การฝึกทักษะการรู้เท่าทันการสื่อสาร : กรณีศึกษา

  ติดต่อ

 (6)

การฝึกทักษะการรู้เท่าทันการสื่อสาร : กรณีศึกษา



         คุณเพื่อนที่เคารพของดิฉันซึ่งทำงานอยู่ในสายธุรกิจต่างแดนแวะมาเยี่ยม และวิพากษ์ว่าเธอเคยอ่านเรื่อง การรู้เท่าทันการสื่อสาร ที่ดิฉันส่งไปให้ แล้วไม่เข้าใจ เพราะมองไม่เห็นเป็นรูปธรรม ดิฉันบอกว่างั้นขอช่วยลองไปอ่านกระทู้ ขอคำแนะนำเรื่อง...วิธีสอนแปลกๆ ดู เธอก็บอกว่าถ้าถามตอบเป็นท่อนๆ ก็ไม่อยากอ่าน ดิฉันเลยหมดมุข และบอกเพื่อนว่าเพื่อเห็นแก่ส้มตำปูปลาร้ามื้อเย็นซึ่งดิฉันจะเป็นเจ้ามือ ขอให้เธอมานั่งดูดิฉันสอน(เพียงสองคาบเรียน) แล้วช่วยบอกหน่อยว่าเข้าใจไหม ถ้าไม่เข้าใจ ดิฉันจะไม่ส่งอีเมลไปบ่นเรื่องนี้ให้เธอฟังอีกตลอดไป ( อนึ่ง สัญญาสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2549)



        เพื่อนได้พิณาแล้วเห็นว่าสมควรอนุมัติ เธอจึงได้ไปนั่งหาวหวอดๆอยู่ในชั้นเรียนชั่วโมงบ่าย ที่มีนักศึกษานั่งสะลึมสะลือรออยู่ จะเห็นได้ว่าท่านผู้ชมของดิฉันมีความพร้อมสูง(ที่จะหลับ)อยู่เสมอ แต่เดอะโชว์มัสสะเท่อะโกออน ดิฉันจึงเริ่มต้นสอนในคาบเรียนบ่าย ในหัวข้อหลักการเขียน ซึ่งเป็นท็อปปิกดับสุริยัน ทันทีที่ขึ้นต้นว่า เอกภาพ สัมพันธภาพ และสารัตถภาพ เด็กทุกคนจะพร้อมเพรียงกันหลับในใจ (คล้ายๆกับเลขคณิตคิดในใจ) แต่ดิฉันก็มิได้ย่อท้อ ยังคงปิ้งแผ่นใสแผ่นแล้วแผ่นเล่าต่อไปอย่างมุ่งมั่น เด็กๆที่ยังตื่นอยู่ก็จดกันมือเป็นระวิง ส่วนเพื่อนของดิฉันนั้นได้ก้มหน้าหลับเนียนๆอย่างมีความสุขอยู่หลังห้อง



        ขณะที่ทุกคน...(เอ้อ..เกือบทุกคน)กำลังตั้งใจเรียนอย่างมีสมาธิ ทันใดนั้น มีสุภาพสตรีท่านหนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่หน้าห้องเรียนและแจ้งดิฉันด้วยกริยาสุภาพอย่างยิ่งว่า ขออภัย เธอจะขอเวลาสักครู่ เพื่อนำสติ๊กเกอร์ของมูลนิธิเพื่อการกุศลมาขาย

        ดิฉันได้เดินไปแจ้งเธอที่หน้าห้องด้วยกริยาสุภาพอย่างยิ่งเช่นกันว่า ขออภัย ขณะนี้อยู่ในช่วงเวลาเรียน และดิฉันกำลังสอนนักศึกษาค้างอยู่


     เธอตอบว่าไม่เป็นไร ขอเวลานิดเดียว เธอไม่ได้รบกวนอะไร เพียงแต่จะแนะนำสติ๊กเกอร์เพื่อการกุศลเท่านั้น


