หนังสือ ความคิดแหวกแนวของไทย  จิตร ภูมิศักดิ์  และ โฉมหน้าของศักดินาไทยในปัจจุบัน (๒๕๓๔, ๒๕๖๑) เป็นหนังสือแปลจากหนังสือภาษาอังกฤษชื่อ Thai Radical Discourse : The Real Face of Thai Feudalism Today เขียนโดย ศาสตราจารย์ Craig Reynolds  น่าอ่านมาก  เป็นหนังสือวิชาการ ไม่ใช่หนังสือปลุกปั่นศรัทธาความเชื่อทางการเมือง     

หนังสือ โฉมหน้าศักดินาไทย เขียนโดยคนหนุ่มเลือดร้อน    แต่เขียนจากการค้นคว้ากว้างขวาง    มีข้อมูลที่ค้นมาจากหลักฐาน      ออกเผยแพร่ในปี ๒๕๐๐ และเป็นหนังสือที่รัฐบาลในขณะนั้นสั่งห้ามเผยแพร่     ตอนประชาธิปไตยและฝ่ายซ้ายเบ่งบาน ช่วงปี ๒๕๑๖ - ๒๕๑๙ มีการพิมพ์เผยแพร่ซ้ำหลายครั้ง    และผมซื้อมาอ่านเล่มหนึ่ง    คงจะไม่ค่อยมีเวลาตั้งใจอ่านนัก เพราะมัวแต่ทุ่มเททำงาน    และต้องเผาทิ้งหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๑๙    มาอ่านตอนนี้จึงรู้สึกทึ่งว่า จิตร ภูมิศักดิ์ เขียนดีจริงๆ   โดยยังเขียนไม่จบก็โดนจับเข้าคุกเสียก่อน   

อ่านตอนนี้ ผมมองว่าเป็นหนังสือสังคมศาสตร์ที่เยี่ยมมาก   ทั้งส่วนที่จิตรเขียน และส่วนที่อาจารย์เครกเขียน     ที่ว่าเยี่ยมเพราะเสนอมุมมองหลายมุม  ช่วยให้คนไม่มีความรู้ด้านประวัติศาสตร์สังคมอย่างผม ได้พอจะเข้าใจปฏิสัมพันธ์ต่างๆ ที่ซับซ้อน  ในสังคม  และมีวิวัฒนาการต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน   และสังคมยังจะวิวัฒนาการต่อไปไม่หยุดยั้ง             

ผมมาสะดุดข้อความในหน้า ๒๕๒  “อาจเป็นไปได้ว่า หลวงวิจิตรนี่แหละที่เป็นบิดาของประวัติศาสตร์ไทย    มิใช่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เพราะว่าโครงเรื่องของเขาต่างหาก หาใช่ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่พูดถึงการปฏิวัติปี ๒๔๗๕ น้อยมาก นั่นหรอก   ที่เป็นโครงเรื่องที่ค้ำจุนอำนาจที่ชอบธรรมทางการเมือง   และเป็นสิ่งที่ประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทยสมัยใหม่ จะต้องท้าทายอยู่”   สะดุดว่านักประวิติศาสตร์อย่างอาจารย์เครก มองว่า การเขียนประวัติศาสตร์ ทำขึ้นเพื่อสนองเป้าหมายทางการเมือง   

ในหน้า ๒๔๓ เอ่ยถึงการเขียนประวัติศาสตร์ ๔ แบบ คือ  (๑) แบบราชสำนัก  คือแนวสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  (๒) แบบชาตินิยม  คือแนวหลวงวิจิตรวาทการ  (๓) แบบมาร์กซิสต์  คือแนวจิตร ภูมิศักดิ์  (๔) แบบสมัยใหม่ ที่ ศ. ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริเอ่ยถึง   อ่านแล้วช่วยให้อ่านหนังสือต่างๆ อย่างรู้เท่าทันมากขึ้น   

หัวข้อ “การเข้ามาครอบงำของกระบวนทรรศน์ทางประวัติศาสตร์นิพนธ์ที่ต่างกัน” หน้า ๒๕๓ - ๒๖๑ สนุกและประเทืองปัญญาที่สุดสำหรับผม    และข้อความที่สะดุดใจผมมากที่สุดอยู่ในหน้า ๒๖๐ ว่าดังนี้ “… สิ่งที่แฝงอยู่ภายใต้ความแตกต่างระหว่างจิตรและคนอื่นๆ    กับอคิน คึกฤทธิ์ และขจร หลัง พ.ศ. ๒๕๐๑   ก็คือข้อถกเถียงเรื่องลักษณะของอำนาจทางการเมือง    สำหรับจิตรแล้วระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่เป็นระบอบการปกครองของยุคฟิวดัล หรือระบอบศักตินานั้น เป็นระบอบที่ขูดรีดและก่อให้เกิดความขัดแย้งทางชนชั้นขึ้น    ส่วนนักเขียนกลุ่มหลังนั้นมองว่า ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ช่วงก่อนสมัยใหม่ ช่วยให้ ‘ระบบ’ ดำเนินไปได้ …”     ผมเองเชื่อทั้งสองแนวคิดนี้  เพราะเป็นการตีความสังคมคนละยุค   

จุดอ่อนของสังคมวิทยาไทยคือเราลอกของฝรั่งมาค่อนข้างจะทั้งดุ้น   พยายามเอาการตีความวิวัฒนาการของสังคมแบบฝรั่งมาใช้กับไทยอย่างไม่ระมัดระวัง   ทำให้เราไม่เข้าใจสังคมของเราเองอย่างแท้จริง   ประเทศตะวันออกที่เคยมีระบบคล้ายกับฟิวดัลของตะวันตกมากคือญี่ปุ่น    และในหน้า ๒๗๓ บอกว่า ที่ประเทศญี่ปุ่นเข้มแข็งอยู่ในปัจจุบัน ก็เพราะพื้นฐานฟิวดัลในอดีต   

ทำให้ผมตั้งข้อสงสัยว่า  หากจะให้ประเทศของเราเจริญก้าวหน้า   เราต้องเอาฐานส่วนที่เข้มแข็งของเรามาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ในปัจจุบัน     ไม่ใช่มุ่งวิเคราะห์ติเตียนจุดอ่อน       

วิจารณ์ พานิช

๗ มี.ค. ๖๕  เพิ่มเติม ๙ มี.ค. ๖๕