(6)

การฝึกทักษะการรู้เท่าทันการสื่อสาร : กรณีศึกษา



         คุณเพื่อนที่เคารพของดิฉันซึ่งทำงานอยู่ในสายธุรกิจต่างแดนแวะมาเยี่ยม และวิพากษ์ว่าเธอเคยอ่านเรื่อง การรู้เท่าทันการสื่อสาร ที่ดิฉันส่งไปให้ แล้วไม่เข้าใจ เพราะมองไม่เห็นเป็นรูปธรรม ดิฉันบอกว่างั้นขอช่วยลองไปอ่านกระทู้ ขอคำแนะนำเรื่อง...วิธีสอนแปลกๆ ดู เธอก็บอกว่าถ้าถามตอบเป็นท่อนๆ ก็ไม่อยากอ่าน ดิฉันเลยหมดมุข และบอกเพื่อนว่าเพื่อเห็นแก่ส้มตำปูปลาร้ามื้อเย็นซึ่งดิฉันจะเป็นเจ้ามือ ขอให้เธอมานั่งดูดิฉันสอน(เพียงสองคาบเรียน) แล้วช่วยบอกหน่อยว่าเข้าใจไหม ถ้าไม่เข้าใจ ดิฉันจะไม่ส่งอีเมลไปบ่นเรื่องนี้ให้เธอฟังอีกตลอดไป ( อนึ่ง สัญญาสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2549)



        เพื่อนได้พิณาแล้วเห็นว่าสมควรอนุมัติ เธอจึงได้ไปนั่งหาวหวอดๆอยู่ในชั้นเรียนชั่วโมงบ่าย ที่มีนักศึกษานั่งสะลึมสะลือรออยู่ จะเห็นได้ว่าท่านผู้ชมของดิฉันมีความพร้อมสูง(ที่จะหลับ)อยู่เสมอ แต่เดอะโชว์มัสสะเท่อะโกออน ดิฉันจึงเริ่มต้นสอนในคาบเรียนบ่าย ในหัวข้อหลักการเขียน ซึ่งเป็นท็อปปิกดับสุริยัน ทันทีที่ขึ้นต้นว่า เอกภาพ สัมพันธภาพ และสารัตถภาพ เด็กทุกคนจะพร้อมเพรียงกันหลับในใจ (คล้ายๆกับเลขคณิตคิดในใจ) แต่ดิฉันก็มิได้ย่อท้อ ยังคงปิ้งแผ่นใสแผ่นแล้วแผ่นเล่าต่อไปอย่างมุ่งมั่น เด็กๆที่ยังตื่นอยู่ก็จดกันมือเป็นระวิง ส่วนเพื่อนของดิฉันนั้นได้ก้มหน้าหลับเนียนๆอย่างมีความสุขอยู่หลังห้อง



        ขณะที่ทุกคน...(เอ้อ..เกือบทุกคน)กำลังตั้งใจเรียนอย่างมีสมาธิ ทันใดนั้น มีสุภาพสตรีท่านหนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่หน้าห้องเรียนและแจ้งดิฉันด้วยกริยาสุภาพอย่างยิ่งว่า ขออภัย เธอจะขอเวลาสักครู่ เพื่อนำสติ๊กเกอร์ของมูลนิธิเพื่อการกุศลมาขาย

        ดิฉันได้เดินไปแจ้งเธอที่หน้าห้องด้วยกริยาสุภาพอย่างยิ่งเช่นกันว่า ขออภัย ขณะนี้อยู่ในช่วงเวลาเรียน และดิฉันกำลังสอนนักศึกษาค้างอยู่


     เธอตอบว่าไม่เป็นไร ขอเวลานิดเดียว เธอไม่ได้รบกวนอะไร เพียงแต่จะแนะนำสติ๊กเกอร์เพื่อการกุศลเท่านั้น


       ดิฉันจึงแจ้งด้วยกริยาสุภาพอีกครั้งว่า เด็กกำลังเรียนค้างอยู่ และดิฉันจำเป็นต้องรีบดำเนินการให้เสร็จ

       เธอขมวดคิ้วและบอกว่า เธอมีหนังสืออนุญาตจากมหาวิทยาลัยมาด้วย เธอได้ติดต่อกับผู้บริหารแล้ว ไม่ได้เข้ามาโดยพละการ และเธอก็จะใช้เวลาเพียงไม่นาน ไม่ได้รบกวนมากมายอะไรเลย


