กฎหมาย ปลดล็อก "คนค้ำประกัน ผู้จำนอง"
กฎหมาย ปลดล็อก "คนค้ำประกัน ผู้จำนอง"
ดร.ถวิล อรัญเวศ
ความทุกข์ของคนค้ำประกัน คนจำนองสมัยก่อน ดังคำว่า
“อยากมีทุกข์แขวนคอ ก็ให้เป็นผู้ค้ำประกัน หรือผู้จำนอง”
เพราะผู้ค้ำประก้น เสมือนคำว่า “เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง
กระดูกแขวนคอ”
ปัจจุบัน รัฐได้บรรเทาเบาบางความทุกข์นั้นให้แล้ว เพราะผู้ค้ำประกันได้เปรียบเจ้าหนี้ เรื่องใหม่ที่ทุกคนต้องรู้
แต่ไหนแต่ไรมา ผู้ค้ำประกัน ย่อมเป็นฝ่ายผู้เสียเปรียบเจ้าหนี้อยู่วันยังค่ำ
แต่พอเมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่
“พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗”
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป คือมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ เป็นต้นมา
ทำให้เจ้าหนี้เป็นฝ่ายตั้งรับ โดยที่ผู้ค้ำประกันเป็นฝ่ายได้เปรียบมากขึ้นเรื่อย ๆ ข้อใหญ่ใจความก็คือ เมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะบังคับให้
ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้ทันทีโดยตรง ต้องบังคับชำระหนี้เอาจากลูกหนี้ก่อน ต่อเมื่อหมดหนทางจึงจะหันมาบังคับเอาจากผู้ค้ำประกันได้ ซึ่งกว่าจะถึงวันนั้นอาจใช้เวลาหลายปี
แต่พึงสังเกตว่า ผู้ค้ำประกันที่ได้เปรียบเจ้าหนี้นี้ ยังจำกัดอยู่เฉพาะผู้ค้ำประกันที่เป็นบุคคลธรรมดาเท่านั้น หาได้ครอบคลุมถึงผู้ค้ำประกันที่เป็นบริษัทไม่
กฎหมายล่าสุดที่ปกป้องผู้ค้ำประกันอย่างเต็มที่ได้แก่ ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2561 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 เป็นต้นมา
ประกาศฉบับนี้ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และกำหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อต้องลงนามในคำเตือนสำหรับผู้ค้ำประกันด้วย ซึ่งแก้ไขใหม่หมดแตกต่างจากประกาศฉบับเดิมที่ยกเลิกไปก่อนหน้านี้แล้วโดยสิ้นเชิง ประกาศฉบับนี้ยังกำหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อทำสัญญาค้ำประกันขึ้นใหม่ ที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ค้ำประกัน ให้สอดคล้องกับคำเตือนที่ต้องแนบไปกับสัญญาให้เช่าซื้อด้วย
จุดหลักจริง ๆ ของสัญญาค้ำประกันใหม่ ที่กระทบกระเทือนต่อสิทธิของผู้ให้เช่าซื้อเจ้าหนี้อย่างมีนัยสำคัญยิ่งก็คือ การห้ามมิให้สัญญาค้ำประกันระบุให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชอบในหนี้ของผู้เช่าซื้อ อย่างเป็นลูกหนี้ร่วม
ถ้าฝ่าฝืนข้อห้าม สัญญาค้ำประกันในข้อนั้นจะตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับมาแต่ต้น สัญญาค้ำประกันค่าเช่าซื้อตามกฎหมายใหม่นี้ ทำตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) เรื่องการค้ำประกันที่มีการแก้ไขตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2558
แต่เดิมนั้นที่ผ่านมาหลายทศวรรษ สัญญาค้ำประกันแทบทุกฉบับ จะระบุให้
ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ผลก็คือเจ้าหนี้สามารถจะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้ทันทีพร้อมกับลูกหนี้ในวันที่ลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ หรือจะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้แต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ทวงถามให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก็ย่อมได้ ซึ่งหนังสือค้ำประกันแบบนี้ ในทางสากลเรียกกันว่า หนังสือค้ำประกันเมื่อทวงถาม แต่ในปัจจุบันหนังสือค้ำประกันเมื่อทวงถามนี้ไม่มีแล้ว
หากลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้ต้องเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อน ต่อเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาตามหนังสือบอกกล่าว จึงจะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้ และจะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้จะต้องมีหนังสือบอกกล่าวส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปถึงผู้ค้ำประกันไม่เกินกำหนด 60 วัน หลังจากวันที่ลูกหนี้ผิดนัด ถ้าเกิน ก็จะทำให้
ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากการเป็นผู้ค้ำประกันทันที
ถ้าเจ้าหนี้ละเลยไม่ทวงถามจากลูกหนี้ก่อน จู่ ๆ จะไปทวงถามจากผู้ค้ำประกันโดยตรงเลยเหมือนสมัยก่อนไม่ได้ เพราะหนังสือทวงถามนั้นย่อมสูญเปล่า เนื่องจาก
ผู้ค้ำประกันมีสิทธิบ่ายเบี่ยงให้เจ้าหนี้ไปทวงถามเอาจากลูกหนี้ก่อนได้และถึงแม้เจ้าหนี้จะทวงถามจากลูกหนี้ก่อนแล้ว ถ้าผู้ค้ำประกันซึ่งมีความสนิทชิดเชื้อกันกับลูกหนี้ทราบว่าลูกหนี้ยังมีทรัพย์สินอื่นที่จะชำระหนี้ได้เจ้าหนี้ต้องไปฟ้องคดีบังคับเอากับทรัพย์สินอื่น ๆ ของลูกหนี้ก่อน ที่จะมาฟ้องผู้ค้ำประกัน จะไปฟ้องผู้ค้ำประกันโดยที่ยังไม่ฟ้องคดีให้สิ้นสุดเอากับลูกหนี้ไม่ได้
ข้อกฎหมายข้อนี้สมัยก่อนไม่เคยมีปัญหา เพราะเจ้าหนี้มักจะขอให้ผู้ค้ำประกันสละสิทธิไว้ในสัญญา แต่ตามป.พ.พ. ที่แก้ไขใหม่ กำหนดไว้เป็นสิทธิแก่ผู้ค้ำประกันตายตัว โดยที่เจ้าหนี้จะบังคับให้ผู้ค้ำประกันสละสิทธิในข้อนี้ไม่ได้
ในทางปฏิบัติสิทธิบ่ายเบี่ยงของผู้ค้ำประกันในข้อนี้ แทบจะทำให้สัญญาค้ำประกันไร้ความหมายไป เท่ากับว่าเจ้าหนี้ต้องไปฟ้องบังคับชำระหนี้เอากับลูกหนี้ก่อน
ถ้าลูกหนี้สู้คดี ก็อาจใช้เวลาเป็นสิบปีสามศาล กว่าที่เจ้าหนี้จะบังคับคดีเอากับทรัพย์สินของลูกหนี้ได้ ก่อนที่จะมามีสิทธิฟ้องเอากับผู้ค้ำประกัน
ยกตัวอย่างเช่น ลูกหนี้ผู้เช่าซื้อรถยนต์ ค้างค่างวด แต่ตนมีกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินด้วย ผู้ค้ำประกันย่อมบ่ายเบี่ยงให้เจ้าหนี้ผู้ให้เช่าซื้อไปฟ้องบังคับชำระหนี้เอากับบ้านและที่ดินของลูกหนี้ได้ ก่อนที่จะมาใช้สิทธิทวงถามหรือฟ้องร้องเอากับผู้ค้ำประกัน ซึ่งแม้ว่าในทางความเป็นจริงบ้านและที่ดินของลูกหนี้จะติดจำนองกับธนาคารอยู่ แต่ลูกหนี้ก็ผ่อนชำระมาแล้วหลายปี ทำให้มูลค่าบ้านและที่ดินน่าจะสูงกว่าหนี้จำนอง ซึ่งมูลค่าทรัพย์จำนองที่เกินกว่าหนี้จำนอง น่าจะเพียงพอที่จะนำมาชำระหนี้ค่างวดเช่าซื้อที่ค้างได้จนครบถ้วนหรืออย่างน้อยก็เพียงบางส่วน เจ้าหนี้ผู้ให้เช่าซื้อ ก็ต้องไปฟ้องบังคับเอากับบ้านและที่ดินก่อน ขายทอดตลาดได้เงินมา ก็นำไปใช้ให้กับธนาคารผู้รับจำนอง เงินที่เหลือจึงนำมาชำระให้กับเจ้าหนี้ผู้ให้เช่าซื้อ หากยังขาดอยู่ไม่พอชำระหนี้ จึงจะมาฟ้องเอากับผู้ค้ำประกันได้ กว่าจะถึงจุดนี้ได้ เจ้าหนี้ก็คงจะท้อใจไปตามๆกัน
นอกจากนี้ ผู้ค้ำประกันที่ฉลาดอาจใช้โอกาสที่กฎหมายใหม่หยิบยื่นให้ ขอให้ลูกหนี้เขียนรายการทรัพย์สินของตนมอบให้แก่ผู้ค้ำประกันไว้ เพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยนในการที่เป็นผู้ค้ำประกันจะยอมเซ็นสัญญาค้ำประกันให้ รายการทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้นี้จะช่วยปกปักรักษาผู้ค้ำประกันเป็นอย่างดี ยามเมื่อมีปัญหากับเจ้าหนี้ เช่น ลูกหนี้มีโฉนดที่ดินอยู่ที่ไหน ราคาประเมินเท่าใด มีอาคารบนที่ดินหรือไม่ อาคารราคาเท่าใด เป็นส่วนควบกับที่ดินหรือไม่ นอกจากนี้ลูกหนี้มีบัญชีเงินสดอยู่ในธนาคารเท่าไหร่หมายเลขบัญชีอะไร มีรถยนต์หรือทรัพย์สินอื่นทั้งที่ปลอดภาระหนี้หรือยังมีภาระอยู่อย่างไร หรือไม่ ผู้ค้ำประกันก็ต้องมีส่วนรับรู้ ไม่เช่นนั้น ไม่ควรค้ำประกันให้เลย
ยิ่งหากผู้ค้ำประกันและลูกหนี้เป็นญาติสนิทกันยิ่งง่าย เท่ากับว่าลูกหนี้มอบรายการทรัพย์สินของตนให้ผู้ค้ำประกัน เพื่อเป็นเครื่องปกป้องผู้ค้ำประกันไม่ให้ต้องถูกเจ้าหนี้ฟ้องร้องเป็นคดีความได้เป็นเวลาอีกหลายปี ในขณะที่ตนในฐานะลูกหนี้ย่อมหลีกหนีไม่พ้นที่จะต้องถูกเจ้าหนี้ฟ้องร้องอยู่แล้ว
ปัญหาอีกข้อหนึ่งซึ่งเป็นที่ระคายเคืองใจแก่บรรดาเจ้าหนี้เป็นอย่างมาก ก็คือ ข้อตกลงเดิมที่บังคับให้ผู้ค้ำประกันยินยอมด้วยกับการผ่อนเวลาให้ลูกหนี้ตั้งแต่แรกเมื่อเซ็นสัญญาค้ำประกัน พร้อมกับสัญญาให้เช่าซื้อ หรือสัญญากู้เงิน สัญญาค้ำประกันเดิมมักจะบอกว่าหากลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ แล้วต่อมาเจ้าหนี้ยินยอมผ่อนเวลาให้กับลูกหนี้เพื่อขยายระยะเวลาชำระหนี้ออกไปให้นานขึ้น ให้ถือว่าผู้ค้ำประกันยินยอมด้วยกับการผ่อนเวลานั้น ตั้งแต่ต้น โดยเจ้าหนี้ไม่ต้องมาขอความยินยอมผู้ค้ำประกันในภายหลัง ทำให้ผู้ค้ำประกันต้องขยายระยะเวลาความรับผิดของตนออกไปอีกโดยอัตโนมัติอย่างไม่มีจุดจบ แต่บัดนี้ข้อตกลงเช่นนี้ใช้บังคับไม่ได้แล้ว ถ้าขืนสัญญาค้ำประกันยังมีข้อตกลงนี้ไว้ก็จะเป็นโมฆะเสียเปล่า ถ้าจะให้บังคับได้จริง ๆ ก็ต้องรอให้ลูกหนี้ผิดนัดก่อน และเมื่อเจ้าหนี้จะผ่อนเวลาชำระหนี้ให้ ค่อยไปขอความยินยอมจากผู้ค้ำประกันในภายหลัง ซึ่งผู้ค้ำประกันที่ไหนจะไปยอมให้ คงยาก