       ดิฉันจึงแจ้งด้วยกริยาสุภาพอีกครั้งว่า เด็กกำลังเรียนค้างอยู่ และดิฉันจำเป็นต้องรีบดำเนินการให้เสร็จ

       เธอขมวดคิ้วและบอกว่า เธอมีหนังสืออนุญาตจากมหาวิทยาลัยมาด้วย เธอได้ติดต่อกับผู้บริหารแล้ว ไม่ได้เข้ามาโดยพละการ และเธอก็จะใช้เวลาเพียงไม่นาน ไม่ได้รบกวนมากมายอะไรเลย


        ดิฉันตอบอย่างสุภาพอีกครั้งว่า ขออภัยอย่างยิ่ง ขณะนี้ยังอยู่ในคาบการเรียนการสอน เวลาก็ใกล้จะหมดแล้ว ดิฉันต้องดำเนินการให้เสร็จ แล้วดิฉันก็กลับมาสอนต่อ

        ส่วนสตรีผู้ประสงค์จะขายสติ๊กเกอร์เพื่อการกุศลนั้นก็แสดงสีหน้าไม่พอใจ และยืนรีรออยู่หน้าห้องเรียนครู่หนึ่ง แล้วจึงเดินไปเสนอขายสติ๊กเกอร์ที่ห้องเรียนห้องถัดไป


        นักศึกษาจำนวนหนึ่งมองตามคล้ายจะสงสัยว่าทำไมดิฉันไม่อนุญาตให้เธอผู้นั้นเข้ามาในห้องเรียน ดิฉันเห็นเป็นโอกาสทอง จึงได้ถามเด็กทั้งห้องว่า เมื่อสักครู่นี้มีสุภาพสตรีท่านหนึ่งมาขอขายสติ๊กเกอร์เพื่อการกุศล แต่ครูไม่อนุญาตให้เข้าห้อง ถ้าคุณเป็นครูผู้สอน คุณจะอนุญาตให้เธอเข้ามาในห้องหรือไม่


       เด็กบางคนตอบว่าให้เข้า บางคนก็ตอบว่าไม่ให้เข้า ฝ่ายที่บอกว่าให้เข้า อ้างเหตุผลว่าสงสาร (มีความเมตตากรุณา) ฝ่ายที่บอกว่าไม่ให้เข้า ก็อ้างเหตุผลว่า เป็นการไม่สมควรที่จะรบกวนการเรียนการสอน(มีวินัย รู้กาลเทศะ)



          ดิฉันบอกเด็กว่าดีมาก!... ความเมตตา เป็นลักษณะเด่นของคนไทย เราต้องมีความเมตตาต่อผู้อื่น ต้องหัดแผ่เมตตาให้เป็นนิสัยทีเดียว และ การที่สตรีผู้หนึ่งต้องลำบากเดินฝ่าแดดร้อนเปรี้ยงยามบ่าย ขึ้นมาขายของถึงห้องเรียนชั้นสามของเรา แปลว่าเขาตั้งใจจริงที่จะทำงานหาเลี้ยงชีพ
 

          สติ๊กเกอร์ที่เขาขายก็คงมิใช่ของแพง แถมยังเป็นสติ๊กเกอร์เพื่อ การกุศลอีกด้วย


        อีกทั้งเขายังบอกว่ามีหนังสืออนุญาตจากมหาวิทยาลัย นั่นแสดงว่าเขาได้รับอนุญาตจากผู้บริหารแล้ว บุคคลภายนอกที่แจ้งเราว่าได้รับอนุญาตจากฝ่ายบริหารแล้ว แปลว่าเราในฐานะผู้ปฏิบัติก็ต้องเชื่อและควรอนุญาตมิใช่หรือ