        ดิฉันตอบอย่างสุภาพอีกครั้งว่า ขออภัยอย่างยิ่ง ขณะนี้ยังอยู่ในคาบการเรียนการสอน เวลาก็ใกล้จะหมดแล้ว ดิฉันต้องดำเนินการให้เสร็จ แล้วดิฉันก็กลับมาสอนต่อ

        ส่วนสตรีผู้ประสงค์จะขายสติ๊กเกอร์เพื่อการกุศลนั้นก็แสดงสีหน้าไม่พอใจ และยืนรีรออยู่หน้าห้องเรียนครู่หนึ่ง แล้วจึงเดินไปเสนอขายสติ๊กเกอร์ที่ห้องเรียนห้องถัดไป


        นักศึกษาจำนวนหนึ่งมองตามคล้ายจะสงสัยว่าทำไมดิฉันไม่อนุญาตให้เธอผู้นั้นเข้ามาในห้องเรียน ดิฉันเห็นเป็นโอกาสทอง จึงได้ถามเด็กทั้งห้องว่า เมื่อสักครู่นี้มีสุภาพสตรีท่านหนึ่งมาขอขายสติ๊กเกอร์เพื่อการกุศล แต่ครูไม่อนุญาตให้เข้าห้อง ถ้าคุณเป็นครูผู้สอน คุณจะอนุญาตให้เธอเข้ามาในห้องหรือไม่


       เด็กบางคนตอบว่าให้เข้า บางคนก็ตอบว่าไม่ให้เข้า ฝ่ายที่บอกว่าให้เข้า อ้างเหตุผลว่าสงสาร (มีความเมตตากรุณา) ฝ่ายที่บอกว่าไม่ให้เข้า ก็อ้างเหตุผลว่า เป็นการไม่สมควรที่จะรบกวนการเรียนการสอน(มีวินัย รู้กาลเทศะ)



          ดิฉันบอกเด็กว่าดีมาก!... ความเมตตา เป็นลักษณะเด่นของคนไทย เราต้องมีความเมตตาต่อผู้อื่น ต้องหัดแผ่เมตตาให้เป็นนิสัยทีเดียว และ การที่สตรีผู้หนึ่งต้องลำบากเดินฝ่าแดดร้อนเปรี้ยงยามบ่าย ขึ้นมาขายของถึงห้องเรียนชั้นสามของเรา แปลว่าเขาตั้งใจจริงที่จะทำงานหาเลี้ยงชีพ
 

          สติ๊กเกอร์ที่เขาขายก็คงมิใช่ของแพง แถมยังเป็นสติ๊กเกอร์เพื่อ การกุศลอีกด้วย


        อีกทั้งเขายังบอกว่ามีหนังสืออนุญาตจากมหาวิทยาลัย นั่นแสดงว่าเขาได้รับอนุญาตจากผู้บริหารแล้ว บุคคลภายนอกที่แจ้งเราว่าได้รับอนุญาตจากฝ่ายบริหารแล้ว แปลว่าเราในฐานะผู้ปฏิบัติก็ต้องเชื่อและควรอนุญาตมิใช่หรือ


         และอย่างไรก็ตาม จริงๆแล้วการที่มีใครสักคนเดินเข้าออกในห้องเรียน ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องรบกวนการสอนเสมอไป เช่น การที่นักศึกษาขออนุญาตไปห้องน้ำระหว่างที่ครูกำลังสอน ครูก็พยักหน้าให้ไป เป็นต้น ไม่เห็นจะรบกวนการสอนตรงไหน ดังนี้ ก็สมควรที่จะให้สุภาพสตรีผู้นี้เข้ามาในห้อง ใช่หรือไม่


          ฝ่ายสนับสนุน ตอบว่าใช่.. พร้อมกับปรบมือเกรียวแสดงความเห็นด้วยสุดชีวิต บางคนแสดงสีหน้าว่า เป็นไงล่ะ ฉันคิดถูกเห็นมะ.. .ในขณะที่ฝ่ายค้านบางคนทำหน้าไม่เห็นด้วยสุดขีด ดิฉันได้พูดต่อว่า



          ทีนี้...อันธรรมดาของการซื้อขายของนั้น เราในฐานะผู้ซื้อ มีสิทธิ์เลือกสินค้าจากผู้ขายที่หลากหลาย หรือต้องเลือกจากผู้ขายเพียงเจ้าเดียว เด็กตอบว่ามีสิทธิ์เลือกจากหลายๆเจ้า