ความได้เปรียบของผู้ค้ำประกันที่มีต่อเจ้าหนี้นี้ มิได้จำกัดอยู่เพียงสัญญาให้เช่าซื้อรถยนต์หรือจักรยานยนต์ แต่ยังขยายไปถึงสัญญากู้เงินระหว่างลูกหนี้กับธนาคารตั้งแต่สัญญากู้รายย่อยไม่กี่แสนบาท ไปจนถึงสัญญากู้สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าหลายพันล้านบาท เป็นความช่วยเหลือจากภาครัฐโดยการแก้กฎหมายหลายฉบับ ต่อเนื่องมากว่ายี่สิบปี เริ่มตั้งแต่กฎหมายล้มละลาย ที่มีผู้ค้ำประกันซึ่งมักจะเป็นเจ้าของกิจการถูกธนาคารฟ้องให้ล้มละลายเป็นจำนวนมากตั้งแต่สมัยวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ซึ่งหลายรายหายสาบสูญไป ไม่อาจฟื้นฟูกิจการกระทั่งทุกวันนี้ จนมาถึงการแก้ไขป.พ.พ.และกฎหมายให้เช่าซื้อ ซึ่งถือเป็นประโยชน์สูงสุดให้แก่ผู้ค้ำประกันต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
กฎหมาย ปลดล็อก "คนค้ำประกัน ผู้จำนอง"
เมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่
“พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗”
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวัน นับแต่วันประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป คือมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ เป็นต้นมา
ซึ่งกฎหมาย ฉบับนี้เสมือนหนึ่งว่า ให้โอกาสสถาบันการเงิน ผู้ให้กู้ แก้ไข “สัญญาที่กำหนดข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ” รวมทั้งประเด็นอื่น ๆ ซึ่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗ กำหนดเพิ่มเติมใหม่
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ
โดยที่บทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ใช้บังคับอยู่ ในปัจจุบัน
ยังไม่เพียงพอที่จะคุ้มครองสิทธิและให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ค้ำประกัน และผู้จำนอง ซึ่งมิใช่ลูกหนี้ชั้นต้น แต่เป็นเพียงบุคคลภายนอกที่ยอมผูกพันตนต่อเจ้าหนี้ในการที่จะชำระหนี้แทนลูกหนี้เท่านั้น
โดยข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติปรากฏ ว่าเจ้าหนี้ส่วนใหญ่ซึ่งเป็นสถาบันการเงินหรือ
ผู้ประกอบอาชีพให้กู้ยืม มักจะอาศัยอำนาจต่อรองที่สูงกว่าหรือความได้เปรียบ ในทางการเงิน กำหนดข้อตกลงอันเป็นการยกเว้นสิทธิของผู้ค้ำประกันหรือผู้จำนองตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ หรือให้ผู้ค้ำประกัน หรือผู้จำนองต้องรับผิดเสมือนเป็นลูกหนี้ชั้นต้น กรณีนี้จึงส่งผลให้ผู้ค้ำประกันหรือผู้จำนองซึ่งเป็นประชาชนทั่วไปไม่ได้รับความคุ้มครองตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย รวมทั้งต้องกลายเป็นผู้ถูกฟ้องล้มละลายอีกเป็นจำนวนมาก
ดังนั้น เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ค้ำประกันและผู้จำนอง จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
กฎหมายฉบับนี้นำเสนอโดยคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งริเริ่มปรึกษาหารือและยกร่างตั้งแต่เดือนมกราคม 2554 – กันยายน 2555 โดยสำนักพัฒนากฎหมาย ที่ประกอบด้วยตัวแทนกฤษฎีกาและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก เช่น ตัวแทนจากสถาบันการศึกษา, ตุลาการ, ภาคเอกชน รวมถึง ม.ร.ว.ปรีดียาธร เทวกุล
ร่างกฎหมายฉบับนี้เคยถูกเสนอเข้าสู่การพิจารณาแล้วแต่ตกไปเนื่องจาก
การยุบสภาของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่หลังการยึดอำนาจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้นำร่างกฎหมายฉบับนี้มาพิจารณาใหม่อีกครั้ง
บทบัญญัติที่ปลดล็อก ตามพระราชบัญญัติพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗ มาตรา ๕ แก้ไขเพิ่มเติม
มาตรา ๖๘๑/๑ บัญญัติไว้ว่า ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ”
