เช้าวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๕ ผมเข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมการ “โครงการพัฒนาระบบการผลิตและพัฒนาครู
สาหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล” (ที่เราเรียกในชื่อเดิมว่าโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น) ของ กสศ. ในฐานะที่ปรึกษา
เมื่ออ่านเอกสารประกอบการประชุม ผมก็เตรียมให้ความเห็นในระดับมองต่างกระบวนทัศน์ ที่คณะทำงานเสนอวิธีประเมินผลงานของสถาบันผลิตกลุ่มที่ ๑ และกลุ่มที่ ๒ ที่ทำงานมาแล้ว ๒ และ ๑ ปีการศึกษา ตามลำดับ ในลักษณะที่ผมมองว่า เน้นประเมิน input และ process ไม่เน้นประเมิน output และ impact โดยหากเป็นกิจการส่วนตัวของผม ผมจะเน้นน้ำหนักของการประเมิน output & impact ร้อยละ ๗๐ ให้น้ำหนักต่อการประเมิน input และ process เพียงร้อยละ ๓๐ เท่านั้น
อีกวาระหนึ่ง เป็นเรื่องแจ้งเพื่อทราบ เป็นการพัฒนาระบบ อศม. (อาสาสมัครการศึกษาประจำหมู่บ้าน) ที่ทดลองทำไปแล้วใน ๓ จังหวัด คือน่าน ราชบุรี และเพชรบุรี และจะดำเนินการขยายผลเป็น ๑๔ จังหวัด เพื่อหาทางลด learning loss จากสถานการณ์โควิดระบาด ผมสวมแว่นเชิงระบบ เชิงวิธีดำเนินการโครงการ และตีความว่า เป็นการทำโครงการแบบรวมศูนย์ ส่วนกลางของโครงการคิดรูปแบบ เอาไปให้ภาคีในท้องถิ่นทำตามที่กำหนดไว้ ผมตั้งข้อสังเกตว่า ในโอกาสต่อไปน่าจะพิจารณาลองในบางจังหวัด ให้พื้นที่เขาคิดวิธีการกันเองจะได้ไหม เพื่อเปิดช่องให้เขาคิดวิธีการที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่
คือแนวทางที่ทำอยู่เป็น centralized approach ผมเสนอให้ลอง decentralized approach โดยทีมพัฒนาไปทำหน้าที่ empower ค้นหานวัตกรรมที่เกิดขึ้นแล้วเข้าไปหนุนให้มีวิธีการและการจัดระบบชัดเจนขึ้น และขยายผล
ผมเสนอว่า อศม. ตามในเอกสารนั้น ได้รับค่าตอบแทนที่ค่อนข้างสูง ต่างจาก อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุข) ที่เริ่มต้นเมื่อราวๆ ๕๐ ปีก่อน เป็นงานอาสาจริงๆ ไม่มีค่าตอบแทนเป็นเงินเลย ค่าตอบแทนเป็นเงินเกิดขึ้นและค่อยๆ เพิ่มจากปัจจัยทางการเมือง และหัวคะแนน มีทางไหม ที่ อศม. จะเป็นอาสาสมัครจริงๆ เหมือนอาสาสมัครของมูลนิธิฉือจี้ (๑)
อีกมุมหนึ่งคือ ตามที่เสนอ อศม. ทำหน้าที่หนุนโรงเรียน เป็นไปได้ไหม ที่จะให้ อศม. หนุนการสร้างพื้นที่เรียนรู้ หรือระบบนิเวศการเรียนรู้แก่นักเรียน คือหนุนนักเรียน ทั้งระบบนิเวศที่โรงเรียน ที่บ้าน ในชุมชน และในพื้นที่เสมือน ที่ผมเรียกว่า พื้นที่ 2/3
การพูดในที่ประชุมเพื่อเสนอกระบวนทัศน์ที่แตกต่างนี้ ถ้าเป็นสมัยหนุ่มๆ ผมก็จะพูดทำนองว่า วิธีที่เสนอหรือใช้อยู่ไม่ดี วิธีของผมดีกว่า มีผลสร้างความขัดแย้งสูง แต่เมื่ออายุมากขึ้น ผ่านประสบการณ์มากขึ้น รู้จัก positive approach ดีขึ้น รวมทั้งรู้จัก divergent thinking ที่เป็นเส้นทางสู่ convergent thinking และสู่ creativity ดีขึ้น ผมก็ฝึกเสนอแนะความเห็นต่างตามที่เล่ามาแล้ว
วิจารณ์ พานิช
๒๙ มี.ค. ๖๕