         และอย่างไรก็ตาม จริงๆแล้วการที่มีใครสักคนเดินเข้าออกในห้องเรียน ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องรบกวนการสอนเสมอไป เช่น การที่นักศึกษาขออนุญาตไปห้องน้ำระหว่างที่ครูกำลังสอน ครูก็พยักหน้าให้ไป เป็นต้น ไม่เห็นจะรบกวนการสอนตรงไหน ดังนี้ ก็สมควรที่จะให้สุภาพสตรีผู้นี้เข้ามาในห้อง ใช่หรือไม่


          ฝ่ายสนับสนุน ตอบว่าใช่.. พร้อมกับปรบมือเกรียวแสดงความเห็นด้วยสุดชีวิต บางคนแสดงสีหน้าว่า เป็นไงล่ะ ฉันคิดถูกเห็นมะ.. .ในขณะที่ฝ่ายค้านบางคนทำหน้าไม่เห็นด้วยสุดขีด ดิฉันได้พูดต่อว่า



          ทีนี้...อันธรรมดาของการซื้อขายของนั้น เราในฐานะผู้ซื้อ มีสิทธิ์เลือกสินค้าจากผู้ขายที่หลากหลาย หรือต้องเลือกจากผู้ขายเพียงเจ้าเดียว เด็กตอบว่ามีสิทธิ์เลือกจากหลายๆเจ้า


          ดิฉันถามต่อว่า..เอ้า...งั้นถ้าเลือกและเทียบซื้อสินค้าจากผู้ขายได้เพียงเจ้าเดียว ก็แปลว่าถูกผูกขาดใช่หรือไม่ ถูกจำกัดสิทธิในการซื้อใช่หรือไม่


          เด็กๆเริ่มงงๆกับคำวิชาการ แต่ยังคงแข็งใจพยักหน้าคนละหงึกสองหงึก ดิฉันเลยเทศน์เอ๊ยพูดต่อว่า


         ขอให้ลองนึกถึงเวลาไปทานข้าวที่โรงอาหารนะคะ แม่ค้าที่โรงอาหารเคยขึ้นมาสั่งคุณถึงบนห้องเรียนนี้ไหมว่าเที่ยงวันนี้ต้องกินข้าวร้านฉัน เขาขึ้นมาเสนอขายคุณบนนี้ไหม หรือเขารออยู่ที่โรงอาหารข้างล่าง ให้คุณมีสิทธิ์เต็มที่ที่จะเป็นผู้เลือกซื้อกินจากเจ้าไหนก็ได้


        เด็กๆบอกว่าเธอเลือกกินเจ้าไหนก็ได้ แต่นี่มันสติ๊กเกอร์การกุศลอ่ะจารย์...เธอทำหน้าคล้ายจะบอกว่าดิฉันพูดไม่เข้าประเด็น


         ดิฉันถามว่า เอาอะไรมาพิสูจน์คะว่านั่นคือสติ๊กเกอร์การกุศลที่แท้จริง คุณมีเวลาพอไหมที่จะโทร.ไปเช็คว่าองค์กรนั้น หรือตัวตนของคนในองค์กรที่คนขายอ้างถึง มีตัวตนจริงหรือไม่ และหากใช้วิธีโทรเช็ค หรือเช็คออนไลน์ แน่ใจได้อย่างไรว่าปลายทางจะเป็นตัวตนจริงมิใช่ตัวตนลวง ที่มีจุดประสงค์เพื่อจะลวงเอาเงินคุณ แน่ใจได้ยังไงว่าเขาไม่ใช่พวกเดียวกัน


           และที่สำคัญ ถ้าเป็นองค์กรการกุศลที่รู้คิดจริงๆ แน่ใจหรือว่าเขาจะใช้เลือกวิธีส่งคนขายของขอเงินแบบไม่ดูกาลเทศะเช่นนี้ ขณะที่ครูบอกเขาไปอย่างสุภาพแล้วว่า เรากำลังมีการเรียนการสอน และเขาก็เห็นอยู่ตรงหน้า เขาก็ยังจะขอเข้ามาขายของเพื่อเอาเงินของเราให้ได้