          ดิฉันถามต่อว่า..เอ้า...งั้นถ้าเลือกและเทียบซื้อสินค้าจากผู้ขายได้เพียงเจ้าเดียว ก็แปลว่าถูกผูกขาดใช่หรือไม่ ถูกจำกัดสิทธิในการซื้อใช่หรือไม่


          เด็กๆเริ่มงงๆกับคำวิชาการ แต่ยังคงแข็งใจพยักหน้าคนละหงึกสองหงึก ดิฉันเลยเทศน์เอ๊ยพูดต่อว่า


         ขอให้ลองนึกถึงเวลาไปทานข้าวที่โรงอาหารนะคะ แม่ค้าที่โรงอาหารเคยขึ้นมาสั่งคุณถึงบนห้องเรียนนี้ไหมว่าเที่ยงวันนี้ต้องกินข้าวร้านฉัน เขาขึ้นมาเสนอขายคุณบนนี้ไหม หรือเขารออยู่ที่โรงอาหารข้างล่าง ให้คุณมีสิทธิ์เต็มที่ที่จะเป็นผู้เลือกซื้อกินจากเจ้าไหนก็ได้


        เด็กๆบอกว่าเธอเลือกกินเจ้าไหนก็ได้ แต่นี่มันสติ๊กเกอร์การกุศลอ่ะจารย์...เธอทำหน้าคล้ายจะบอกว่าดิฉันพูดไม่เข้าประเด็น


         ดิฉันถามว่า เอาอะไรมาพิสูจน์คะว่านั่นคือสติ๊กเกอร์การกุศลที่แท้จริง คุณมีเวลาพอไหมที่จะโทร.ไปเช็คว่าองค์กรนั้น หรือตัวตนของคนในองค์กรที่คนขายอ้างถึง มีตัวตนจริงหรือไม่ และหากใช้วิธีโทรเช็ค หรือเช็คออนไลน์ แน่ใจได้อย่างไรว่าปลายทางจะเป็นตัวตนจริงมิใช่ตัวตนลวง ที่มีจุดประสงค์เพื่อจะลวงเอาเงินคุณ แน่ใจได้ยังไงว่าเขาไม่ใช่พวกเดียวกัน


           และที่สำคัญ ถ้าเป็นองค์กรการกุศลที่รู้คิดจริงๆ แน่ใจหรือว่าเขาจะใช้เลือกวิธีส่งคนขายของขอเงินแบบไม่ดูกาลเทศะเช่นนี้ ขณะที่ครูบอกเขาไปอย่างสุภาพแล้วว่า เรากำลังมีการเรียนการสอน และเขาก็เห็นอยู่ตรงหน้า เขาก็ยังจะขอเข้ามาขายของเพื่อเอาเงินของเราให้ได้


            
              ในเวลาที่กำลังมีการเรียนการสอน คนขายของคนหนึ่งเดินเข้ามาและมาสั่งเราถึงในห้องเรียน   ให้หยุดการเรียนการสอน  เพื่อซื้อของๆเขา  เพราะคนขายของคนนั้นอ้างว่านี่คือกิจกรรมการกุศล เช่นนี้ถูกหรือไม่ นี่เป็นวิธีคิดที่สมเหตุสมผลแล้วใช่หรือไม่

              ถ้ามีผู้ขายของจากภายนอกที่เดินเข้ามารบกวนการเรียนการสอนเช่นนี้บ่อยๆ แปลว่าเราต้องทำตามที่เขาสั่ง

               คือหยุดการเรียนการสอน(แปลว่าหยุดรับผิดชอบหน้าที่ของเรา) และต้องไปรับผิดชอบตอบสนองความต้องการเงินของเขา

             "...คุณก็ต้องจ่ายเงินให้ คนที่คุณไม่รู้ว่าใคร เพื่อซื้อของที่แท้ๆแล้วผลิตโดยใคร ก็ไม่รู้   เพื่อจุดประสงค์ที่แท้จริงอย่างไร ก็ไม่รู้ อย่างนี้ทุกครั้งไปหรือไม่..!.."

