บันทึกชุด เอื้อระบบนิเวศ เพื่อครูเป็นผู้ก่อการ นี้    ตีความ (ไม่ใช่แปล) จากหนังสือ Teacher Agency : An Ecological Approach (2015)   เพื่อหนุนการดำเนินการหลักสูตรฐานสมรรถนะของไทย    ให้เป็นหลักสูตรที่มีครูเป็น “ผู้ร่วมสร้าง” (co-creator)    โดยขอย้ำว่า ผมเขียนบันทึกชุดนี้แบบตีความสุดๆ   ในหลายส่วนได้เสนอมุมมองของตนเองลงไปด้วย    ท่านผู้อ่านจึงพึงอ่านอย่างมีวิจารณญาณ  อย่าเชื่อโดยง่าย

บันทึกที่ ๑๐ นี้ผมจินตนาการเชื่อมโยงสู่ขบวนการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย     โดยเสนอเป็นข้อเรียนรู้ในมิติที่ลึกและซ่อนเร้น ๑๐ ข้อ    เป็นการตีความสุดๆ หรือตีความซ้อนตีความ    จึงมีข้อผิดพลาดได้ง่าย  ท่านผู้อ่านพึงมีสติอยู่กับกาลามสูตรอย่างเต็มที่

 

ข้อเรียนรู้ข้อที่ ๑ 

ในสายตาของผม สาระสำคัญที่สุดสำหรับวงการศึกษาไทย    ที่หนังสือ Teacher Agency : An Ecological Approach สื่อคือ     ระบบการศึกษาเป็นระบบที่มีความซับซ้อนและเป็นพลวัตสูงยิ่ง   การจัดการระบบด้วยกระบวนทัศน์แบบลดทอนความซับซ้อน (reductionism)  และความสัมพันธ์แบบกลไก (mechanistic)   ด้วยการควบคุมผลอย่างเข้มงวด    จะนำไปสู่ความล้มเหลว    คือเกิดการลดทอนทั้งคุณภาพผลลัพธ์การศึกษา  และลดทอนคุณภาพครู    และยิ่งก่อผลร้าย   คือจะทำให้ระบบการศึกษาเต็มไปด้วยความไม่ซื่อสัตย์ 

 

ข้อเรียนรู้ข้อที่ ๒

มีการสะท้อนจุดอ่อนของหลักสูตรที่เน้นผลลัพธ์ (outcome-based curriculum) ที่เราคิดกันว่าเป็นหลักสูตรที่ดี    เพราะเน้นที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน     แต่เมื่อมีการวิจัยผลของการประยุกต์ใช้หลักสูตรนี้ ผลที่ออกมาไม่ดีดังคาด     เพราะมีจุดอ่อน ๒ ประการ คือ  (๑) “ผลลัพธ์” ที่กำหนดมาจากการลดทอนคุณค่าของการศึกษา จากสภาพซับซ้อน มาเป็น “ผลลัพธ์” ที่เป็นรูปธรรมชัดเจน    เป้าหมายที่ทรงคุณค่า (purpose) ของการศึกษา ถูกละเลย เพราะหลงไปหมกมุ่นกับ “ผลลัพธ์” ที่เป็นผลิตผลของ “ลัทธิลดทอน” (reductionism)    ไม่เกิดการพัฒนานักเรียนอย่างเป็นองค์รวม    (๒) เกิดระบบติดตามผลที่  “ผลลัพธ์” อย่างเข้มข้นและเข้มงวด    หน่วยเหนือของโรงเรียนและครู ดำเนินการติดตามผลแนวควบคุม ไม่ใช่แนวส่งเสริม   ทำให้โรงเรียนและครูมุ่งทำงานเพื่อสนองการประเมิน  แทนที่จะเน้นสนองนักเรียน     

จุดอ่อนประการที่ ๓ ของหลักสูตรเน้นผลลัพธ์ คือ มีผลลดทอนโอกาสพัฒนาความเป็นผู้ก่อการ (agency) ของครู    ซึ่งส่งผลต่อเนื่องให้ระบบการศึกษาอ่อนแอลงไปอีก   

 

