เสวนาเรื่อง การทำเกษตรปลอดภัยสู่อินทรีย์
ณ บ้านนาป่าแดง อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร
ในงานมหกรรมการจัดการความรู้แห่งชาติ ครั้งที่ 3
วันที่ 2 ธค. 49 เวลา 13.30 - 14.30 น.
ณ ห้อง MR 225
ผู้ร่วมเสวนา 1. นายสมหมาย พลอาจ เกษตรกรผู้นำ
2. นางรัตติยา ขวัญคำ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร
ผู้ดำเนินการเสวนา นางนันทา ติงสมบัติยุทธ์
คุณสมหมาย พลอาจ และคุณรัตติยา ขวัญคำ บนเวทีเสวนา
นิทรรศการ KM จ.กำแพงเพชร
เกริ่นนำ
บ้านนาป่าแดง เป็นตัวอย่างของการทำเกษตร ที่เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้และเป็นจุดเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเราจะมาสรุปบทเรียนว่า เขาทำมาได้อย่างไร?
คุณสมหมาย พลอาจ เล่าว่า......
- ความเป็นมาของการทำอาชีพทำนานั้นเราทำกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษตาไม่มีใครยกย่อง แต่เมื่อได้ทำการปฏิวัติเขียวคือ นำอินทรีย์เข้ามาใช้ เพราะที่ผ่านมา “เราหลงผิด” ทำอาชีพตามพ่อค้าที่เราได้ใช้สารเคมี ถึงแม้ได้ผลผลิตมากแต่ทำไมรายได้ต่ำ เงินไม่พอใช้ จึงทำให้เกิดการย้านถิ่นไปทำงานที่อื่น
- หลังจากนั้นผมได้มารู้จักกับคุณรัตติยา ซึ่งก่อนหน้านั้นผมไปทำงานที่กรุงเทพฯ เมื่อกับบ้านจึงรู้จักกันแล้วไปแอบดูสิ่งที่เขาทำ แล้วนำมาศึกษาหาความรู้จากการอ่านหนังสือ เช่นกี่วันจึงใส่ปุ๋ยข้าว กี่วันจึงใช้ยา แล้วนำไปทดลองทำ หลังจากนั้นก็ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้นำชาวบ้านจึงได้มาเชื่อมกับคุณรัตติยาโดยมาแนะนำ แล้วผมก็ทำการจดบันทึก แต่ก็ยังทำแบบเก่า จนปี 2545 โครงการพักชำระหนี้เข้ามา ผมก็ได้เข้าร่วมโครงการด้วย แต่ไม่ได้มีหนี้ ได้เข้าไปศึกษาดูงานที่ธรรมอโศก แล้วนำมาทดลองทำเองซึ่งยังไม่ได้เผยแพร่ และยังมีภาระต้องใช้หนี้อยู่ทำให้ภรรยาไม่มั่นใจจึงขอทดลองทำแค่ 1 ไร่ แล้วถ้าขาดทุนก็จะรับภาระเอง หลังจากนั้นก็ทำไปควบคู่กับการปฏิบัติ โดยมีการลงบัญชีทุกครั้งที่มีรายจ่าย พอจบงานเก็บเกี่ยวได้ก็นำผลผลิตมาเปรียบเทียบกับภรรยาปรากฎว่า ของผมน้อยกว่า แต่พอขายข้าวก็นำรายจ่ายกับรายได้ที่ขายได้ ปรากฎว่า ของผมได้มากกว่า คือ ภรรยาทำนา 10 ไร่ ได้ 60ถัง/ไร่ ได้กำไร ประมาณ 5,000 กว่าบาท ส่วนของผมก็ได้ ประมาณ 30,000 กว่าบาท “ได้กำไรมากกว่า” และของผมแบ่งไว้กินเองด้วย เพราะปลอดภัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ จึงทำให้ภรรยาผมกลับมาช่วยกันทำ ภรรยาผมเริ่มเข้าใจ จึงทำให้ผมมีกำลังใจ และคิดว่าผมมาถูกทาง