          เด็กๆทำท่าคิดตาม คนที่ทำท่าจะเถียงก็เริ่มจะลังเล ดิฉันพูดต่อว่า..
ส่วนแผ่นสติ๊กเกอร์นั้นราคาไม่กี่บาทก็จริง แต่เงินไม่กี่บาทที่คุณจ่ายไป แน่ใจหรือว่าจะตกไปถึงองค์กรการกุศลจริงๆ


     และที่คุณบอกว่าเงินแค่ไม่กี่บาทก็ให้เขาไปเถิดนั่นนะ แปลว่าคุณกำลังสนับสนุนวิธีคิดและวิธีทำของคนเช่นไร คนที่อ้างการกุศล โดยเรียกร้องต้องการเงินจากนักศึกษา ณ เวลาที่นักศึกษากำลังนั่งเรียนอยู่ในห้องเรียนเช่นนี้ น่าจะใช่คนสุจริตจริงๆหรือไม่

            บัณฑิตในอนาคตอย่างพวกคุณ   คุณควรเกรงใจ    กลัว   หรือยอมตกเป็นเหยื่อเขาใช่หรือไม่


           เด็กเริ่มจะตอบว่า ไม่ๆๆๆ ทุกข้อ ดิฉันจึงอธิบายว่า ครูเองก็ไม่ได้คิดจะด่วนสรุปนะคะ ว่าคนที่มาขาย เขาจะมาหลอกเอาเงินเรา เพราะเขาอาจจะมาจากองค์กรการกุศลจริงๆก็ได้ และเรายังพอจะสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้


             แต่ครูขอนิดนึงว่าถ้าจะคิดเรื่องอะไร จะลงข้อสรุปในเรื่องใด ก็ขอให้เด็กๆคิดให้ครบ อย่าคิดตัดตอน อย่าสรุปเหมารวมเอาเฉพาะจุดที่เรามองเห็นด้วยตาเปล่า และเชื่อเอาจากสิ่งที่เห็นเฉพาะหน้า เพราะ เราต่างก็รู้กันอยู่ว่า ......สิ่งที่เห็นไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเสมอไป......


            เช่นเห็นผู้หญิงเดินมาขายของอันอ้างว่าเพื่อการกุศล ที่ห้องเรียนในเวลาเรียน ก็สรุปเอาว่าน่าสงสาร ต้องซื้อ เป็นต้น โดยไม่ได้มองว่า ณ กาลเทศะนั้น ใช่เวลาอันควรแก่การซื้อขายของหรือไม่ และที่มาที่ไปของผู้ขายนั้น แท้ๆแล้วเป็นอย่างไร ไม่ฉุกใจคิด ไม่ตรวจสอบไตร่ตรอง


            ลองคิดต่อไปอีกหน่อยไหมว่าผลของการซื้อขายในเวลาที่มิควร ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบแก่ใคร และกระทบอย่างไรบ้าง


            ผลของการสนับสนุนกิจกรรมทางลบ จะกลายเป็นแรงสนับสนุนให้คนหรือกลุ่มคนนั้น ทำในสิ่งลบสิ่งร้ายมากขึ้นอีกหรือไม่

        ครูขอให้ลองมองจากจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ มองที่มาที่ไปของจุดเริ่มต้นนั้น แล้วมองไปถึงจุดจบ มองให้เห็นผลลัพธ์ คือผลที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจ ที่ประจักษ์แก่ตา ณ ขณะนั้น


          และอย่าลืมมองให้เห็นผลกระทบสืบเนื่อง ที่จะเกิดต่อไปจากการตัดสินใจครั้งนั้นๆด้วย เพราะสักวันหนึ่งมันจะส่งให้เกิดผลย้อนกลับมาที่ตัวเรา ได้ทั้งทางบวกและทางลบอย่างต่อเนื่องยาวนาน แบบเหตุการณ์ในบ้านเมืองของเราตอนนี้

       เราทุกคนจะได้รู้เท่าทันการสื่อสาร...... ไม่ถูกเขาหลอกเอาอีกต่อไป!


         เด็กๆปรบมือเกรียว เมื่อดิฉันสรุปจบ (ด้วยความแน่ใจว่าจบแหงๆแล้ว ครูจะได้ปล่อยให้พวกเธอกลับบ้านเสียที เฮ้อ..... )

          ส่วนเพื่อนที่เคารพจากแดนไกลของดิฉันก็ได้งัวเงียตื่นขึ้นมาแบบเนียนๆตามเสียงปรบมืออย่างสง่าผ่าเผยเช่นเคย มื้อเย็นนี้เธอจะได้รับประทานส้มตำปูโดยมีดิฉันเป็นเจ้ามือหรือเปล่า เธอจะเข้าใจ การรู้เท่าทันการสื่อสาร ดีเพิ่มขึ้นเพียงไหน ดิฉันจะหายงอนเธอก่อนถึงมื้อเย็นหรือไม่ โปรดติดตามตอนต่อไป


Coming soon to the website near you ค่ะ 

 

 

ปรับจากกระทู้ การรู้เท่าทันการสื่อสาร  (Communication literacy)ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4