            
              ในเวลาที่กำลังมีการเรียนการสอน คนขายของคนหนึ่งเดินเข้ามาและมาสั่งเราถึงในห้องเรียน   ให้หยุดการเรียนการสอน  เพื่อซื้อของๆเขา  เพราะคนขายของคนนั้นอ้างว่านี่คือกิจกรรมการกุศล เช่นนี้ถูกหรือไม่ นี่เป็นวิธีคิดที่สมเหตุสมผลแล้วใช่หรือไม่

              ถ้ามีผู้ขายของจากภายนอกที่เดินเข้ามารบกวนการเรียนการสอนเช่นนี้บ่อยๆ แปลว่าเราต้องทำตามที่เขาสั่ง

               คือหยุดการเรียนการสอน(แปลว่าหยุดรับผิดชอบหน้าที่ของเรา) และต้องไปรับผิดชอบตอบสนองความต้องการเงินของเขา

             "...คุณก็ต้องจ่ายเงินให้ คนที่คุณไม่รู้ว่าใคร เพื่อซื้อของที่แท้ๆแล้วผลิตโดยใคร ก็ไม่รู้   เพื่อจุดประสงค์ที่แท้จริงอย่างไร ก็ไม่รู้ อย่างนี้ทุกครั้งไปหรือไม่..!.."

          เด็กๆทำท่าคิดตาม คนที่ทำท่าจะเถียงก็เริ่มจะลังเล ดิฉันพูดต่อว่า..
ส่วนแผ่นสติ๊กเกอร์นั้นราคาไม่กี่บาทก็จริง แต่เงินไม่กี่บาทที่คุณจ่ายไป แน่ใจหรือว่าจะตกไปถึงองค์กรการกุศลจริงๆ


     และที่คุณบอกว่าเงินแค่ไม่กี่บาทก็ให้เขาไปเถิดนั่นนะ แปลว่าคุณกำลังสนับสนุนวิธีคิดและวิธีทำของคนเช่นไร คนที่อ้างการกุศล โดยเรียกร้องต้องการเงินจากนักศึกษา ณ เวลาที่นักศึกษากำลังนั่งเรียนอยู่ในห้องเรียนเช่นนี้ น่าจะใช่คนสุจริตจริงๆหรือไม่

            บัณฑิตในอนาคตอย่างพวกคุณ   คุณควรเกรงใจ    กลัว   หรือยอมตกเป็นเหยื่อเขาใช่หรือไม่


           เด็กเริ่มจะตอบว่า ไม่ๆๆๆ ทุกข้อ ดิฉันจึงอธิบายว่า ครูเองก็ไม่ได้คิดจะด่วนสรุปนะคะ ว่าคนที่มาขาย เขาจะมาหลอกเอาเงินเรา เพราะเขาอาจจะมาจากองค์กรการกุศลจริงๆก็ได้ และเรายังพอจะสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้


             แต่ครูขอนิดนึงว่าถ้าจะคิดเรื่องอะไร จะลงข้อสรุปในเรื่องใด ก็ขอให้เด็กๆคิดให้ครบ อย่าคิดตัดตอน อย่าสรุปเหมารวมเอาเฉพาะจุดที่เรามองเห็นด้วยตาเปล่า และเชื่อเอาจากสิ่งที่เห็นเฉพาะหน้า เพราะ เราต่างก็รู้กันอยู่ว่า ......สิ่งที่เห็นไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเสมอไป......