สำคัญมากครับ มาตรานี้ ถ้าสัญญาขัดกับมาตรา ๖๘๐/๑ ที่แก้ไขเพิ่มเติมมานี้ ถือว่า สัญญาการกู้เงินเป็นโมฆะ คือไม่มีผลบังคับใช้เพราะผิดกฎหมาย ถ้าสัญญาการกู้เงินที่ไปกำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม
มาตรา ๖๘๑ วรรค ๓ ที่บัญญัติไว้ว่า สัญญาค้ำประกันต้องระบุหนี้หรือสัญญาที่ค้ำประกันไว้โดยชัดแจ้ง และผู้ค้ำประกันย่อมรับผิดเฉพาะหนี้หรือสัญญาที่ระบุไว้เท่านั้น (ไม่ใช่เหมารวมทั้งหมด) และ
มาตรา ๖๘๑/๑ บัญญัติไว้ว่า ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ”
บทบัญญัติใน ปม.แพ่งฯ ที่ปรับปรุงแก้ไขทั้งหมด 17 ประเด็น และผ่านการพิจารณาของ สนช. อาทิ บทบัญญัติมาตรา 681, 686, 691, 700, 727, 728, 729, 735, 737 และ 744 เป็นต้น สาระสำคัญ อาทิ
1. เจ้าหนี้ต้องกำหนดรายละเอียดของหนี้และขอบเขตความรับผิดชอบของผู้ค้ำประกันในหนี้ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งลูกหนี้อาจผิดนัดชำระไว้ในข้อตกลงปล่อยสินเชื่อ เช่น วัตถุประสงค์ในการก่อหนี้ค้ำประกัน ลักษณะมูลหนี้ วงเงินสูงสุดที่ค้ำประกัน ระยะเวลาค้ำประกัน ฯลฯ จากเดิมกฎหมายให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดในหนี้ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตทั้งหมด
2. ให้ข้อตกลงที่ให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้เป็นโมฆะ จากเดิมให้ผู้ค้ำต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้
3. ให้ข้อตกลงที่เป็นภาระเกินสมควรต่อผู้ค้ำประกันหรือจำนองเป็นโมฆะ จากปัจจุบันเจ้าหนี้มักทำสัญญาให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดต่างไปจากบทบัญญัติลักษณะที่ค้ำประกัน ทำให้เป็นภาระแก่ผู้ค้ำประกันเกินสมควร
4. กรณีลูกหนี้ผิดนัด หากเจ้าหนี้ไม่ทำหนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันใน 60 วัน ให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน ฯลฯ จากเดิมลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้เรียกผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้ทันที
5. ให้ผู้ค้ำประกันได้รับประโยชน์จากที่เจ้าหนี้ลดจำนวนหนี้ให้แก่ลูกหนี้ รวมทั้งกำหนดให้ข้อตกลงที่เพิ่มภาระแก่ผู้ค้ำประกันเป็นโมฆะ
จากปัจจุบันเจ้าหนี้ลดหนี้ให้ลูกหนี้ โดยไม่ต้องแจ้งผู้ค้ำประกันทราบ ทำให้ผู้ค้ำประกันสามารถปลดเปลื้องหนี้จำนวนที่ลดลงได้
6. ให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้อันมีกำหนดเวลาแน่นอน และเจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ ฯลฯ จากปัจจุบันเจ้าหนี้อาศัยความได้เปรียบทางเศรษฐกิจกำหนดให้ผู้ค้ำต้องรับผิดมากเกินควร
7. ให้ผู้จำนองซึ่งจำนองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อประกันหนี้บุคคลอื่นไม่ต้องรับผิดเกินราคาทรัพย์สินที่จำนอง
จากปัจจุบันเจ้าหนี้บังคับจำนองได้ไม่คุ้มหนี้ที่ลูกหนี้ค้างชำระ มักอาศัย
ความได้เปรียบบีบบังคับผู้จำนองซึ่งจำนองประกันหนี้บุคคลอื่น ให้ต้องรับผิดแทน
8. ก่อนบังคับจำนอง ผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวผู้จำนองทรัพย์สินประกันหนี้บุคคลอื่นทราบใน 15 วัน นับแต่ส่งหนังสือแจ้งให้ลูกหนี้ทราบ หากเกินกำหนดให้ผู้จำนองหลุดพ้นความรับผิดในดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน จากปัจจุบันเจ้าหนี้ไม่ต้องแจ้งผู้จำนอง
9. หลังหนี้ถึงกำหนดชำระ ผู้จำนองมีสิทธิแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้รับจำนองขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนอง โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีต่อศาล และผู้รับจำนองต้องขายทอดตลาดทรัพย์ภายใน 1 ปี จากกฎหมายปัจจุบันไม่มีบทบัญญัติให้ผู้จำนองขอให้มีการบังคับจำนองได้ ทำให้เจ้าหนี้เลือกไม่บังคับจำนอง เพราะหวังได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นและถ้าผู้รับจำนองไม่ขายทอดตลาดในระยะเวลากำหนด ให้ผู้รับจำนองพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน เป็นต้น
ต่อมาในวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๘ เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ พระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๑) พ.ศ. ๒๕๕๘
