ความผิดวินัยสงฆ์นั้น สมัยพุทธกาล ผู้กระทำผิดที่เป็นต้นเหตุให้บัญญัติสิกขาบทนั้น ๆ หรือที่เรียกว่า “อาทิกัมมิกะ” จะได้รับการยกเว้น ไม่ผิดหรือไม่เป็นอาบัติ แม้จะเป็นการเสพเมถุนก็ตาม แต่ภิกษุที่ทำผิดหลังจากมีบทบัญญัติแล้ว จะเป็นความผิด อนึ่ง วินัยข้อใดที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไม่ให้ภิกษุทำหรือล่วง ละเมิด แต่ภิกษุรูปใดทำหรือล่วงละเมิด แม้พฤติกรรม จะไม่ได้ทำผิด ก็ถือว่าเป็นอาบัติเหมือนกัน เช่น บทบัญญัติที่ห้ามภิกษุนั่งในที่ลับตากับหญิงสอง ต่อสอง กรณีภิกษุรูปใดนั่งในที่ลับตากับหญิงสองต่อสอง ถ้าฝ่ายหญิง โจทก์หรือกล่าวหาอย่างใด (แม้ภิกษุนั้น จะไม่ได้ทำจริง) ก็ให้เอาตามที่ฝ่ายหญิงนั้นโจทก์หรือกล่าวหา เช่นกล่าวหาว่าเสพเมถุน แม้ภิกษุนั้น จะยังไม่ได้เสพเมถุน ก็ถือว่าเป็นความผิดตามที่ฝ่ายหญิงกล่าวหา หรือเป็นโจทก์ เพราะวินัยห้ามภิกษุนั่งในที่ลับตากับหญิงสองต่อสองนั้นเอง ข้อนี้จะถือว่าเป็นกฎเหล็กก็น่าจะใช่ เพราะทรงให้เครดิตฝ่ายหญิง เป็นสำคัญเพื่อไม่ให้ภิกษุฝ่าฝืนหรือล่วงละเมิด

วินัยสงฆ์กับกฎหมายบ้านเมือง

 

วินัยสงฆ์กับกฎหมายบ้านเมือง
ดร.ถวิล  อรัญเวศ

           พระพุทธศาสนามีศีล คือศีล 5  สำหรับฆราวาส ศีล 8 สำหรับ

ผู้รักษาอุโบสถศีล ศีล 10 สำหรับสามเณร ส่วนศีล 227 สำหรับ

ภิกษุ (พระผู้ชาย) ศีล 311 สำหรับภิกษุณี (พระผู้หญิง) จะใช้คำว่าวินัย

           แท้ที่จริง คำว่า “ศีล” คือความเป็นปกติกาย  และความเป็น

ปกติวาจา  คือไม่ได้ทำผิดทางกาย และความผิดทางวาจานั้นเอง จึงถือว่า

คนนั้นเป็นคนปกติ

           วินัย เป็นข้อห้ามไม่ให้ภิกษุ ภิกษุณี ฝ่าฝืน ถ้าภิกษุหรือภิกษุณี

รูปใดฝ่าฝืน ก็จะเป็นอาบัติตามโทสานุโทษนั้น ๆ

            วินัย ข้อห้ามที่เป็นอาบัติหนักที่สุดคือ “อาบัติปาราชิก”

จะต้องขาดจากความเป็นภิกษุ ไม่ต้องสึกให้ก็ขาดแล้ว

 

วินัยภิกษุณี มีข้อห้ามสำหรับเสพเมถุนไหม

            โทษอาบัติปาราชิก เป็นประเภทของโทษที่สูงสุดที่เกิดจาก
การล่วงละเมิดสิกขาบทครุกาบัติ อาบัติหนักที่สุด ที่เรียกว่าอาบัติปาราชิก
พระภิกษุต้องอาบัติปาราชิกสี่ ข้อใดข้อหนึ่ง แม้จะไม่กล่าวลาสิกขาบท
ก็ถือว่าขาดจากความเป็นพระภิกษุทันที เมื่อความผิดสำเร็จ

             ปาราชิก มี 4 ข้อ อยู่ใน ศีล 227 ได้แก่

            1.    เสพเมถุน

แม้กับสัตว์เดรัจฉานตัวเมีย (ร่วมสังวาสกับคนหรือสัตว์)

            2. ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้ มาเป็นของตน จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี (ขโมย) เกิน 5 มาสก หรือ 1 บาท