            เช่นเห็นผู้หญิงเดินมาขายของอันอ้างว่าเพื่อการกุศล ที่ห้องเรียนในเวลาเรียน ก็สรุปเอาว่าน่าสงสาร ต้องซื้อ เป็นต้น โดยไม่ได้มองว่า ณ กาลเทศะนั้น ใช่เวลาอันควรแก่การซื้อขายของหรือไม่ และที่มาที่ไปของผู้ขายนั้น แท้ๆแล้วเป็นอย่างไร ไม่ฉุกใจคิด ไม่ตรวจสอบไตร่ตรอง


            ลองคิดต่อไปอีกหน่อยไหมว่าผลของการซื้อขายในเวลาที่มิควร ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบแก่ใคร และกระทบอย่างไรบ้าง


            ผลของการสนับสนุนกิจกรรมทางลบ จะกลายเป็นแรงสนับสนุนให้คนหรือกลุ่มคนนั้น ทำในสิ่งลบสิ่งร้ายมากขึ้นอีกหรือไม่

        ครูขอให้ลองมองจากจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ มองที่มาที่ไปของจุดเริ่มต้นนั้น แล้วมองไปถึงจุดจบ มองให้เห็นผลลัพธ์ คือผลที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจ ที่ประจักษ์แก่ตา ณ ขณะนั้น


          และอย่าลืมมองให้เห็นผลกระทบสืบเนื่อง ที่จะเกิดต่อไปจากการตัดสินใจครั้งนั้นๆด้วย เพราะสักวันหนึ่งมันจะส่งให้เกิดผลย้อนกลับมาที่ตัวเรา ได้ทั้งทางบวกและทางลบอย่างต่อเนื่องยาวนาน แบบเหตุการณ์ในบ้านเมืองของเราตอนนี้

       เราทุกคนจะได้รู้เท่าทันการสื่อสาร...... ไม่ถูกเขาหลอกเอาอีกต่อไป!


         เด็กๆปรบมือเกรียว เมื่อดิฉันสรุปจบ (ด้วยความแน่ใจว่าจบแหงๆแล้ว ครูจะได้ปล่อยให้พวกเธอกลับบ้านเสียที เฮ้อ..... )

          ส่วนเพื่อนที่เคารพจากแดนไกลของดิฉันก็ได้งัวเงียตื่นขึ้นมาแบบเนียนๆตามเสียงปรบมืออย่างสง่าผ่าเผยเช่นเคย มื้อเย็นนี้เธอจะได้รับประทานส้มตำปูโดยมีดิฉันเป็นเจ้ามือหรือเปล่า เธอจะเข้าใจ การรู้เท่าทันการสื่อสาร ดีเพิ่มขึ้นเพียงไหน ดิฉันจะหายงอนเธอก่อนถึงมื้อเย็นหรือไม่ โปรดติดตามตอนต่อไป


Coming soon to the website near you ค่ะ 

 

 

ปรับจากกระทู้ การรู้เท่าทันการสื่อสาร  (Communication literacy)ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 70485, เขียน: , แก้ไข, , สัญญาอนุญาต: ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆ, ความเห็น: 8, อ่าน: คลิก

คำสำคัญ (Tags) #กรณีศึกษา#การฝึกทักษะการรู้เท่าทันการสื่อสาร

บันทึกล่าสุด 

ความเห็น (8)

Joe
IP: xxx.7.241.134
เขียนเมื่อ 

ผมไม่เข้าใจเพราะนึกภาพไม่ออกน่ะ  ที่จริงสอนสนุกดีไม่น่าเบื่อหรอก  ผมยืนยันว่าไม่ได้หลับคับ แค่งีบๆไปนิดหน่อยแต่ก็ตามทันนะ   ทันตอนปรบมือเกรียวพอดีเลยคับ ;)

Joe ขอบคุณครับที่อนุมัติในหลักการ
IP: xxx.7.241.134
เขียนเมื่อ 

นึกออกเรื่องนึง กับผู้ฟังบางกลุ่มใช้คำนามธรรมเค้านึกภาพไม่ออก คล้ายๆกับขาดระบบคิดเชิงนามธรรม  เลยไปกระทบระบบคิดที่เป็นเหตุเป็นผลด้วย  ต้องเห็นภาพเป็นรูปธรรมถึงจะนึกออกเห็นภาพว่าจะได้รับผลกระทบยังไง  เค้าไม่เห็นว่าอะไรเป็นเหตุเลยไม่เข้าใจว่าจะเกิดผลแบบนั้นได้ยังไง นึกตัวอย่างไม่ออกแต่เหมือนวันนั้นที่บนโน้นน่ะคับ คงยังไม่ลืมนะ ;)