- หลังจากนั้นผมจึงคิดที่จะลดต้นทุน โดยหาแนวร่วม ที่ใช้วิธีการเริ่มจาก คำถามที่ 1 การทำนาของพี่นั้นพี่มีส่วนแบ่งกี่คน เป็นใครบ้าง จำนวนเท่าไหร่ คำตอบที่ได้คือ มีส่วนแบ่งมาก และต้นทุนมาก ข้อสรุปคือ เราจะทำบัญชีเพื่อลดต้นทุน และลดส่วนแบ่งที่เกิดขึ้นให้เหลือน้อยลง
- แต่ก่อนหน้านั้น ผมได้ทำแผนชุมชนมาก่อน จึงทำให้รู้ข้อมูลภาระหนี้ของเกษตรกร ฉะนั้น จึงหันมาคิดว่า “ทำอย่างไร...ให้ลดต้นทุนได้” จึงต้องลดต้นทุน แล้วมีเกษตรปลอดภัยเข้ามา ซึ่งมีภาคีร่วมเข้ามาร่วมกันทำ โดยให้เอางบประมาณมารวบกัน แล้วให้เกษตรกรได้เลือก เช่น อยากจะไปดูงานที่ไหน...เราก็จะไปกัน ดังนั้น ช่วงแรกที่เราทำเราก็ใช้ปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกตามที่เรามี ซึ่งเป็นความรู้ที่เรามีอยู่แล้วภายในหมู่บ้าน
- ส่วนวิธีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นั้นสิ่งสำคัญอยู่ที่ผู้รับว่า “เขาอยากได้หรือเปล่า?” โดยผมจะดูที่แกนนำเป็นหลัก และคนที่เข้ามาต้องการจริงหรือไม่ แล้วมาทำร่วมกัน โดยให้กลุ่มเป้าหมายมาหาเรา ผมจึงตั้งเป็น “ศูนย์เรียนรู้” ที่รับสมัครคนที่สนใจได้มาเรียนรู้และเรียนฟรีด้วย จะเป็นเวทีเสวนาเป็นหลัก ที่เน้นการปฏิบัติเป็นหลักที่เน้น “เป็นผู้ให้...มากกว่าผู้รับ” ยิ่งทำยิ่งรู้ ได้แก่ การทำน้ำหมักชีวภาพที่ถูกวิธี ตั้งแต่การเก็บพืชที่ถูกวิธี การทำน้ำหมัก
ฐานการเรียนที่ที่เกิดขึ้นมี 4 ฐาน ได้แก่ ฐานการทำน้ำหมัก ฐานการทำปุ๋ยหมัก ฐานทำน้ำส้มควันไม้ ฐานหมูหลุม โดยทุกฐานจะต้องเอื้อกัน แล้วทุกฐานจะมารวมกันที่แปลงนา ส่วนหลักคิดที่ทำหมูหลุมนั้นมาจากการไปดูงานที่เมืองน่าน เพื่อศึกษาการเลี้ยง และพบว่าที่เขาพูดมานั้นเป็นเป็นหมดแล้ว เช่น ใช้น้ำหมักชีวภาพ เป็นต้น โดยเรามีฐานอยู่แล้วที่การเลี้ยงหมูลาน ฉะนั้น เราจึงทำการต่อยอด และตอนนี้เรากำลังพัฒนาว่า “ทำอย่างไร? ให้หมูมันน่าทาน” จึงทำเป็น “หมูครึ่งหลุมครึ่งลาน” เพราะหมูหลุมเมื่อดูแล้วมันไม่น่าทาน
ส่วนองค์ความรู้ที่ได้มาจากประสบการณ์ คือ
1. รู้ว่าสิ่งที่เราทำมานั้น “เราต้องรู้ลึกและรู้จริง” โดยทำไปเรียนรู้ไปจากการปฏิบัติแล้วนำมาสรุปเพื่อปรับแก้ จึงเป็น “การเรียนรู้คู่การปฏิบัติ”
2. ปัจจัยที่ทำให้สำเร็จก็คือ ปัญหาของชุมชน ที่จะมาเป็นโจทย์และเป็นแรงบันดาลใจให้เราต้องสู้และเราจะต้องทำ เพื่อให้บรรลุผลให้ได้
คุณรัตติยา ขวัญคำ เล่าว่า...