            3. พรากกายมนุษย์จากชีวิต (ฆ่าคน) หรือ แสวงหาศาสตรา อันจะนำไปสู่ความตายแก่ร่างกายมนุษย์

            4. กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมอันเป็นความเห็นอย่างประเสริฐ อย่างสามารถ น้อมเข้าในตัวว่า ข้าพเจ้ารู้อย่างนี้ ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้ (ไม่รู้จริง แต่โอ้อวดความสามารถของตัวเอง)

           วินัยสงฆ์กับกฎหมายบ้านเมืองมีความสัมพันธ์กัน กล่าวคือ

ถ้าภิกษุรูปใดทำผิดวินัยสงฆ์ และความผิดนั้น เป็นความผิดที่กฎหมาย

บ้านเมืองกำหนดโทษไว้ แม้ขาดจากความเป็นภิกษุ หรือสึกไปแล้ว ก็

ต้องไปรับโทษนั้น ๆ  ตามบทลงโทษของกฎหมายบ้านเมืองด้วย

ไม่ใช่ขาดจากความเป็นภิกษุอย่างเดียวเท่านั้น เช่น ถ้าข่มขืนกระทำชำเรา

เด็กหญิง นอกจากจะขาดความเป็นภิกษุแล้ว ต้องไปรับโทษตามกฎหมาย

บ้านเมืองที่กำหนดโทษเป็นความผิดไว้ด้วย หรือถ้ามเสพยาเสพติดให้โทษ

เช่น เสพยาบ้า นอกจากจะให้สึกแล้ว ต้องไปรับโทษตามบทลงโทษของ

กฎหมายบ้านเมืองด้วย

          ความผิดวินัยสงฆ์นั้น สมัยพุทธกาล ผู้กระทำผิดที่เป็นต้นเหตุให้บัญญัติสิกขาบทนั้น ๆ หรือที่เรียกว่า “อาทิกัมมิกะ” จะได้รับการยกเว้น ไม่ผิดหรือไม่เป็นอาบัติ แม้จะเป็นการเสพเมถุนก็ตาม แต่ภิกษุที่ทำผิดหลังจากมีบทบัญญัติแล้ว จะเป็นความผิด

          ในสมัยพุทธกาล คือพระสุทินทำผิดขั้นปฐมปาราชิกเป็นคนแรก จึงได้ชื่อว่าเป็น “อาทิกัมมิกะ” แปลตามศัพท์ว่า ผู้กระทำคนแรก หมายถึงผู้เป็นต้นบัญญัติหรือเป็นต้นเหตุให้บัญญัติสิกขาบทคนแรกไม่ถูกจับสึก แต่ต่อไปถ้าภิกษุรูปใดทำผิดอย่างพระสุทินจะต้องถูกจับสึก

           การที่ภิกษุเสพเมถุนนั้น ไม่ใช่เสพเมถุนเฉพาะกับคนจึงจะเป็นอาบัติปาราชิก แม้เสพเมถุนกับสัตว์ก็เป็นอาบัติปาราชิกเช่นกัน

           ตัวอย่างสมัยพุทธกาล เล่ากันมาว่า ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในป่ามหาวัน เอาเหยื่อล่อลิงตัวเมียตัวหนึ่งจนมันคุ้นเคย แล้ววันดีคืนดีเธอก็ทำมิดีมิร้ายกับนางลิงตัวนั้น ก็คงทำเป็นกิจวัตรต่อเนื่องกันมานานพอสมควร “ความลับไม่มีในโลก” พระพุทธองค์ตรัสไว้อย่างนั้น

          วันหนึ่งพระอาคันตุกะจำนวนหนึ่งเดินทางมาอาศัยอยู่ที่ป่ามหาวัน เดินผ่านไปยังกุฏิที่พระพิเรนทร์รูปนั้นอาศัยอยู่ บังเอิญขณะนั้นเจ้าของกุฏิไม่อยู่ นางลิงคู่ขาพระรูปนั้นเห็นภิกษุเหล่านั้นก็วิ่งเข้าไปหา ทำท่าทางแปลก ๆ เช่น ยกสะเอวบ้าง โก่งหางบ้าง แอ่นตะโพกบ้าง ทำนิมิต (คือแสดงท่าเสพเมถุน) บ้าง ต่อหน้าพวกเธอ พวกเธอก็สงสัย จึงพากันแอบดูอยู่ใกล้ๆ

         เมื่อภิกษุเจ้าของกุฏิกลับมาจากบิณฑบาต นางลิงก็วิ่งเข้าไปหาแล้วทั้งคนทั้งลิงก็เสพเมถุนอย่างมันอารมณ์