สวัสดีค่ะคุณเพื่อนที่เคารพ

ขอบคุณนะคะที่ตัดสินใจเข้ามายืนยันโดยใช้เวลาคิดร่วมสามปี และเสียใจด้วยนะคะที่คำยืนยันไม่เป็นผล  เพราะภาพมันฟ้อง  ไม่เชื่อถามทีมดูได้ : )  

ขอบคุณด้วยนะคะที่ชมว่าสอนสนุก  สอนจนคนหลับได้นี่น่าภูมิใจแทบแย่ละ แต่ที่นึกภาพไม่ออกนี่เข้าใจจริงๆนะ  เราพยายามอธิบายเท่าไหร่ก็ไม่มีใครเข้าใจว่าเราทำอะไร  ทุกคนทำหน้างงสม่ำเสมอเท่าๆกัน  ด้วยค่าความเชื่อมั่นที่ระดับ 0.5  มีแต่บัดดี้กับหัวหน้านี่แหละที่ทำท่าเข้าใจเราได้สมจริงที่สุดในโลก : ) 

ตกลงว่าตื่นเอ๊ยตามทันตอนปรบมือเกรียวใช่แมะ  เลยไม่ได้เห็นตอนที่เราโดนค้อนขวับๆละซิ    เอาเถอะ...เราให้อภัย เอ๊ยเราทำใจได้ ขนาดระดับ ฟ้าจรดทราย กับ ข้างหลังภาพ บัดดี้ยังเสด็จงีบได้ต่อหน้าต่อตา  แบบว่า"ออมแรง"ไว้ก่อนใช่ปะ  ผลของการฝึกมาอย่างดีนะนี่  เกือบอดกินส้มตำเลยเห็นแมะ   อิอิอิ

อืมม์...เรื่องระบบคิดนามธรรม(อันเนื่องด้วยมโนธรรมขั้นสูง)นี่เราก็นึกออกเห็นภาพตามไปด้วยเลย    ตรรกะ(วิธีคิดและการลงข้อสรุป)นี่เรื่องใหญ่เลยนะ  เราฝึกเด็กๆเรื่องนี้บ่อยๆเพราะเราอ่อนด้อยเรื่องนี้แหละ  เด็กๆคงรำคาญเราน่าดูแต่เราทำใจได้ 

อย่าว่าแต่เรื่องใหญ่ๆเลยนะ เอาพื้นฐานอย่างเรื่องส่งงานบนโต๊ะ วิธีวางงาน การเลื่อนชิ้นงานที่ส่งมาก่อนหน้า การหันหัวชิ้นงานอย่างเหมาะสม  การตั้งป้ายให้ถูกที่  การยืนใน space ในแบบต่างๆ  ฯลฯ มันสื่อความหมายและส่งผลกระทบ รวบถึงผลสืบเนื่องทั้งสิ้น แต่เด็กน้อยคนเหลือเกินที่จะคิดไปถึง ที่สนุกกว่านั้นคือการสื่อสารซึ่ง(เกือบ)ทุกคนคิดว่าไม่เห็นจะต้องสอน  ขืนมัวแต่สนใจเรื่องเล็กๆน้อยๆก็พอดีไม่ต้อง"สอน"กัน คือแค่แปลจากการฝึกเป็นการสอนก็จบแล้วอะ   เราอธิบายลำบากเหมือนกัน และขืนอธิบายทุกคนก็คงไม่เป็นอันฝึก 

