดไว้ ให้ท่านที่เรียนมาทางด้านนี้ช่วยไขความถูกต้องดีไหมครับ   ปัญหาส่วนใหญ่อยู่ที่มนุษย์เข้าใจ และตั้งเป้าหมายที่จะเกี่ยวข้องกับธรรมชาติในด้านไหนอย่างไร  การที่มนุษย์เข้าไม่ถึงความรู้ในธรรมชาติ ทำให้การกำหนดขอบเขตที่ก้าวล่วงก้ำเกินจุดที่จะอยู่กับธรรมชาติแบบไม่มีความรู้ ท่านลองคิดดูสิครับ ถ้าความรู้มนุษย์สอดคล้องกับความรู้ในธรรมชาติ โลกมนุษย์กับโลกธรรมชาติจะสวยสดงดงามสักเพียงใด  

  สมาชิกในวงจรธรรมชาติเกิดการเรียนรู้จนตกผลึก สัตว์มีสัญชาตญาณถึงระดับที่ว่า บางครั้งสัมผัสอันตรายได้ก่อนจะมีสัญญาณเตือน ที่มองเห็นได้ด้วยตาด้วยซ้ำ การรู้อ่านรหัสของธรรมชาติน่าทึ่งไม่น้อยกว่าระบบเรดาร์ของมบุษย์ สัตว์ป่ามีสัญชาตญาณที่เฉียบคมเหลือเชื่อ ขนาดบอกได้ล่วงหน้าว่าจะมีพายุหรือแผ่นดินไหว   

  ความไม่รู้ของมนุษย์กำลังเผชิญกับเคราะห์กรรมที่ทำไว้กับธรรมชาติ ภัยพิบัติกำลังก่อหวอดขึ้นอย่างน่ากลัว  กระแสเรื่องโลกร้อน ก้อนน้ำแข็งแตกตัวออกมาลอยเท้งเต้งมากขึ้น มีผู้สันทัดกรณีพยากรณ์ว่าในช่วงชีวิตเรานี้แหละ น้ำทะเลจะสูงขึ้นท่วมชายทะเลเร็วขึ้นมากขึ้น นี่แค่เรื่องเดียวนะครับ ยังวิกฤติยิ่งกว่าวิกฤติ ปัญหาต่างๆเข้าแถวมาทวงถามความรับผิดชอบที่มนุษย์สร้างขึ้น 

  ความไม่รู้ของมนุษย์เป็นบาดแผลที่ยากจะเหยี่ยวยา เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะทำยังไงดีละครับ ถ้าครูชี้ชวนให้เด็กเรียนเรื่องเหล่านี้  จะเป็นการปูพื้นฐานให้มนุษย์รุ่นใหม่เข้าใจโลกเข้าใจธรรมชาติมากขึ้น  จะได้ตระหนักว่าวิทยาการต่างๆที่มนุษย์สร้างขึ้นมาไม่ได้สะอาดหมดจด  ทุกเรื่องมีผลกระทบข้างเคียงตามมามากมาย ยกตัวอย่างเช่นการใช้พลังงานน้ำมัน เกิดไอเสีย สารตะกั่ว มลพิษแยกแยะออกมาเป็นร้อยๆอย่าง สรุปว่าความรู้ของมนุษย์ยังไม่ปลอดภัยเหมือนความรู้ของธรรมชาติ  

  ผมปลูกกล้วยก็ได้กินกล้วย ปลูกมะม่วงก็ได้กินมะม่วง มันไม่เหมือนตู้ที่จำหน่ายเครื่องดื่มอัตโนมัติ กดให้มันออกมาเป็น แป๊ปซี่ก็ได้โค๊กก็ได้ ถ้าปลูกกล้วยและออกผลมาเป็นมาม่าโลกนี้คงยุ่งพิลึก โจทย์อย่างนี้ละครับเราจะทำยังไง ชาวบล็อกจะลงขันมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประเด็นนี้ไหม? ใครสนใจยกมือขึ้น !!  อย่านึกว่าเรื่องนี้จิบจ๊อยนะครับ ความรู้ที่ผมกล่าวถึงนี้ ถ้ามนุษย์เรียนรู้ได้จริงจะเป็นศาสตร์ที่กู้ชะตากรรมของโลกได้ทีเลยเดียว ที่พูดเช่นนี้เพราะผมไม่เชื่อว่าความรู้ที่มนุษย์มีอยู่เดี๋ยวนี้จะกอบกู้ชะตากรรมของมนุษยชาติได้   

  ไอสไตส์ บอกว่ามนุษย์จำเป็นต้องมีชุดความรู้ใหม่  มนุษยชาติจึงจะอยู่รอดได้ ท่านจะเชื่อใครดี ขนาดคนที่เก่งและฉลาดเป็นกรดก็ยังมองทะลุ ไม่เชื่อในวิทยาการของมนุษย์แบบหัวปักหัวปำ ที่ทำขึ้นเพื่อสนองกิเลศแห่งตน ชุดความรู้ในสายตะวันออก  มองว่าต้องกำกับและควบคุมกิเลศ มนุษยชาติถึงจะอยู่เย็นเป็นสุข อธิบายถึงความสงบสุขเป็นสุดยอดของความสุขทั้งมวล เอาศีล สมาธิ ปัญญา เป็นยุทธศาสตร์ พวกชื่นชอบแสงสีกริ๊ดกร๊าดจะว่ายังไง แค่เขาให้ลดเวลาปิดคลับปิดบาร์ก็ตีโพยตีพายขอยืดความหายนะออกไปอีก    

  รัฐบาลทำท่าว่าจะเข้าใจในประเด็นเหล่านี้  ประกาศเอาคุณธรรมนำวิชาการ เรื่องของสังคมเห็นด้วยว่าควรมีหลักการ แต่กระบวนการน่าจะเป็นไปตามจริตของคน  ใครจะเอาอะไรนำหน้าก่อนหลังก็แล้วแต่ เพียงแต่ให้มันอยู่ในกรอบที่ควรจะเป็น   ผมชอบใจผู้นำจีน  ที่เขาอธิบายเรื่องทิศทางวัฒนธรรมและสังคมของชาติได้อย่างสง่าผ่าเผย

  นายหลี่ เผิง นายกจีน ตอบคำถามนักข่าวตะวันตกว่า ประเทศจีนเป็นประชาธิปไตยแบบตะวันตกไม่ได้ เพราะประชาชนจีนเป็นแบบเฉพาะตน ไม่มีวัฒนธรรมเฉกเช่นตะวันตกมารองรับ

เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความรู้ในธรรมชาติตรงไหน ขออนุญาตไม่ตอบเพราะตอบไปก็รู้ว่าเป็นคำตอบที่ S ท่านใดจะมาช่วยกาเครื่องหมาย R ขอเรียนเชิญครับ .