- ในส่วนของเจ้าหน้าที่ได้ทำหน้าที่เป็น “คุณอำนวย” ซึ่งได้อยู่ใกล้ชิดกับคุณอำนวย นอกจากนี้เรายังมีทีมงานของสำนักงานเกษตรจังหวัด และทีมงานของสำนักงานเกษตรอำเภอ - สิ่งที่ดิฉันทำก็คือ เป็นกันเองกับชุมชน จริงใจ และให้เกษตรกรมีส่วนร่วมมากที่สุด โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การศึกษาดูงาน มีการกระตุ้น มีการบูรณาการแผน บูรณาการงบประมาณ โดยชุมชนเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องใกล้ชิด ซึ่งดิฉันจะใช้เวลาส่วนใหญ่ของช่วงเย็นและเสาร์-อาทิตย์ ในการทำงานด้วย - เมื่อคุณสมหมายเกิดแล้ว เราก็ต้องนำเขาไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคนอื่นด้วย และให้คนอื่นเขาได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วย
- การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ “ทำอย่างไร?ให้เกษตรกรประสบผลสำเร็จ” ที่เป็นบทบาทหน้าที่และเป้าหมายของเรานั้น คือ
1. การถ่ายทอดความรู้ที่เราถ่ายทอดมาแต่เดิมนั้น เรามาเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้อยู่เบื้องหลังและจัดการแทน เราทำหน้าที่เป็นคุณอำนวย และพัฒนาให้คุณสมหมายเป็นคุณอำนวยด้วย
2. เราอย่าทิ้งการทำงานและเกษตรกร
3. ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่เรายังมีจุดอ่อนเกี่ยวกับ “การบันทึกข้อมูล” ซึ่งเราก็ต้องพัฒนาตรงนี้เพื่อให้เกิดขึ้นให้ได้ เพราะเป็นการเก็บหลักฐานจากการทำงาน
- ปัจจัยที่ทำให้ชุมชนเข้มแข็งและสำเร็จนั้นอยู่ที่ 1) เกษตรกรและชุมชน 2) องค์กรที่อยู่ในชุมชน และ 3) เจ้าหน้าที่ ซึ่งจะเป็นกลไกขับเคลื่อนงาน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่จะต้องมีการพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา
คำถาม การขยายแนวคิดนี้ไปสู่ชุมชนอื่นตอนนี้มีเท่าไหร่
คำตอบ ได้เริ่มจากการขยายการถ่ายทอดไปสู่หมู่บ้านและคนใกล้เคียง ตำบลใกล้เคียง และอำเภอใกล้เคียง ซึ่งใช้ความสัมพันธ์กัน และตอนนี้เราก็ขยายไปทุกอำเภอในจังหวัดกำแพงเพชร โดยเราจะช่วยจนเขาทำเป็น โดยมี “ศูนย์เรียนรู้” เป็นสถานที่เรียนรู้ เช่น ถ้ามาแค่วันเดียว ก็จะได้แค่ศึกษาดูงาน แต่ถ้ามา 2 วัน ก็จะได้การเรียนรู้เป็นหลักสูตรด้วย ซึ่งเราจะจัดเป็นลักษณะต่าง ๆ ไว้ให้เลือก และให้ทานอาหารที่เรา
ตัวอย่างการจัดหลักสูตร
เริ่มต้นจากการชักจูงเข้าสู่การเสวนากลุ่ม แล้วก็ลงมือทำกันจริง ๆ ได้แก่ หมูหลุม ทำบัญชี และทำแชมพู เป็นต้น โดยวิทยากรเกษตรกรที่ทำสำเร็จมาถ่ายทอดแทน ซึ่งเป็นทีมที่ผ่านการทดลองทำและเห็นผลจริง ๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> สรุป </p>
1. การจัดการความรู้ จึงเข้ามาอุดจุดอ่อนเกี่ยวกับการบันทึก
2. ปัญหาเป็นโจทย์และเป็นแรงบันดาลใจให้เราต้องสู้และทำให้บรรลุ ผลสำเร็จ เช่น เป็นหนี้ เราจึงต้องมาลดต้นทุนการผลิตลง
3. การปรับเปลี่ยนบทบาทการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่เดิมคือ การถ่ายทอดความรู้ มาเป็นการสนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
</span><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ทีม KM กสก. บันทึก</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นันทา ติงสมบัติยุทธ์</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">26 ธค.49</p>