วันนี้วันที่1ม.ค.50 ดิฉันขออวยพรให้ทุกๆท่านที่เป็นเพื่อนร่วมทางจงมีความสุขตามเหตุและปัจจัยที่ได้กระทำมา ขอให้สมปรารถนาตลอดปีนี้ค่ะ
ในวันปีใหม่นี้ดิฉันเริ่มต้นด้วยการไปทำบุญตักบาตรที่สถาบันที่ท่าน น.พ.ประกอบ อดีตผู้อำนวยการได้พาพวกเราทำมาเป็นเวลามากกว่า20-30 ปี มีการเชิญชาวบ้านที่อยู่รอบสถาบันมาร่วมทำบุญด้วย
ปีนี้ทางกลุ่มอำนวยการเป็นคนดำเนินการ มีคุณจันทราเข้ามาช่วยจัดการให้และมี คุณเก่ง จากงานช่างบำรุงเป็นคนพาทำพิธีกรรมต่างๆ สถาบันนิมนต์พระจากวัดพุทธปัญญามาร่วมงาน ดิฉันคาดหวังจากเก่งในฐานะที่เคยบวชว่าจะทำได้อย่างลื่นไหล แต่พอมีปัญหาขัดข้องดิฉันก็เกิดกิเลศขึ้นมาในใจ ทำให้ขัดใจ แต่พอตามดูจิตตัวเองทัน กิเลสก็หายไปได้ เกิดความเมตตาแทน รองศิริชัยมานั่งสั่งการอย่างพอใจในผลงาน ความจริงเก่งทำได้ดีพอควรในการทำหน้าที่ครั้งแรก ดิฉันไปตั้งเป้าและคิดเอาเองค่ะ
ปีนี้เราทำต่างจากเดิมคือรีบประกาศเชิญผู้มาร่วมงานร่วมทานข้าวต้มและน้ำเต้าหู้ที่สถาบันนำมาเลี้ยง งานดูคึกคักขึ้น น้าหันคนเก่าของบำราศที่เกษียณไปแล้วได้มาร่วมทำบุญและถือขันเชิญชวนร่วมบริจาคทำให้ได้เงินร่วมสร้างวัดเพิ่มจากที่เราถวายพระค่ะ หลังจากนั้นดิฉันไปทำบุญที่วัดอัมพวันที่สิงห์บุรีซึ่งปีนี้ดิฉันพบว่าคนมากจริงๆทำให้ดิฉันไม่มีโอกาสมองหน้าหลวงพ่อซึ่งปกติท่านจะพยักหน้าให้ไปทานอาหารที่วัดทุกครั้งที่ไปกราบท่าน หลังจากกลับจากวัดก็กลับบ้านมาทำงานเพื่อเตรียมงานที่ท่านอธิบดีกำลังหาช่องทางช่วยให้ประเมิน ว ต่อไปซึ่งยังไม่รู้อนาคตแน่นอนว่าจะทันหรือไม่
เนื่องจากปีนี้จะครบ60ปีทำให้ดิฉันอธิษฐานจิตไม่กินเนื้อสัตว์ในวันที่1-2ม.ค.50 ครั้งแรกตั้งใจจะไปปฏิบัติธรรมถือศีลประมาณ3วัน เนื่องจากมีนัดกับเพื่อนสามีในวันที่31ทำให้ไม่สามารถกินมังสวิรัตได้ กลับจากวัดดิฉันมาอ่านปฏิทินเก่าๆที่ตัดเก็บไว้ มีหนึ่งหน้าที่เขียนคำเตือนใจดิฉันว่า We must view the world as it is, not as we would like it to be. เราต้องมองโลกอย่างที่มันเป็น ไม่ใช่มองอย่างที่เราอยากให้เป็น
เมื่อเช้าดิฉันคงมองโลกอย่างที่ดิฉันอยากให้เป็นทำให้ดิฉันตามอารมณ์ไม่ทันค่ะ การดูจิตบ่อยๆทำให้เรามีสติมากขึ้นและตามอารมณ์ได้ดีขึ้นบ้างค่ะ สวัสดีปีใหม่ค่ะ