        ยังมิทันจะถึงจุดหมาย ก็มีคนมาขัดจังหวะ พระคุณเจ้าทั้งหลายแอบดูอยู่หลังพุ่มไม้นั่นแหละครับ สุดจะทนดูเหตุการณ์อันบัดสีบัดเถลิงต่อไปได้ จึงกรูเข้าไปจับแขนเธอนำไปเฝ้าพระพุทธองค์

       พระพุทธเจ้ารับสั่งให้ประชุมสงฆ์ ทรงซักถามภิกษุพิเรนทร์รูปนั้นว่า “ได้ข่าวว่าเธอเสพเมถุนกับนางลิงจริงหรือ”

      “จริง พระเจ้าข้า” เธอรับสารภาพ

        พระพุทธองค์ตรัสว่า เราได้บัญญัติไว้แล้วมิใช่หรือมิให้ภิกษุเสพเมถุนธรรม เธอก็เถียงข้าง ๆ คู ๆ ว่า ก็พระองค์ทรงห้ามเฉพาะกับมนุษย์ผู้หญิงเท่านั้น มิได้รวมถึงสัตว์เดรัจฉานด้วยนี่

        เห็นไหมครับ ขนาดตราเป็นข้อห้ามไว้แล้ว ยังมีคน “หัวหมอ” หาช่องว่างจนได้ พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติเพิ่มเติมอีกว่า “ภิกษุใดเสพเมถุนธรรม โดยที่สุดแม้กับสัตว์เดรัจฉานตัวเมีย ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้”

        เป็นว่าไม่ว่าจะเสพเมถุนกับคนหรือเสพเมถุนกับสัตว์ ก็เป็นอาบัติปาราชิกเหมือนกัน

        อนึ่ง วินัยข้อใดที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไม่ให้ภิกษุทำหรือล่วงละเมิด แต่ภิกษุรูปใดทำหรือล่วงละเมิด แม้พฤติกรรม จะไม่ได้ทำผิด ก็ถือว่าเป็นอาบัติเหมือนกัน เช่น บทบัญญัติที่ห้ามภิกษุนั่งในที่ลับตากับหญิงสองต่อสอง กรณีภิกษุรูปใดนั่งในที่ลับตากับหญิงสองต่อสอง ถ้าฝ่ายหญิงโจทก์หรือกล่าวหาอย่างใด (แม้ภิกษุนั้น จะไม่ได้ทำจริง) ก็ให้เอาตามที่ฝ่ายหญิงนั้นโจทก์หรือกล่าวหา เช่นกล่าวหาว่าเสพเมถุน แม้ภิกษุนั้น จะยังไม่ได้เสพเมถุน ก็ถือว่าเป็นความผิดตามที่ฝ่ายหญิงกล่าวหา หรือเป็นโจทก์ เพราะวินัยห้ามภิกษุนั่งในที่ลับตากับหญิงสองต่อสองนั้นเอง

          ข้อนี้จะถือว่าเป็นกฎเหล็กก็น่าจะใช่ เพราะทรงให้เครดิตฝ่ายหญิงเป็นสำคัญเพื่อไม่ให้ภิกษุฝ่าฝืนหรือล่วงละเมิด

 

สรุป

        วินัยสงฆ์กับกฎหมายบ้านเมืองนั้น มีความสัมพันธ์กัน กล่าวคือ

ถ้าภิกษุรูปใดทำผิดวินัยสงฆ์ และความผิดนั้น เป็นความผิดที่กฎหมาย

บ้านเมืองกำหนดโทษไว้ด้วย แม้ขาดจากความเป็นภิกษุ หรือสึกไปแล้ว ก็

ต้องไปรับโทษนั้น ๆ  ตามบทลงโทษของกฎหมายบ้านเมืองด้วย

ไม่ใช่ขาดจากความเป็นภิกษุอย่างเดียวเท่านั้น เช่น ถ้าข่มขืนกระทำชำเรา

เด็กหญิง นอกจากจะขาดความเป็นภิกษุแล้ว ต้องไปรับโทษตามกฎหมาย

บ้านเมืองที่กำหนดโทษเป็นความผิดไว้ด้วย หรือถ้าภิกษุใด เสพยาเสพติดให้โทษ
เช่น เสพยาบ้า นอกจากจะให้สึกแล้ว ต้องไปรับโทษตามบทลงโทษของกฎหมายบ้านเมืองด้วย

 

------------------

 

 

แหล่งข้อมูล

https://www.dhammahome.com/webboard/topic/27685

https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_720294