วันนี้วันที่ 1 . .50      ดิฉันขออวยพรให้ทุกๆท่านที่เป็นเพื่อนร่วมทางจงมีความสุขตามเหตุและปัจจัยที่ได้กระทำมา      ขอให้สมปรารถนาตลอดปีนี้ค่ะ

ในวันปีใหม่นี้ดิฉันเริ่มต้นด้วยการไปทำบุญตักบาตรที่สถาบันที่ท่าน  น . . ประกอบ อดีตผู้อำนวยการได้พาพวกเราทำมาเป็นเวลามากกว่า 20-30 ปี      มีการเชิญชาวบ้านที่อยู่รอบสถาบันมาร่วมทำบุญด้วย 

 ปีนี้ทางกลุ่มอำนวยการเป็นคนดำเนินการ      มีคุณจันทราเข้ามาช่วยจัดการให้และมี คุณเก่ง จากงานช่างบำรุงเป็นคนพาทำพิธีกรรมต่างๆ     สถาบันนิมนต์พระจากวัดพุทธปัญญามาร่วมงาน        ดิฉันคาดหวังจากเก่งในฐานะที่เคยบวชว่าจะทำได้อย่างลื่นไหล       แต่พอมีปัญหาขัดข้องดิฉันก็เกิดกิเลศขึ้นมาในใจ ทำให้ขัดใจ           แต่พอตามดูจิตตัวเองทัน กิเลสก็หายไปได้ เกิดความเมตตาแทน          รองศิริชัยมานั่งสั่งการอย่างพอใจในผลงาน       ความจริงเก่งทำได้ดีพอควรในการทำหน้าที่ครั้งแรก      ดิฉันไปตั้งเป้าและคิดเอาเองค่ะ

 ปีนี้เราทำต่างจากเดิมคือรีบประกาศเชิญผู้มาร่วมงานร่วมทานข้าวต้มและน้ำเต้าหู้ที่สถาบันนำมาเลี้ยง          งานดูคึกคักขึ้น           น้าหันคนเก่าของบำราศที่เกษียณไปแล้วได้มาร่วมทำบุญและถือขันเชิญชวนร่วมบริจาคทำให้ได้เงินร่วมสร้างวัดเพิ่มจากที่เราถวายพระค่ะ         หลังจากนั้นดิฉันไปทำบุญที่วัดอัมพวันที่สิงห์บุรีซึ่งปีนี้ดิฉันพบว่าคนมากจริงๆทำให้ดิฉันไม่มีโอกาสมองหน้าหลวงพ่อซึ่งปกติท่านจะพยักหน้าให้ไปทานอาหารที่วัดทุกครั้งที่ไปกราบท่าน     หลังจากกลับจากวัดก็กลับบ้านมาทำงานเพื่อเตรียมงาน ที่ท่านอธิบดีกำลังหาช่องทางช่วยให้ประเมิน ว ต่อไปซึ่งยังไม่รู้อนาคตแน่นอนว่าจะทันหรือไม่         

เนื่องจากปีนี้จะครบ 60 ปีทำให้ดิฉันอธิษฐานจิตไม่กินเนื้อสัตว์ในวันที่ 1-2 . .50     ครั้งแรก ตั้งใจจะไปปฏิบัติธรรมถือศีลประมาณ 3 วัน      เนื่องจากมีนัดกับเพื่อนสามีในวันที่31ทำให้ไม่สามารถกินมังสวิรัตได้       กลับจากวัดดิฉันมาอ่านปฏิทินเก่าๆที่ตัดเก็บไว้         มีหนึ่งหน้าที่เขียนคำเตือนใจดิฉันว่า            We  must  view  the  world  as  it  is,  not  as  we  would  like  it  to  be.  เราต้องมองโลกอย่างที่มันเป็น  ไม่ใช่มองอย่างที่เราอยากให้เป็น 

 เมื่อเช้าดิฉันคงมองโลกอย่างที่ดิฉันอยากให้เป็นทำให้ดิฉันตามอารมณ์ไม่ทันค่ะ         การดูจิตบ่อยๆทำให้เรามีสติมากขึ้นและตามอารมณ์ได้ดีขึ้นบ้างค่ะ     สวัสดีปีใหม่ค่ะ