เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ความก้าวหน้าของ เทคโนโลยีดิจิทัล จะเป็นตัวการ disrupt ระบบต่างๆ ในประเทศไทย     รวมทั้งระบบอุดมศึกษา  ที่เราจะต้องช่วยกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในระดับเปลี่ยนโฉมหรือเปลี่ยนขาด (transformation)   

ในการสัมมนาระดมความคิดเห็นเชิงนโยบาย (Retreat) ระหว่างกรรมการสภามหาวิทยาลัยและผู้บริหารมหาวิทยาลัย ประจำปี ๒๕๖๕ ของ มช. เรื่อง “Digital Transformation” ที่ภูเก็ต เมื่อวันที่ ๒๓ - ๒๔ เมษายน   ผมได้ฟังเรื่องการ transform ธนาคารไทยพาณิชย์   ธนาคารแห่งประเทศไทย   จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย    และ ปตท. สผ.  ในบริบทและกลยุทธที่แตกต่างกัน    แต่ผมสรุปว่า มีเป้าหมายเดียวกัน คือหนีตาย

มหาวิทยาลัยไทยจะยังไม่คิด transform ตัวเอง   หากยังไม่ตระหนักว่า    ตนมีอนาคต ๒ แบบเท่านั้น คือ เปลี่ยนโฉม หรือ ตาย   

มหาวิทยาลัยของรัฐ ไม่คิดเปลี่ยนโฉม เพราะสมาชิกหลงเชื่อว่าในอนาคตเหตุการณ์จะเหมือนเดิม    หรือต้องการการปรับตัวเพียงเล็กๆ น้อยๆ อย่าง ๑๐ ปีที่ผ่านมา     

หลงคิดว่า ตลาดอุดมศึกษาเป็นตลาดของผู้ให้บริการอย่างเดิม ในลักษณะกึ่งผูกขาด    ไม่คิดว่า ตลาดกำลังเป็นของผู้เข้าเรียนมากขึ้นเรื่อยๆ   โดยที่ตัวเลือกที่ไม่ใช่อุดมศึกษาแบบที่มีอยู่ในปัจจุบัน กำลังเข้ามาแย่งตลาดแบบที่เราไม่รู้ตัว   

ผมคาดเดาว่าใน ๑๐ ปีข้างหน้า    มหาวิทยาลัยที่เป็นของรัฐ ที่เข้าใจและเอาจริงเอาจังกับการเปลี่ยนโฉม จะอยู่รอด    โดยเปลี่ยน business model  และเปลี่ยน organization model ไปโดยสิ้นเชิง   และจะมีมหาวิทยาลัยที่เป็นของรัฐอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องตายไป   

ในที่ประชุมมีการเน้นกลยุทธสร้างการเชื่อมต่อ (alignment) ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย   เพื่อสร้างคุณค่าและมูลค่าที่ลูกค้าหรือผู้ใช้บริการต้องการ    เปลี่ยนกระบวนทัศน์จากเน้นด้านผู้ให้บริการ ไปเป็นเน้นความต้องการของผู้ใช้บริการ

มหาวิทยาลัยไทยหนีตายได้ด้วยคาถา    เปิดใจรับรู้ความต้องการภายนอก   ปรับตัวสนองความต้องการนั้น    และทำงานแบบร่วมเป็นภาคีกับภาคชีวิตจริง

นอกจากหนีตายได้สำเร็จ  ยังอาจเปลี่ยนโฉมเป็น มหาวิทยาลัย 10X ได้ด้วย    คือมีประสิทธิภาพกว่าเดิม ๑๐ เท่า    แต่ต้องทำงานในกระบวนทัศน์ใหม่    ต้องหากระบวนทัศน์นั้นให้พบ 

วิจารณ์ พานิช

๘ พ.ค. ๖๕