ข้อเรียนรู้ข้อที่ ๓

ระบบการศึกษาที่เลียนแบบระบบธุรกิจ รับเอาอุดมการณ์และวิธีการหลายอย่างของระบบธุรกิจมาใช้ โดยไม่คำนึงว่า บริบทของธุรกิจกับบริบทของการศึกษาแตกต่างกัน   จะนำไปสู่ความตกต่ำของระบบการศึกษา   

ข้อแตกต่างสำคัญยิ่งคือ ระบบธุรกิจมุ่งสนองความต้องการของลูกค้า    ส่วนระบบการศึกษามุ่งสนองความต้องการของผู้เรียน (หรือผู้ใช้บริการ)     ลูกค้ามีอำนาจสูง เพราะสามารถบอกความต้องการของตนได้ชัดเจนผ่านช่องทางต่างๆ   และองค์กรธุรกิจก็ต้องสนองความต้องการนั้น   แต่นักเรียนบอกไม่ได้ว่าตนเองต้องการบรรลุเป้าหมายที่ทรงคุณค่า  (purpose) ของการศึกษา     และไม่มีกำลังต่อรองใดๆ    เกิดคำถามว่า  ใครเล่า ที่เป็นผู้ทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของนักเรียน พ่อแม่ผู้ปกครอง ผู้บริหารระบบการศึกษา  หรือคนอื่น (กลไกอื่น เช่นกลไกตลาด)   คำตอบของผมคือครู   ครูอยู่ในฐานะที่จะรักษาและสนองผลประโยชน์ของนักเรียนได้ดีที่สุด    ความเห็นนี้ต้องถกเถียงกันยาว     โดยประเด็นของเรื่องคือ หากครูมีความเป็นผู้ก่อการ ครูจะรักษาผลประโยชน์ของนักเรียนได้ดีกว่า   

 

ข้อเรียนรู้ข้อที่ ๔ 

ระบบกำกับคุณภาพ และติดตามประเมินผลการศึกษา เป็นเรื่องที่ซับซ้อน ไม่ตรงไปตรงมา   การกระทำที่เต็มเปี่ยมด้วยเจตนาดีอาจก่อผลร้าย    หากมีวิธีดำเนินการที่ผิดพลาด อันเกิดจากกระบวนทัศน์ที่ผิด   

กระบวนทัศน์ที่ถูกต้องคือ ระบบดังกล่าวมีไว้สนับสนุนหรือช่วยเหลือฝ่ายปฏิบัติ   ไม่ใช่มีไว้ควบคุมฝ่ายปฏิบัติ    หรือกล่าวใหม่ว่าต้องดำเนินการแบบเน้นสนับสนุนส่งเสริมมากกว่าควบคุม   

แต่ลัทธิบูชาผลงาน (performativity) ชักนำให้ทุกขั้นตอนของระบบการศึกษาต้องมีผลงาน หน่วยเหนือขึ้นไปจึงต้องเรียกร้องผลงานของหน่วยต่ำลงมา เพื่อนำไปรวบรวมเป็นผลงานของตน    เกิดความบิดเบี้ยวของระบบกำกับคุณภาพและติดตามประเมินผลการศึกษาในระดับพื้นฐาน   คือกลายเป็นมุ่งควบคุม ไม่ใช่มุ่งส่งเสริมสนับสนุน    โรงเรียนและครูจึงมีเป้าหมายที่บิดเบี้ยว คือมุ่งสร้างผลงานไว้เสนอหน่วยเหนือ   ไม่ได้มุ่งที่ความต้องการหรือเป้าหมายที่ทรงคุณค่า (purpose) ของนักเรียน    

 

ข้อเรียนรู้ข้อที่ ๕ 

  บทบาทของครู ไม่ใช่แค่บทบาทจัดการเรียนรู้ในห้องเรียนเท่านั้น    แต่มีอีกบทบาทหนึ่งที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน คือหน้าที่พัฒนาหลักสูตรและพัฒนาระบบการศึกษา   กล่าวใหม่ว่า ในระบบการศึกษาคุณภาพสูง ครูต้องเป็นหุ้นส่วนของการพัฒนาระบบ และพัฒนาหลักสูตร