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่ง ละพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๑) พ.ศ. ๒๕๕๘” มีมาตรา ดังนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗” (ประกาศ เมื่อ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๗)
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (มีผล ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ เป็นต้นมา)
มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๖๘๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๖๘๑ อันค้ำประกันนั้นจะมีได้แต่เฉพาะเพื่อหนี้อันสมบูรณ์ หนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไขจะประกันไว้เพื่อเหตุการณ์ซึ่งหนี้นั้นอาจเป็นผลได้จริงก็ประกันได้แต่ต้องระบุวัตถุประสงค์ในการก่อหนี้รายที่ค้ำประกัน ลักษณะของมูลหนี้ จำนวนเงินสูงสุดที่ค้ำประกันและระยะเวลาในการก่อหนี้ที่จะค้ำประกัน เว้นแต่เป็นการค้ำประกันเพื่อกิจการเนื่องกันไปหลายคราวตามมาตรา ๖๙๙ จะไม่ระบุระยะเวลาดังกล่าวก็ได้
สัญญาค้ำประกันต้องระบุหนี้หรือสัญญาที่ค้ำประกันไว้โดยชัดแจ้ง และผู้ค้ำประกันย่อมรับผิดเฉพาะหนี้หรือสัญญาที่ระบุไว้เท่านั้น หนี้อันเกิดแต่สัญญาซึ่งไม่ผูกพันลูกหนี้เพราะทำด้วยความสำคัญผิดหรือเพราะเป็นผู้ไร้ความสามารถนั้นก็อาจจะมีประกันอย่างสมบูรณ์ได้ ถ้าหากว่าผู้ค้ำประกันรู้เหตุสำคัญผิดหรือไร้ความสามารถนั้นในขณะที่เข้าทำสัญญาผูกพันตน”
มาตรา ๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๖๘๑/๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์“มาตรา ๖๘๑/๑ ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ”
มาตรา ๕ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๖๘๕/๑ ของหมวด ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไปของลักษณะ ๑๑ ค้ำประกัน ของบรรพ ๓ เอกเทศสัญญา แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
“มาตรา ๖๘๕/๑ บรรดาข้อตกลงเกี่ยวกับการค้ำประกันที่แตกต่างไปจากมาตรา ๖๘๑ วรรคหนึ่งวรรคสอง และวรรคสาม มาตรา ๖๙๔ มาตรา ๖๙๘ และมาตรา ๖๙๙ เป็นโมฆะ”
มาตรา ๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๖๘๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๖๘๖ เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดเจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันมิได้ แต่ไม่ตัดสิทธิ
ผู้ค้ำประกันที่จะชำระหนี้เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระในกรณีที่เจ้าหนี้มิได้มีหนังสือบอกกล่าวภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้น
บรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำกหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง เมื่อเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้หรือผู้ค้ำประกันมีสิทธิชำระหนี้ได้ตามวรรคหนึ่ง
ผู้ค้ำประกันอาจชำระหนี้ทั้งหมดหรือใช้ส้ิทธิชำระหนี้ตามเงื่อนไขและวิธีการในการชำระหนี้ที่ลูกหนี้มีอยู่กับเจ้าหนี้ก่อนการผิดนัดชำระหนี้ ทั้งนี้ เฉพาะในส่วนที่ตนต้องรับผิดก็ได้ และให้นำความในมาตรา ๗๐๑ วรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม
ในระหว่างที่ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ตามเงื่อนไขและวิธีการในการชำระหนี้ของลูกหนี้ตามวรรคสาม เจ้าหนี้จะเรียกดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเพราะเหตุที่ลูกหนี้ผิดนัดในระหว่างนั้นมิได้
การชำระหนี้ของผู้ค้ำประกันตามมาตรานี้ ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของผู้ค้ำประกันตามมาตรา ๖๙๓”
มาตรา ๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๖๙๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๖๙๑ ในกรณีที่เจ้าหนี้กระทำการใด ๆ อันมีผลเป็นการลดจำนวนหนี้ที่มีการค้ำประกันรวมทั้งดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้น ถ้าลูกหนี้ได้ชำระหนี้ตามที่ได้ลดแล้วก็ดี ลูกหนี้ชำระหนี้ตามที่ได้ลดดังกล่าวไม่ครบถ้วนแต่ผู้ค้ําประกันได้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือนั้นแล้วก็ดี ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามที่ได้ลดดังกล่าวแต่ผู้ค้ําประกันได้ชำระหนี้ตามที่ได้ลดนั้นแล้วก็ดี ทั้งนี้ไม่ว่าจะล่วงเลยกำหนดเวลาชำระหนี้ตามที่ได้ลดดังกล่าวแล้วหรือไม่ก็ตาม ให้ผู้ค้ำประกันเป็นอันหลุดพ้นจาก
