มิติความหนาวยะเยือกมีมากมาย ยิ่งคิดก็ยิ่งบานปลายออกไปไม่มีที่สิ้นสุด ช่วงนี้นักศึกษาจากจุฬาฯลงมาเก็บข้อมูลประกอบเรื่องวิทยานิพนธ์  มาเล่าให้ฟังว่า เขาไปรู้ไปเห็นความเป็นอยู่และปัญหาของชาวบ้านแล้วน่าเป็นห่วงมาก ขนาดคนที่ว่าขยันขันแข็งแล้ว ก็ยังแก้ไขปัญหาด้วยการขายวัวออกไป เพื่อเอาเงินเก็บไว้สำรองจ่ายให้ที่บ้านใช้ปะทังชีวิตในช่วงที่ตนเองไปหางานทำที่กรุงเทพ  

“กรุงเทพเป็นคำตอบสุดท้าย” จริงๆหรือ


 มันเกิดอะไรขึ้นกับชนบท
 ชนบทเสียหายจนอยู่ไม่ได้แล้วอย่างนั้นหรือ


  ใครจะมาตีบทนี้ให้แตก  เท่าที่ดูแผนพัฒนาชนบทต่างๆ  ก็ดูห่างไกลจากความเป็นจริงเหลือเกิน มาถึงวันนี้ไม่ต้องไปวิจัยไปประเมินอะไรก็รู้อยู่โทนโท่แล้วว่า สังคมชนบทมันย่อยยุ่ยเหมือนกระดาษหนังสือพิมพ์แช่น้ำ ภาควิชาพัฒนาชุมชน ช่วยตอบหน่อย


 “ ชุมชนเข้มแข็ง”
 “ ชุมชนยั่งยืน”

   อยู่ที่ไหนจ๊ะ? อยู่ที่ไหน? พาไปดูหน่อย

   ลมฝนเพิ่งผ่านไป  ลมหนาวเข้ามาเยือน หนาวลมยังพอห่มผ้า แต่หนาวชะตากรรมไม่รู้ว่าจะห่มอะไร ข้าวเหลือเกวียนละ 6,000 บาทจาก 10,000 บาท ยางพาราเหลือ ก.ก.ละ 45 จาก80-100 บาท มันสำปะหลังจาก 4.40 บาทเหลือ 2.50 บาท/ก.ก. ไม่ใช่ชาวบ้านไม่ขยัน พวกนักพัฒนานี่แหละตัวดีนักเที่ยวไปส่งเสริมอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็ใช่ว่าจะรู้ตัวนะ ยังขายความโง่ผ่านโครงการต่างๆลงสู่ท้องถิ่น ยากจนก็นับว่าสาหัสมากแล้ว ยังมาหลงกลทำเรื่องโง่ๆซ้ำซ้อนเข้าไปอีก ไม่โง่ตายคาทุ่งให้มันรู้ไป


   เมื่อวานนี้มีคุณแม่บ้านที่เคยช่วยงานมาหา เอาแตงโมที่ปลูกเองมาฝาก ผมก็ถามสารทุกข์สุกดิบไปตามเรื่อง นึกว่าไม่มีปัญหาอะไร  ก่อนนอนแม่บ้านเล่าให้ฟังว่า..ที่มาหาเขาจะเอาที่ดินมาขายให้ เจ้าลูกชายจะเอาเงินไปติวพิเศษ เพื่อไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยหัวอกแม่ยอมทุกอย่างเพราะเป็นลูกคนโต เรียนดีมีเกรดเฉลี่ยเป็นน่าพอใจ  คงจะได้เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแน่นอน


    โจทย์ชีวิตสดๆที่เต็มไปด้วยเลือดเนื้ออย่างนี้ละครับ  จะทำยังไง  แกก็มีที่อยู่นิดเดียว จะแบ่งขาย 1งาน รายได้ก็ไม่แน่นอน สมติว่าลูกได้ไปเรียนตามที่ฝัน จะเอาเงินที่ไหนให้ลูกไปใช้จ่าย แค่เริ่มติวความรู้ก็ต้องขายที่แล้ว..ถ้าเป็นท่าน  จะคิดอย่างไรครับ  เรื่องแวดล้อมอย่างนี้แหละที่ผมสะสมไว้มาก บางวันอยู่ดีๆก็มีเด็กผู้หญิงอายุ13-14 มายืนร้องไห้ ถามว่าหนูมีอะไรหรือ ..หลังจากปล่อยให้สะอึกสะอื้นจนพอใจ เด็กบอกว่า..แม่จะเอาหนูไปทำงานกรุงเทพ แต่หนูอยากจะเรียนต่อไม่อยากไป


   ถามว่า

"ทำไมหนูถึงมาที่นี่ มีใครบอกหรือ"

".บ้านหนูอยู่ในหมู่บ้านใกล้ๆนี้เอง"

"หนูไม่รู้ว่าจะไปทางไหนไปพึ่งใคร..เห็นว่ามีคนมาอบรมที่นี่มากมาย บางทีพ่อใหญ่อาจจะช่วยหนูได้ หนูขอมาอยู่ด้วย ช่วยเหลือหนูด้วยเถอะ ถ้าหนูไม่ไปแม่เขาตีหนู เมื่อวานนี้ก็ฟาดหนูเขียวช้ำไปทั้งตัว "

