Meiji Shrine after midnight of Dec 31,2006. 

ภาพ Meiji Jingu หรือ Meiji Shrine นั่นเอง ในช่วงเวลาหลังเที่ยงคืนไปแล้วย่างเข้ีาปีใหม่ กับคนนับล้านในสายตาฉัน (จริง ๆ คงแค่ร่วมแสน) แต่เป็นคลื่นมนุษย์ที่ไหลไม่หยุดทั้งคืน

 
 

วันนี้เป็นวันแรกของปี   แต่กว่าจะอัพโหลดบล็อกก็คงเข้าไปวันที่ ๒ แล้ว ปีนี้มารับทุนวิจัยอยู่ญี่ปุ่นเลยจำต้องกัดฟันฝ่าลมหนาวออกไปสัมผัสสภาพสังคมญี่ปุ่นแบบตัวต่อตัวจริง ๆ  เสียหน่อย ตอนเที่ยงคืนวันที่ ๓๑ ธค. ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้ชื่อว่ารับทุนวิจัยสายสังคมศาสตร์

เพราะจริง ๆ แล้ว   สาเหตุที่เขาให้ทุน   ก็เพราะว่า เขาต้องการให้ได้มาอยู่ได้มาสัมผัสสังคมของเขาด้วยตนเองจริง ๆ นั่่นเอง   เพราะการอ่านหนังสือมากสักเพียงใดก็ไม่เท่ากับการได้มาเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้สัมผัส ได้ลิ้มรส ได้อยู่อาศัย ได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนและสังคมที่่นี่ี่จริง ๆ

 

สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น   สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ   ทำนองนั้น

 

แต่สิ่งที่ได้เห็น   และสิ่งที่ได้สัมผัส   คือการเบียดเสียดกับผู้คน   ไม่ว่าจะเป็นตอนเที่ยงคืนที่่ศาลเจ้าเมจิ หรือตอนบ่ายอีกวันที่วัดอาซะกุสะนั้น กลับทำให้รู้สึกเหมือนได้เข้าไปปฏิบัติธรรมอีกครั้ง   นั่นคือ มีอะไรให้ได้กำหนดและปลงสังเวชไม่น้อย  

เพราะไม่ว่าจะมองไปทางใด ก็ได้เห็นแต่ความเสื่อมไปของพระพุทธศาสนา หรือการเข้าถึงการฝึกปรือทางจิตวิญญาณ   ที่จะว่าไปแล้ว เคยเป็นจุดแข็งของญี่ปุ่นเมื่อหลายร้อยปีก่อน   ดังที่เราเคยได้อ่านกันในเรื่องราวร้อยพันของพระเซนและซามูไรทั้งหลาย

การไปวัด หรือ ศาลเจ้าในคืนปีใหม่ ก็เป็นเพียง "พิธีกรรม" หรือ "พิธีการ" สั้น ๆ ที่ประกอบไปด้วยการทำทานแบบไม่ได้ประณีตอะไร คือ โยนเหรียญลงไปในกล่อง แล้วก็อธิษฐานอ้อนวอน แล้วก็อาจจะมีซื้อเครื่องรางของขลังไปคุ้มครองที่บ้าน เหมือนลงยันต์กันผี และเสี่ยงเซียมซี ทำนองนั้น จากนั้น ก็จะเป็นงานรื่นเริงของวัด ก็เหมือนงานวัดเราดี ๆ นี่เอง คือ มีอาหารสารพัด มีการออกร้านต่าง ๆ มีตู้ให้โยนลูกบาสลงห่วง และสารพัดเกมที่หน้าตาเหมือนกันทั่วโลก 

 

แม้นแต่เมืองคามาคูระที่มี "หลวงพ่อโต" หรือ ไดบุทสุที่คุ้นตาชาวโลกนั้น ในแผ่นปลิวแนะนำวัด เขาบอกเพียงเป็นสิ่้งมหัศจรรย์ทางสถาปัตยกรรม และนักท่องเที่ยวก็ไปแค่ไปถ่ายรูปด้วยเท่านั้น อย่างเก่งก็ซื้อของที่ระลึกกลับบ้าน ซึ่ีงหนีไม่พ้นเครื่องราง ของขลังอยู่ดี