การค้ำประกัน
ข้อตกลงใดที่มีผลเป็นการเพิ่มภาระแก่ผู้ค้ำประกันให้มากกว่าที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ”
มาตรา ๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๐๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๗๐๐ ถ้าค้ำประกันหนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลามีกำหนดแน่นอนและเจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ ผู้ค้ําประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิด เว้นแต่ผู้ค้ำประกันจะได้ตกลงด้วยในการผ่อนเวลานั้น
ข้อตกลงที่ผู้ค้ำประกันทำไว้ล่วงหน้าก่อนเจ้าหนี้ผ่อนเวลาอันมีผลเป็น
การยินยอมให้เจ้าหนี้ผ่อนเวลาข้อตกลงนั้นใช้บังคับมิได้”
มาตรา ๙ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๗๑๔/๑ ของหมวด ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไปของลักษณะ ๑๒ จำนอง ของบรรพ ๓ เอกเทศสัญญา แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
“มาตรา ๗๑๔/๑ บรรดาข้อตกลงเกี่ยวกับการจำนองที่แตกตางไปจากมาตรา ่ ๗๒๘ มาตรา ๗๒๙และมาตรา ๗๓๕ เป็นโมฆะ”
มาตรา ๑๐ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๒๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๗๒๗ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๖๙๑ มาตรา ๖๙๗ มาตรา ๗๐๐ และมาตรา ๗๐๑ มาใช้บังคับกับกรณีที่บุคคลจำนองทรัพย์สินเพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นจะต้องชำระด้วยโดยอนุโลม”
มาตรา ๑๑ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๗๒๗/๑ ของหมวด ๓ สิทธิและหน้าที่ของผู้รับจำนองและผู้จำนอง ของลักษณะ ๑๒ จำนอง ของบรรพ ๓ เอกเทศสัญญา แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
“มาตรา ๗๒๗/๑ ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด ผู้จำนองซึ่งจำนองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นจะต้องชำระ ไม่ต้องรับผิดในหนี้นั้นเกินราคาทรัพย์สินที่จํานองในเวลาที่บังคับจำนองหรือเอาทรัพย์จำนองหลุด
ข้อตกลงใดอันมีผลให้ผู้จำนองรับผิดเกินที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง หรือให้
ผู้จำนองรับผิดอย่างผู้ค้ำประกัน ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ ทั้งนี้ ไม่ว่าข้อตกลงนั้นจะมีอยู่ในสัญญาจำนองหรือทำเป็นข้อตกลงต่างหาก”
มาตรา ๑๒ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๒๘ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๗๒๘ เมื่อจะบังคับจำนองนั้น ผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวนั้น
ถ้าและลูกหนี้ละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว ผู้รับจำนองจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและให้ขายทอดตลาดก็ได้
ในกรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นกรณีผู้จำนองซึ่งจำนองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นต้องชำระ ผู้รับจำนองต้องส่งหนังสือบอกกล่าวดังกล่าวให้ผู้จำนองทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ส่งหนังสือแจ้งให้ลูกหนี้ทราบ ถ้าผู้รับจำนองมิได้ดำเนินการภายในกำหนดเวลาสิบห้าวันนั้น ให้ผู้จำนองเช่นว่านั้น หลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนซึ่งลูกหนี้ค้างชำระ ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาสิบห้าวันดังกล่าว”
มาตรา ๑๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๒๙ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๗๒๙ ในการบังคับจำนองตามมาตรา ๗๒๘ ถ้าไม่มีการจำนองรายอื่นหรือบุริมสิทธิอื่นอันได้จดทะเบียนไว้เหนือทรัพย์สินอันเดียวกันนี้ ผู้รับจำนองจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อเรียกเอาทรัพย์จำนองหลุดภายในบังคับแห่งเงื่อนไขดังจะกล่าวต่อไปนี้แทน
การขายทอดตลาดก็ได้
(๑) ลูกหน้ไดี ้ขาดส่งดอกเบี้ยมาแล้วเป็นเวลาถึงห้าปี และ