เราก็เลยจับไปทำงานทุกงานที่เราเข้าไปเกี่ยวข้อง  ฝึกการสื่อสารทุกรูปแบบ ชุดหลังนี่ยากหน่อยเรื่อง eye contact  และสกรีนคุณสมบัติพื้นฐานอย่างง่ายๆจากการ"ไม่เอา  ไม่รับ  ไม่กิน"  น้ำหยดเดียวเราก็ไม่ให้แตะ  ถ้าทำได้  เราอัญเชิญไปเป็นหัวหน้าหมดเลย  พวกเค้าเป็นหัวหน้าได้ดีจริงๆนะ  การไม่มักได้ทำให้เค้ามีตบะ  และตบะชุดนี้และจะพัฒนาไปเป็นบารมี คนที่มีบารมีดี วาสนาจะตามมาเอง ตกลงว่าหลับยังอะ  นี่ยังไม่ถึงข้างหลังภาพเลยนะ  แค่ข้างหน้ากับข้างๆเอง ... อิอิอิ

ยังไงก็ขอบคุณที่ออกมาคุยกันหน้าบ้านนะบัดดี้  เราก็ออกมาต้อนรับหน้าบ้านด้วยความเต็มใจ   ถึงแม้จะมีเวลาจำกัดมากอย่างที่เห็น  วันนั้นเรายังไม่ได้นอนเลยนะนั่น  และขอบคุณมากที่บอกเราเรื่องบันทึกน้อง   บอกแล้วว่าเราต้องหาจนเจอ  และที่เจอต้องเป็นของจริง  บัดดี้อ่านแล้วใช่ไหม  มิตรแท้ยังมีอยู่จริง กัลยาณมิตรที่แท้ก็มีอยู่จริงเหมือนกัน   ตานี้เชื่อเรายัง    : )

อ้อ..  วันโน้นบนนั้นนะเราไม่ลืมหรอก เพราะปีนขาแทบขวิด ถ้าแปลงร่างได้เราคงร้องมอๆๆๆไปแล้ว  ขนาดระดับบนนะนั่นนะ  แต่เอาเฮอะ ถ้าคิดแบบผ้าห่มกับช้อนซ่อมอย่างนั้นได้  ก็ไม่แปลกใจหรอก ชักเห็นด้วยกับบัดดี้แฮะ ไม่ใช่แค่ถามว่าคิดได้ไฮ  แต่ต้องถามว่าใช้อะไรคิด 
 ที่เรากลัว..คือกลัวเค้าตอบว่าใช้อย่างเดียวกับที่เราคิดว่าเค้าคิดอะแหละ  ...น่าหวาดหวั่นมากนะบัดดี้... อิอิอิอิ 

สวัสดีค่ะ

  • สมัยที่เผยแพร่ในวิชาการดอทคอม
  • เด็ก ๆของดิฉันชอบอ่านมากค่ะ
  • และนำไปว่า..เปรียบเทียบจนติดปากนะคะ
  • "รู้เท่าทันการสื่อสาร"
  • ดีใจที่ได้อ่านอีกครั้งค่ะ

สวัสดีค่ะครูคิม : )

ขอบพระคุณมากค่ะ ถ้อยคำของครูคิมทำให้เกิดกำลังใจที่ดีเสมอ  และดีใจจังค่ะที่เด็กๆเข้าใจ  ดิฉันเคยขำตัวเองว่าบ่นอะไรอยู่ได้คนเดียวเป็นปี  พอกลับไปอ่านที่วิชาการด็อตคอมอีกทีก็นึกชื่นใจ  คืออย่างน้อยก็มีเด็กๆแวะเข้าไปอ่านบ้าง และแค่มีคนเข้าใจสักคนสองคนก็ดีใจมากแล้วค่ะ 

ดิฉันเพิ่งเสร็จภารกิจที่ทำให้ไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาสองคืน วันนี้ได้พักเต็มที่ เลยมีแรงมาออนไลน์และได้พบกัลยาณมิตรที่คิดถึง  รู้สึกดีใจจังค่ะ  : )   ขอบพระคุณมากอีกครั้งที่ครูคิมแวะมาเยี่ยมกันเสมอๆนะคะ 

 เราทุกคนจะได้รู้เท่าทันการสื่อสาร...... ไม่ถูกเขาหลอกเอาอีกต่อไป!