 

ความจริงเครื่องรางของขลัง นั้นถ้ามีการอธิบายที่มาที่ไปของการสวดมนต์ภาวนา ตอนที่่เขาทำให้มัน "ขลัง" นั้นหน่อยว่า การสวดมนต์นั้นมีอานิสงส์อย่างไรบ้าง ก็ยังดี

 

เช่น สวดแบบไม่รู้ความหมายเลยก็ยังได้ฝึกสมาธิสวดแบบรู้ความหมายก็อาจได้ศรัทธา เป็นกุศลทั้งคู่แล้วต่อให้ฝึกเจริญสติไปในระหว่างที่สวดคือรู้ัตามความเป็นจริงในการสวดออกเสียงก็ได้กุศลอีก เพราะสติเป็นเจตสิกฝ่ายกุศล อย่างนี้เป็นต้น

 

นอกจากนี้ ก็มีเรื่องผลของการสวดแผ่เมตตาลงไปในสิ่งต่าง ๆ ก็มีบทวิจัยยืนยันอยู่ ถ้ามีการให้ความรู้คนเช่นนี้ควบคู่กันไปบ้าง อย่างน้อยก็ได้ชื่อว่า ยังอิงอรรถ อิงธรรม

 

 แต่นี่่ ที่วัดหลวงพ่อโต ที่ีคามาคูระ ไม่มีทั้งปริยัติ และปฏิบัติ  ไม่มีการสอนทำสมาธิ ไม่มีการสอนการเจริญสติ คงแต่มีภาพนักท่องเที่ยวไปถ่ายภาพกับ "สิ่งมหัศจรรย์ทางสถาปัตยกรรม" ขนาดใหญ่เท่านั้น

 แล้วจะไม่ให้ฉันสลดใจได้อย่างไร? 

 

 
Daibutsu, Kamakura
 

Daibutsu, Kamakura อีกหนึ่งในบทพิสูจน์ถึงความเสื่อมของพุทธศาสนาในญี่ปุ่น

 

แต่นั่นก็คือ ความเสื่อมไปเป็นธรรมดาของสรรพสิ่งไม่ใช่หรือ? 
ในเมื่อรู้เช่นนี้แล้ว
จะสลดโศกเศร้าไปไยเล่า?

คงเป็นเพราะว่า ฉันรู้สึกเหมือนนี่เหมือนเป็นการนั่่งไทม์ แมชชีน ล่วงหน้ามาประเทศไทยในอนาคตนั่นเอง    และเป็นธรรมดา  ฉันก็ย่อมอดห่วงบ้านเมืองตนเองไม่ได้

หลายเดือนที่มาอยู่ที่ญี่ปุ่นนี้   ทำให้ตระหนักว่า   ที่พระพุทธองค์ทรงทำนายไว้ เรื่องความเสื่อมไปของพระพุทธศาสนานั้น เป็นเรื่องจริงอย่างไม่ต้องสงสัย  

 

แต่ที่น่าตระหนกก็คือ   ไม่นึกว่าจะเร็วขนาดนี้   หรือ ได้ทันเห็นในช่วงชีวิตนี้  คงได้แต่น้อมนำสิ่งที่เห็นเหล่านี้มาเตือนสติ   และเร่งสร้างความเพียรต่อไป  เพราะตนเท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่งแห่งตนได้  

 

ทุกครั้งที่ฉันมองไปรอบข้างสิ่งต่าง ๆ แล้วฉันสรุปลงที่เรื่องความเสื่อมไปของสรรพสิ่ง   ฉันก็มักจะนึกถึงประโยคนี้ของพระพุทธพจน์   ที่ี่อาจารย์
มักอัญเชิญมาเตือนสติพวกเราในคอร์สพัฒนาจิตเพื่อให้เกิดปัญญาและสันติสุขเสมอ

 

"...วันคืนล่วงไป ล่วงไป...เธอกำลังทำอะไรอยู่...."

 

ว่าแล้วก็ต้องเร่งเจริญสติต่อไป    เพราะดูเหมือนฉันจะปล่อยให้เวลาล่วงไป ล่วงไป อยู่อย่างนี้.......มานานเกินพอแล้ว