ผมได้ทราบข่าวอย่างไม่ค่อยเป็นทางการนัก จากเจ้าหน้าที่ของ กศน. และท่านผู้รู้อีกหลาย ๆ ท่านว่า วิบากกรรมของ กศน.ที่ทำมาในระยะหลายสิบปีที่ผ่านมา กำลังจะเกิดผลในทางปฏิบัติแล้วว่า อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงแบบขนานใหญ่  

กล่าวคือ ทางผู้บริหารระดับสูงมีความเห็นว่า กศน.ควรจะถูกนำไปรวมไปกับ สพฐ. ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ผมมองว่าเป็นเรื่องไม่น่าจะถูกต้องเท่าไหร่ แต่ทาง กศน. ก็ไม่สามารถที่จะคัดค้านได้โดยง่าย   

ทั้งนี้ เนื่องจากวิบากกรรมของ กศน.ที่สร้างไว้ในเรื่องของการทำงานที่ใกล้เคียงกับงานของการศึกษาพื้นฐานอื่นๆ โดยเฉพาะการสร้างระบบเรียนลัด เพื่อเป็นสะพานเชื่อมต่อ ระหว่างคนที่ไม่มีโอกาสทางการศึกษา เข้าหาระบบการศึกษาปกติ ซึ่งเป็นระบบที่ถือว่า กศน.ทำได้ดีมากทีเดียว   

แต่เรื่องนี้ ไม่ควรจะเป็นเพียงภารกิจหลักเดียว ของ กศน. เพราะการศึกษานอกโรงเรียนนั้น มีเนื้อหาสาระอยู่ที่การศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตในชุมชน ที่ กศน. ควรทำมาตั้งนานแล้ว แต่ก็ทำไม่เข้าตากรรมการ เนื่องด้วยสาเหตุใดก็ตาม  

นี่คือ วิบากกรรมที่สำคัญที่สุดของ กศน.  

และในทางกลับกัน งานที่ควรจะทำกับท้องถิ่นเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตนั้น ก็มีหน่วยงานที่เข้ามาเสริมแทรก อีกหลายหน่วยงาน เช่น วิทยาลัยการอาชีพ  และวิทยาลัยชุมชน ซึ่งมีภาระงานที่น่าจะเข้ามาทำงานร่วมกับชุมชนในลักษณะเดียวกัน หรือคล้ายกับ กศน  

แต่ก็เป็นวิบากกรรมของระบบราชการอีกนั่นแหล่ะ  

ตั้งชื่อไว้อย่างหนึ่ง พร้อมวัตถุประสงค์ ที่สวยหรู แต่การปฏิบัติก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง  

อันนี้เท่าที่ทราบนะครับ  

ทั้งสองวิทยาลัยนี้ แทบไม่ได้ทำงานกับชุมชนอย่างแท้จริง ส่วนใหญ่จะเป็นการฝึกอบรม

หรือสอนในรูปแบบของ "โรงเรียน" คล้ายกับ ระบบวิทยาลัยอาชีวะ แต่กระจายตัวอยู่มากขึ้นเท่านั้นเอง   

ไม่ค่อยมีกิจกรรมกับชุมชนอย่างที่ตั้งเป้าไว้แต่เดิม 

และ กศน. ก็เป็นหน่วยงานที่มี ทุนทางสังคมสูงที่สุด อีกด้วย จากที่ กศน. มีศิษย์เก่า ทุกระดับ ทุกสาขา กระจายอยู่ทั่วไป ที่หน่วยงานอื่นๆ ไม่มี

ตรงนี้ กศน. กลับไม่ถือโอกาสแทรกตัวเข้าไปรับภาระ ตามภารกิจที่ควรจะเป็น

และแทบไม่มีกิจกรรมที่จะเข้าไปทำงานนี้ เพียงแต่ไปตั้งศูนย์ที่มีแต่ชื่อไว้ในสถานที่ต่างๆ ที่ทำให้เสียชือ แทนที่จะได้รับการชมเชย

 ปัจจุบัน ทุกฝ่ายแข่งกันสร้าง โรงเรียน เพื่อสอน แบบในชั้นเรียน มากกว่าที่จะพัฒนาความรู้เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่เป็นความต้องการ (want) และจำเป็น (need)มากในการพัฒนาชุมชนอย่างแท้จริง มากกว่า  

นี่คือ ร่องรอยฝันของ กศน. ที่น่าเสียดายมากที่สุด ของที่สุด   

และก็ไม่ใช่รอยฝันของ กศน. เพียงอย่างเดียว ยังมีวิทยาลัยอาชีพ และวิทยาลัยชุมชน ผู้ร่วมรับผิดชอบชะตากรรมนี้ด้วย 