(๒) ผู้รับจำนองแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าราคาทรัพย์สินนั้นน้อยกว่าจำนวนเงินอันค้างชำระ”
มาตรา ๑๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๗๒๙/๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์“มาตรา ๗๒๙/๑ เวลาใด ๆ หลังจากที่หนี้ถึงกำหนดชำระ ถ้าไม่มีการจำนองรายอื่นหรือบุริมสิทธิอื่นอันได้จดทะเบียนไว้เหนือทรัพย์สินอันเดียวกันนี้ ผู้จำนองมีสิทธิแจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้รับจำนองเพื่อให้ผู้รับจำนองดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองโดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีต่อศาลโดยผู้รับจำนองต้องดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งนั้น
ทั้งนี้ ให้ถือว่าหนังสือแจ้งของผู้จำนองเป็นหนังสือยินยอมให้ขายทอดตลาด
ในกรณีที่ผู้รับจำนองไม่ได้ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง ให้ผู้จำนองพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนซึ่งลูกหนี้ค้างชำระตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังวันที่พ้นกำหนดเวลาดังกล่าว
เมื่อผู้รับจำนองขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองได้เงินสุทธิจำนวนเท่าใด ผู้รับจำนองต้องจัดสรรชำระหนี้และอุปกรณ์ให้เสร็จสิ้นไป ถ้ายังมีเงินเหลือก็ต้องส่งคืนให้แก่ผู้จำนอง หรือแก่บุคคลผู้ควรจะได้เงินนั้น
แต่ถ้าได้เงินน้อยกว่าจำนวนที่ค้างชำระ ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๗๓๓ และในกรณีที่ผู้จำนองเป็นบุคคลซึ่งจำนองทรัพย์สินเพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นจะต้องชำระ ผู้จำนองย่อมรับผิดเพียงเท่าที่มาตรา ๗๒๗/๑ กำหนดไว้”
มาตรา ๑๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๓๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๗๓๕ เมื่อผู้รับจำนองคนใดจะบังคับจำนองเอาแก่ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองผู้รับจำนองต้องมีจดหมายบอกกล่าวแก่ผู้รับโอนล่วงหน้าเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าหกสิบวันก่อนจึงจะบังคับจำนองได้”
มาตรา ๑๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๓๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๗๓๗ ผู้รับโอนจะไถ่ถอนจำนองเมื่อใดก็ได้ แต่ถ้าผู้รับจำนองได้บอกกล่าวว่าจะบังคับจำนอง ผู้รับโอนต้องไถ่ถอนจำนองภายในหกสิบวันนับแต่วันรับ
คำบอกกล่าว”
มาตรา ๑๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๔๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๗๔๔ อันจำนองย่อมระงับสิ้นไป
(๑) เมื่อหนี้ที่ประกันระงับสิ้นไปด้วยเหตุประการอื่นใดมิใช่เหตุอายุความ
(๒) เมื่อปลดจำนองให้แก่ผู้จำนองด้วยหนังสือเป็นสำคัญ
(๓) เมื่อผู้จำนองหลุดพ้น
(๔) เมื่อถอนจำนอง
(๕) เมื่อขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองตามคำสั่งศาลอันเนื่องมาแต่การบังคับจำนองหรือถอนจำนอง หรือเมื่อมีการขายทอดตลาดทรัพย์สินตามมาตรา ๗๒๙/๑
(๖) เมื่อเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้นหลุด”
มาตรา ๑๘ บทบัญญัติของพระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือนถึงสัญญาที่ได้ทำไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เว้นแต่กรณีที่พระราชบัญญัตินี้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
มาตรา ๑๙ ในกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ สิทธิและหน้าที่ของเจ้าหนี้และผู้ค้ำประกัน ให้เป็นไปตามมาตรา ๖๘๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๒๐ ในกรณีที่เจ้าหนี้กระทำการใด ๆ นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ อันมีผลเป็นการลดจำนวนหนี้ที่มีการค้ำประกัน รวมทั้งดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้น ให้ผู้ค้ำประกันเป็นอันหลุดพ้นจากการค้ำประกันตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๖๙๑ วรรคหนึ่งแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๒๑ บทบัญญัติตามมาตรา ๗๒๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้กับสัญญาจำนองที่ยังมีผลบังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย
มาตรา ๒๒ บทบัญญัติตามมาตรา ๗๒๘ และมาตรา ๗๓๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับกับการบังคับจำนองที่ทำขึ้นนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย
มาตรา ๒๓ บทบัญญัติตามมาตรา ๗๓๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับกับกรณีที่ผู้รับโอนต้องการไถ่ถอนจำนองเมื่อมีการบอกกล่าวบังคับจำนองตามมาตรา ๗๓๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๒๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่บทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่เพียงพอที่จะคุ้มครองสิทธิและให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ค้ำประกันและผู้จำนองซึ่งมิใช่ลูกหนี้ชั้นต้น แต่เป็นเพียงบุคคลภายนอกที่ยอมผูกพันตนต่อเจ้าหนี้ในการที่จะชำระหนี้แทนลูกหนี้เท่านั้น โดยข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติปรากฏว่า เจ้าหนี้ส่วนใหญ่ซึ่งเป็นสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบอาชีพให้กู้ยืม มักจะอาศัยอำนาจต่อรองที่สูงกว่าหรือความได้เปรียบในทางการเงินกำหนดข้อตกลงอันเป็นการยกเว้นสิทธิของผู้ค้ำประกันหรือผู้จำนองตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ หรือให้ค้ำประกันหรือผู้จำนองต้องรับผิดเสมือนเป็นลูกหนี้ชั้นต้น กรณีจึงส่งผลให้ผู้ค้ำประกันหรือผู้จำนองซึ่งเป็นประชาชนทั่วไปไม่ได้รับความคุ้มครองตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย รวมทั้งต้องกลายเป็นผู้ถูกฟ้องล้มละลายอีกเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ค้ำประกันและผู้จำนอง จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
สรุป
บทบัญญัติที่ปลดล็อก ตามพระราชบัญญัติพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ.๒๕๕๗ มาตรา ๕ แก้ไขเพิ่มเติม
มาตรา ๖๘๑/๑ บัญญัติไว้ว่า ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ”
ถ้าสัญญาขัดกับมาตรา ๖๘๐/๑ ที่แก้ไขเพิ่มเติมมานี้ ถือว่า สัญญาการกู้เงินเป็นโมฆะ คือไม่มีผลบังคับใช้เพราะผิดกฎหมาย ถ้าสัญญาการกู้เงินที่ไปกำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม
มาตรา ๖๘๑ วรรค ๓ ที่บัญญัติไว้ว่า สัญญาค้ำประกันต้องระบุหนี้หรือสัญญาที่ค้ำประกันไว้โดยชัดแจ้ง และผู้ค้ำประกันย่อมรับผิดเฉพาะหนี้หรือสัญญาที่ระบุไว้เท่านั้น (ไม่ใช่เหมารวมทั้งหมด) และ
มาตรา ๖๘๑/๑ บัญญัติไว้ว่า ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ”
บทบัญญัติใน ปม.แพ่งฯ ที่ปรับปรุงแก้ไขทั้งหมด 17 ประเด็น และผ่านการพิจารณาของ สนช. อาทิ บทบัญญัติมาตรา 681, 686, 691, 700, 727, 728, 729, 735, 737 และ 744 เป็นต้น
ความทุกข์ของคนค้ำประกัน คนจำนองสมัยก่อน ดังคำว่า
“อยากมีทุกข์แขวนคอ ก็ให้เป็นผู้ค้ำประกัน หรือผู้จำนอง”
เพราะผู้ค้ำประก้น เสมือนคำว่า “เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่งกระดูกแขวนคอ”
ปัจจุบัน รัฐได้บรรเทาเบาบางความทุกข์นั้นให้แล้ว เพราะผู้ค้ำประกัน ผู้จำนองได้
รับการคุ้มครองตาม “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗” นี้
แหล่งข้อมูล
https://www.sanook.com/money/232581/
https://www.bangkokbiznews.com/blogs/columnist/118156
https://www.thairath.co.th/news/local/1901780
http://www.kburi.ago.go.th/kburi-lawaid/index.php/sara-2/kit/19-kid
https://www.rd.go.th/17342.html
http://money.sanook.com/232581/
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1415884570
http://news.mthai.com/hot-news/400082.html
http://www.thanaiphorn.com/content.php?type=4&id=187
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2557/A/...
https://www.1213.or.th/th/Pages/finresilience/beforeyouhelpothers.aspx
http://money.sanook.com/232581/
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1415884570
http://news.mthai.com/hot-news/400082.html
https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_898201
https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_898201