<p>
  ผมมึนตึ๊บ! ไม่รู้กี่ล้านๆๆๆตึ๊บ!! </p>
<p align="justify">ขอสารภาพเลยว่าเกิดมาไม่เคยมีความรู้สึกสงสารอะไรมากมายเท่าวันนี้ เด็กบริสุทธิ์ใสๆ  ดั้นด้นเดินเข้าป่าบากหน้ามาฝากความหวังลมๆแล้งๆ ทั้งๆที่ไม่รู้จักมักจี่อะไรกันเลย ผมไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่รู้จริงๆ ปรึกษาแม่บ้านว่าลองไปคุยกับทางครอบครัวเขาดูสิ  ว่าเราจะทำอะไรกันได้บ้าง </p><p align="justify">
ในระหว่างที่รอคำตอบ ผมไม่เป็นอันทำอะไรได้ หวั่นๆว่าจะได้ยินเรื่องที่คาดเดาอยู่ลึกๆ  แล้วก็เป็นจริง แม่บ้านมาเล่าว่า..แม่เขาไม่ยอม เขามารับเด็กไปอยู่ด้วย ถามยายที่เลี้ยงดูหนูคนนี้ตั้งแต่แบเบาะ แม่เฒ่าน้ำตาอาบแก้มสงสารหลาน  แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ </p><p align="justify">
เราเสนอว่าจะส่งลูกเขาให้เรียน รับผิดชอบทุกอย่าง แม้แต่จะยกเป็นบุตรบุญธรรมก็จะรับด้วยความเต็มใจ แต่แม่เขายืนกระต่ายขาเดียวไม่ ไม่ ไม่ และไม่ ยืนยันจะเอาลูกไปรับจ้างช่วยงานที่เมืองกรุง ไปอยู่กับพ่อลี้ยงคนใหม่ ไปเผชิญอะไรบ้างก็ไม่ทราบ ผมไปกรุงเทพบ่อยอยากจะไปถามข่าวก็ติดต่อไม่ได้  เธอเป็นอย่างไรบ้างหนอหนูน้อย เธออยู่ที่ไหน เธอทำอะไร เธอทุกข์สุขแค่ไหน</p><p align="justify">
มันเกิดอะไรขึ้นกับแผ่นดินอีสาน ผมไม่โทษแม่เด็ก ไม่โทษใครทั้งนั้น  โทษตัวเองที่ไม่สามารถที่จะช่วยเหลือเด็กหญิงเล็กๆคนหนึ่งที่บากหน้ามาพึ่งพาได้  ตั้งแต่วันนั้นมาจนมาถึงวันนี้  ผมตระหนักในตัวเองอย่างแจ่มแจ้งว่าผมไม่ได้มีน้ำยาที่จะไปช่วยอะไรใครๆได้เลย  ถ้าใครพูดเรื่องความช่วยเหลือ ผมละอายใจและไม่บังอาจที่จะพูดอะไรกับใครได้  เพราะตัวเองก็ยังยากที่จะช่วยให้ตนเองอยู่ในสังคมที่ผิดปกตินี้ได้ตามอัตภาพ </p><div style="text-align: center"></div><p align="justify">
ก่อนหน้าที่จะเกิดมหาวาตภัย สึนามิ 5เดือน ผมไปดูงานที่อินเดีย  ตั้งโจทย์ไปว่าผมสนใจเรื่องวรรณะต่างๆของเขา ช่วยประสานให้ไปเยือนไปรู้จักกับทุกวรรณะได้ไหม เจ้าภาพใจดีเขาจัดให้ไปเสวนาครบถ้วนทุกอย่าง ไล่ไปตั้งแต่วรรณะกษัตริย์ (ชั้นลูกหลานเจ้าผู้ครองนคร) พราหมณ์ สูตร แพทย์ จัณฑาล ไปพบรัฐมนตรี อาจารย์มหาวิทยาลัย  ครู นักวิจัย ผู้นำท้องถิ่น ชาวบ้าน เด็กๆ  </p><p align="justify">
วันหนึ่งเราไปที่หมู่บ้านวรรณะจัณฑาล ไปดูวิถีชีวิต ดูความเป็นอยู่ ดูการศึกษา การพัฒนา ดูสภาพแวดล้อมต่างๆ เห็นแล้วอึ้งกิมกี่  ที่นี่ก็เจอเข้าหลายล้านอึ้ง อึ้ง!!! ตอนรถออกจากหมู่บ้านเด็กๆวิ่งตามมาเป็นพรวน  ในกลุ่มนั้นมีเด็กหญิงตัวเล็กผอมดำตาโต  เคาะที่กระจกรถแล้วยื่นกระดาษชิ้นเล็กๆให้ผม  ตัวอักษรในกระดาษยู่ยี่นั้นเป็นภาษาอังกฤษ  คงเป็นชื่อของเธอ Lana ผมจำแม่นไม่ลืม ยังคิดว่าก่อนหน้านั้น ช่วงที่ผมแยกตัวลงไปเดินท่อมๆดูโน่นดูนี่ ทำไมเราไม่ได้เจอได้คุยกันก่อน </p><p align="justify">
กลับมาถึงประเทศไทยผมติดต่อกลับไปที่องค์กรเอกชนที่พาเราไปดูงาน ขอร้องให้เขาช่วยติดต่อหาเด็กคนนี้ที  ผมอยากจะส่งของไปให้เธอ แต่ก็ไม่ได้ข่าวอะไรเลย ซ้ำร้ายหมู่บ้านที่สร้างด้วยดินมุงหลังคาด้วยใบอ้อยและใบมะพร้าวแห่งนี้  ถูกพายุกวาดลงทะเลหมดทั้งหมู่บ้าน </p><p>
   Lana เธออยู่ที่ไหน อยู่แห่งหนใด อยู่ไกลไหม </p><p>   อยู่กับดาวดวงไหน ช่วยส่งแสงระยิบระยับมาให้ดูหน่อย </p><p>  ได้ไหม Lana  คืนนี้นะ อย่าลืมนะ  </p><p>   ฉันจะไปยืนมองหาเธอ..</p>