เท่าที่ติดตามอ่านของหมอมานะครับ จะมีอย่างหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์เลยคือ หากหมอมีอารมณ์อย่างไร หมอก็จะเล่าติดมาในเรื่องอย่างตรงไปตรงมาเสมอครับ เช่นบันทึกนี้ "ดิฉันคาดหวังจากเก่งในฐานะที่เคยบวชว่าจะทำได้อย่างลื่นไหล แต่พอมีปัญหาขัดข้องดิฉันก็เกิดกิเลศขึ้นมาในใจ ทำให้ขัดใจ" (ต้องอ่านต่อให้จบตอนนะครับ) หากผมเป็นเก่ง ผมจะยิ้มแก้มปริเลยครับ
ผมจะมายิ้มก็ตรงที่หมอบอกว่า "We must view the world as it is, not as we would like it to be. เราต้องมองโลกอย่างที่มันเป็น ไม่ใช่มองอย่างที่เราอยากให้เป็น"
บางครั้งความคาดหวังของเราเมื่อมองคนรอบข้างมักจะคาดหวังไว้สูงแต่เมื่อเขาไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวังก็ต้องมาตั้งจิตใหม่เพื่อให้กระแสจิตช่วยให้คนรอบข้างนั้นๆเป็นให้ใกล้เคียงกับที่เราต้องการคะ
สวัสดีปีใหม่ค่ะ
ขออนุโมทนาบุญกับท่านผอ.ด้วยค่ะ.....สาธุ
ขออนุโมทนากับท่าน ผอ.ด้วยค่ะ
การดูจิตบ่อยๆทำให้เรามีสติมากขึ้นและตามอารมณ์ได้ดีขึ้นบ้าง
ฝึกอยู่เมือนกันค่ะ แล้วก็รู้สึกดีที่เรียนรู้จิต และฝึกให้รู้เท่าทันมัน ทำให้เรามีสติมากขึ้นค่ะ และปัจจุบันจะตั้งจิตทานมังสะวิรัติในวันพระและวันอาทิตย์ที่ไปวัดค่ะ จิตใจผ่องใสขึ้นค่ะท่าน ผอ.
ขออำนวยพรให้ท่าน ผอ.มีความสุข ปราศจาคโรคภัยทั้งปวง ตลอดปี และตลอดไปค่ะ
ขอบคุณทุกคนที่มา ลปรร และให้พรค่ะ
สวัสดีปีใหม่ครับ ผอ. และขอบพระคุณสำหรับประโยคเด็ด “ We must view the world as it is, not as we would like it to be. เราต้องมองโลกอย่างที่มันเป็น ไม่ใช่มองอย่างที่เราอยากให้เป็น” ซึ่งทำให้ทีมงานของเรามีแง่มุมการทำตนให้มีความสุขเพิ่มมากขึ้นในปีนี้แล้วครับ
"สวัสดีปีใหม่ 2550"
..ทางธุรการกลุ่มฯก็ขออนุโมทนาบุญกับท่านผู้อำนวยการด้วยค่ะ...สาธุ..สาธุ..สาธุ...
ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ อ้อมก็ปฏิบัติเช่นเดียวกับท่านผอ.ค่ะ ชอบดูจิต จะจับความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ได้ดี ทำให้เราสามารถควบคุมตัวเองได้ ไม่ให้หลุด ทำหรือพูดในสิ่งที่จะไปกระทบคนอื่นๆ ทำให้เขาเดือดร้อนใจ เพราะใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว ถ้าฝึกมากๆ จะช่วยให้เราไม่ทำผิดทั้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม
ขอบคุณที่เรามา ลปรร ค่ะ
จะพยายามใช้คาถาตามที่ท่าน ผอ. บันทึกไว้นะคะ ” We must view the world as it is, not as we would like it to be.” ขอบพระคุณมากค่ะ