อ่านสนุกจังคะ พาให้คิดว่า นักเรียนคงเรียนแบบลุกนั่งสบายไม่น่าจริงที่..หลับเนียน ๆ

(แอบ)คิดไปคิดมา หญิงคนที่เข้ามาสื่อสาร กับอาจารย์ ได้เป็นตัวประกอบ(หรือตัวเอก)ในเล็คเชอร์นี้ไปด้วย

เพราะมีนักเรียนลุกมาร่วมแสดงความคิดเห็น !!!

***   ***   ***

เปลี่ยนเรื่องนิดค่ะ วันนี้หมอเล็กไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารย่อม ๆ มีเด็กหญิงและเด็กชาย พี่น้อง

เธอมาสื่อสาร เราพอรู้ว่าถูกหลอก..รู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก  เพราะเธอและเขาพูดว่าคุณพี่สวยและหล่อขา ช่วยหนูสองคนซื้อมะขามคลุกหน่อยนะคะ วันนี้ยังขายไม่ได้เลย

หลอก1.โต๊ะก่อนหน้าเรา..ซื้อไปหนึ่งถุง

หลอก2.เราไม่ใช่วัยคุณพี่ของหนูเขาแล้ว..

(ไม่)หลอก3. เราสวย? สามีหล่อ?

ในที่สุดซื้อตั้งสามถุงแน่ะค่ะ

แต่ที่ซื้อเพราะ สามีคุยกับหนูเด็กหญิงว่า หนูตั้งเป้าขายกี่ถุงคะ

หนูเขาตอบฉาดฉานว่า สิบค่ะ

สามีจึงชื่นชมว่า "มีความมุ่งมั่นดี"

แล้วเสริมอีกว่า"น่าเชิญไปเป็นวิทยากรที่บริษัท" (ฮา นิดนะคะ) 

แวะทักทายและเลย รตสว ค่ะ

สวัสดีค่ะคุณหมอเล็ก ภูสุภา

พี่แอมป์ขออภัยที่ขำไปก่อนที่หมอเล็กจะบอกว่า "ฮา นิดนะคะ"  คือหัวเราะกิ๊กไปตั้งแต่ข้อ 3 น่ะค่ะ  แบบว่าขำจริงๆ  แม่หนูเธอฉาดฉานเป็นอันมาก     : )   : ) 

เรื่องเด็กๆมาขายของนี้ พี่แอมป์ก็เต็มใจให้หลอกบ้างในตอนต้น และถามความจริงในตอนท้าย  ถ้าสัมผัสได้ว่าที่บอกมาจริงแน่ๆก็จะซื้อเพิ่ม  ขอเพียงหนูสื่อสารกับป้าด้วยความบริสุทธิ์ใจเท่านั้น     แต่ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากดอกค่ะ  หากช่วยได้ก็ช่วยไปตามสมควร

อ่า.. คิดไปคิดมา วิทยากรตัวน้อยนี้น่าจะให้ข้อคิดอะไรดีๆได้มาก  เคยคุยกับเด็กๆเหล่านี้ด้วยความจริงใจ  ชีวิตเขามีอะไรที่ทำให้เราได้เข้าใจจากอีกมุมมองได้ดีมากเลยค่ะ  
... เลยเรียนฝากว่าเชิญเมื่อไหร่พี่แอมป์จองคิวด้วยคน : ) 

ขอบพระคุณที่หมอเล็กแวะมาทักทายและกล่าว รตสว นะคะ  อ่า..รต นี่ไม่กระไร แต่ "สว" นี่พี่ฟังแล้วสะดุ้งเฮือกด้วยความร้อนตัวทุกทีไปอะค่ะ  อิอิอิอิ