ผมประทับใจคำแนะนำของ รศ. ดร. ประวิต เอราวรรณ์ ในการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบของ กสศ. เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๕    เรื่องวิธีทำหน้าที่ policy advocacy อย่างเคารพและให้เกียรติฝ่ายการเมืองและฝ่ายกำหนดนโยบาย    ว่าควรมีวิธีทำอย่างแยบยล    ใช้ท่าทีเชิงบวก   ไม่ใช่ท่าทีเชิงต่อต้านหรือเชิงผู้มีสัมมาทิษฐิสอนผู้มีมิจฉาทิษฐิ   

ทำให้ผมได้สติ    ว่าคนเรามักติดอัตตา ทำงานแบบสองขั้วตรงกันข้าม แบ่งฝ่าย ต่อสู้   ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่ได้ใช้สมรรถนะเข้าถึงจิตใจผู้อื่น (empathy)    

ผมตีความว่า ข้อแนะนำของ รศ. ดร. ประวิต ให้แนวทางว่า อย่าเน้นทำงาน “เสนอแนะนโยบาย” หรือ “ผลักดันนโยบาย” (policy advocacy)   แต่ให้ใช้กุศโลบาย ชี้ให้เห็นคุณค่าต่อนักเรียนจากการ “ปฏิบัติสอดคล้องกับนโยบาย” (policy alignment)    โดยยกผลงานของครูและโรงเรียนอย่างเป็นรูปธรรม ว่าทางโรงเรียนและครูริเริ่มดำเนินการอะไร    ก่อผลกระทบต่อนักเรียนอย่างไร    สอดคล้องกับนโยบายอย่างไร   

แนวทางดำเนินการคือ ศึกษาเอกสารประกาศนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการอย่างเป็นทางการ    นำมาเชื่อมโยง (align) กับหลักการทางวิชาการและทางปฏิบัติ   แล้วหาโรงเรียนที่ดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวและมีหลักฐานชัดเจนว่านักเรียนมีผลการเรียนดีขึ้นกว่าเดิมทั้งในภาพรวม และในจุดเด่นบางด้าน    เอามาสื่อสารสังคมในโอกาสที่จะดึงดูดความสนใจของมวลชนได้ดี

เช่นวันที่ ๒๐ มีนาคม เป็นวันความสุขสากล    และนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ในปีงบประมาณ ๒๕๖๔ ระบุไว้ส่วนหนึ่งว่า   “พัฒนาผู้เรียนให้มีความรอบรู้และทักษะชีวิต เพื่อเป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิตและสร้างอาชีพ อาทิ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล สุขภาวะและทัศนคติที่ดีต่อการดูแลสุขภาพ”  การจัดการเรียนรู้ให้นักเรียนทั้งเกิดสมรรถนะตามเป้าหมายที่ระบุในนโยบาย  และนักเรียนมีความสุขในการเรียน  จึงสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงฯ และขององค์การสหประชาชาติ    กสศ. และภาคีจึงเสาะหาโรงเรียนที่มีวิธีการที่แยบยลในการจัดการเรียนการสอนให้นักเรียนพัฒนาสมรรถนะทั่วไป และสมรรถนะวิชาการ พร้อมกับนักเรียนมีความสุขในการเรียน    เอามาเผยแพร่ในช่องทางต่างๆ ทั้งสื่อมวลชน  สื่อสังคม  และในเว็บไซต์ของ กสศ.  และของโรงเรียนที่เลือกมาเป็นตัวอย่าง   

งาน สื่อสาร “การปฏิบัติสอดคล้องกับนโยบายประเทศ” ด้านการศึกษา เช่นนี้  ต้องวางแผนไว้ล่วงหน้าเป็นรายปี   กำหนดไว้ว่าจะสื่อสารบ่อยแค่ไหน   ตัวอย่างเช่น ทำเป็นรายสัปดาห์   หาวันสำคัญในสัปดาห์นั้น ที่เหมาะสมต่อการ “สื่อสารการปฏิบัติสอดคล้องกับนโยบายการศึกษาแล้วนักเรียนได้ประโยชน์”   เอามาสื่อสารว่านักเรียนได้ประโยชน์อย่างไร   มีหลักฐานยืนยันข้อกล่าวอ้างนั้นอย่างไร    มีวิธีดำเนินการให้เกิดผลดีต่อนักเรียนตามที่อ้างอย่างไร   

เท่ากับอาศัยวันสำคัญเป็นตัวดึงดูดความสนใจของผู้คน   อาศัยข้อประกาศนโยบายเป็นตัวยืนยันความสำคัญ    แล้วสื่อสารเรื่องราวดีๆ ที่นักเรียนได้รับประโยชน์จากการดำเนินการของโรงเรียนและครู ที่สอดคล้องกับวันสำคัญและคำประกาศนโยบายของทางการไทย    สาระจริงๆ ที่เป็นหัวใจของการสื่อสารคือ นักเรียนได้รับประโยชน์    และอุดมการณ์ หลักการ วิธีการ ที่โรงเรียนและครูใช้ในการทำงานเพื่อนักเรียน    ที่ถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมในการจัดกระบวนการเรียนรู้   ก็ได้รับการยกย่องและเผยแพร่

  ที่สำคัญคือ ยกเอาประโยชน์ที่นักเรียนได้รับเป็นศูนย์กลาง    ตรงกับนโยบาย “เอาเด็กเป็นศูนย์กลาง” ที่รู้จักกันดี    เรื่องอื่นๆ เป็นกลไกสนับสนุน   โดยสื่อสาร alignment ของนโยบายและหลักการทุกเรื่องเข้ากับผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่ตัวนักเรียน   

การทำหน้าที่ catalyst ของ กสศ. ในแนวนี้    จะก่อความรู้สึกของผู้ที่ทำงานในระบบการศึกษาว่า กสศ. ทำงานแบบเข้าไปหนุนเขา   ไม่ใช่เข้าไปสร้างความยุ่งยากให้แก่เขา   

เป็นการหนุนนโยบายด้วยผลลัพธ์และวิธีการที่เป็นรูปธรรม ที่สอดคล้องกับนโยบายที่ภาคนโยบายกำหนดไว้   ที่สื่อต่อสังคม และต่อโรงเรียนอื่นๆ ว่า   การดำเนินการให้บรรลุผลตามที่ฝ่ายนโยบายกำหนดนั้น ไม่ยาก หากดำเนินการถูกต้อง   มีตัวอย่างโรงเรียนที่ทำได้ดีอยู่แล้วในประเทศไทย   

 

วิจารณ์พานิช   

๒๐ มี.ค. ๖๕   วันความสุขสากล