แต่ผมก็ไม่ทราบว่า ทั้งสองสถาบันนี้ในอนาคตจะเผชิญชะตากรรมถูกปรับเปลี่ยนอย่างเดียวกันกับ กศน.หรือไม่ หรือว่ามีผู้อุ้มชู จนรอดตัวไปแล้ว ไม่ต้องทำอะไรก็อยู่ได้ ก็ไม่ทราบนะครับ 

ตลอดมา ผมกำลังนั่งมองอยู่ห่างๆว่า

ทำไม..สิ่งที่ประชาชนต้องการ (need) ต้องมี และต้องใช้  แต่ฝ่ายราชการ กลับไม่ตอบสนอง  

หน่วยงานคล้าย ๆ กัน ตั้งขึ้นมาแล้ว ตั้งขึ้นมาอีก

ก็ยังไม่เกิดผล

 

ยุบแล้วยุบอีก ปรับแล้วปรับอีก จะเกิดผลหรือเปล่า

ผมก็ไม่แน่ใจ

 

จึงเป็นที่มาของคำถามนี้

ผมอยากจะถามคนที่กำลังทำ(และเคยทำ)งานที่ กศน. ว่า

เหตุผลที่แท้จริงคืออะไร??????????????????????

 

ทำไม???????????????????

ที่ผ่านมา ไม่ทำงานแบบน้ำขึ้นให้รีบตัก  จังหวะที่มีโอกาส รีบทำงานซะ ไม่ใช่ปล่อยไปเรื่อยๆ จนถึงวันหนึ่งจะมีผู้บริหารมาเปลี่ยนแปลงก็โวยวายขึ้นมาทีหนึ่ง ผมว่า กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้ อย่างที่เห็นนี่แหละครับ 

วิบากกรรมต่างๆ มีที่มา และไม่อาจแก้ไขได้ในวันเดียว

ทุกอย่างมีที่ไปที่มา มองทุกอย่างอย่างเป็นธรรม แล้วแก้ไขตามภารกิจอย่างเป็นจริง  อนาคตที่อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ อาจจะดีขึ้นก็ได้ครับ

  

หรือว่าจะมองอย่างตัวใคร ตัวมัน ก็ไม่เป็นไรครับ

  

เหตุการณ์คล้าย ๆ กันนี้ก็ยังมี

  • งานของกรมส่งเสริมการเกษตร 
  • งานของกรมการพัฒนาชุมชน
  • งานของกรมพัฒนาที่ดิน 
  • งานของกรมส่งเสริมสหกรณ์ฯ 
  • และอื่นๆ

อีกมากมาย

ที่มีเป้าหมายจะเข้ามาพัฒนาชนบท ผ่านระบบการเรียนรู้ของชุมชน ซึ่งเป็นงานที่ชุมชนใฝ่ฝันที่จะเห็นว่างานเหล่านี้เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง   

แต่...ก็แทบจะไม่เห็นที่ใด..ที่เกิดผลงานอย่างเป็นรูปธรรม กว้างไกล พอที่จะอ้างอิงได้ว่า งานนี้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นจริงได้โดยทั่วไป  

ส่วนใหญ่ก็ยังทำกันอยู่ก็เป็นจุด ๆ เล็กๆ ไม่ค่อยครอบคลุม จริงจังมากนัก ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ จะทั่วถึงและจริงจังซะที 

ทุกหน่วยงานก็อ้างว่า..

งบประมาณไม่พอ  บุคลากรไม่พอ ทั้ง ๆ ที่ประสิทธิภาพการทำงานก็ยังไม่ค่อยสูงเท่าไหร่  

ในทางกลับกัน เราน่าจะมาพัฒนาประสิทธิภาพของงานให้ดีขึ้นเสียก่อน

และ พิสูจน์ให้เขาเห็นว่า

"หน่วยงานผมมีคนอยู่ ๕ คนนี่แหละ ได้สร้างผลงานพัฒนาด้าน......ในระดับตรัวเรือนและชุมชน ครอบคลุมถึงห้าอำเภอ ในสามจังหวัดแล้ว คุณลองให้งบสนับสนุนมาอีก สัก ๕๐ คน ซิ ผมจะทำให้ได้ผลทั่วประเทศเลย"

มีหน่วยงานไหนกล้าเสนอตัวแบบนี้บ้างครับ

 การเสนอแบบนี้ จะทำให้การใช้ทรัพยากรต่างๆของประเทศชาติมีการใช้ประโยชน์สูงสุด

เพราะถ้า เพิ่มงบประมาณภายใต้ประสิทธิภาพต่ำนั้น ก็เหมือนการตำน้ำพริก ละลายแม่น้ำ  

และยิ่งมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีอัตราสูญเสียเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น  

ผมจึงหวังว่า เราน่าจะมาพิจารณาปรับตัวกันให้ถูกต้อง เพื่อวันนี้ และอนาคตวันหน้าของแต่ละหน่วยงานครับ...