เพื่อทำหน้าที่ประการหลัง ครูต้องแสดงพฤติกรรมของ “ผู้ก่อการ” (agency) ที่เป็นสาระหลักของหนังสือ Teacher Agency ตลอดเล่ม   ที่หลักสูตรสมัยใหม่มักจะเรียกร้อง   แต่ระบบบริหารหลักสูตรมักปิดกั้นด้วยความเข้าใจผิดสองประการ    ประการแรก เข้าใจว่าจะได้ครูผู้ก่อการ (agentic teacher) ได้โดยการฝึกอบรมเพิ่มความรู้ให้แก่ครู    ประการที่สอง ดำเนินการบริหารจัดการแบบควบคุมสั่งการ และเน้นการประเมินผลลงรายละเอียด   ทำให้ครูมุ่งปฏิบัติตามรายละเอียดที่จะวัดเหล่านั้น    ไม่มีโอกาสได้ตีความเอง คิดเอง หาวิธีทำเอง เรียนรู้เอง     ผลที่ตามมาคือ ครูขาดโอกาสเรียนรู้และพัฒนาความเป็นผู้ก่อการของตนเอง   

ครูที่มีความเป็นผู้ก่อการ จะสามารถร่วมกันตีความเป้าหมายอันทรงคุณค่า (purpose)  และแนวทาง (process) ที่ระบุไว้กว้างๆ ในหลักสูตร   สู่การร่วมกันคิดวิธีจัดกระบวนการเรียนรู้หลากหลายวิธี   ร่วมกันตัดสินใจเลือกวิธีการที่น่าจะเหมาะสมที่สุด    ร่วมกันดำเนินการ    แล้วติดตามตรวจสอบผลเอง    สำหรับนำมาร่วมกันตีความผล และหมุนวงจรเรียนรู้ของทีมครู ที่เป็นวงจรชั้นเดียว และวงจรสองชั้น ตามที่กล่าวแล้วในบันทึกที่ ๙    ซึ่งผลของวงจรเรียนรู้ของทีมครู จะนำไปสื่อต่อทีมงานของทั้งโรงเรียน ต่อเขตพื้นที่การศึกษา และผู้บริหารในส่วนกลาง   เท่ากับครูได้มีส่วนร่วมพัฒนาหลักสูตรในระดับโรงเรียน  และในระดับประเทศ   

 

ข้อเรียนรู้ข้อที่ ๖

ความเป็นผู้ก่อการ (agency) ของครูมีค่ายิ่งต่อคุณภาพของการศึกษา   โดยที่ความเป็นผู้ก่อการเป็นพฤติกรรมที่ผุดบังเกิด (emerge) ขึ้นในปัจจุบันขณะ ภายใต้บริบทนั้นๆ    ผ่านแรงขับดันเชิงคุณค่า ความรู้ ทักษะ และเจตคติ ที่สั่งสมมาในอดีต     ผสานกับแรงคาดหวังไปในอนาคตในเรื่องนั้นๆ    ส่งผลให้มีการตัดสินใจดำเนินการออกมาเป็นพฤติกรรมที่กล้าหาญ และก่อคุณค่า ณ ปัจจุบันขณะ   จะเห็นว่าพฤติกรรมเป็นผู้ก่อการมาจากการสั่งสมจากอดีต    ที่ระบบนิเวศของการปฏิบัติงานของครูเอื้อให้เกิดการสั่งสม คุณค่า ความรู้ ทักษะ และเจตคติ ที่เอื้อต่อการเป็นผู้ก่อการ    รวมทั้งสภาพแวดล้อมของระบบนิเวศในการทำงาน ณ ปัจจุบันขณะที่เอื้อการตัดสินใจลงมือปฏิบัติการ   

ความเป็นผู้ก่อการของครู จึงไม่ใช่ขึ้นกับตัวครูเท่านั้น  แต่มีปัจจัยด้านระบบนิเวศของการทำงาน เป็นองค์ประกอบด้วย    ระบบนิเวศที่เต็มไปด้วยความสัมพันธ์แนวดิ่ง  หรือความสัมพันธ์เชิงอำนาจ   ปิดกั้นพฤติกรรมผู้ก่อการของครู             

 

ข้อเรียนรู้ข้อที่ ๗

ไม่ว่าหลักสูตรใหม่จะได้รับการออกแบบมาดีแค่ไหนก็ตาม    ไม่มีวันประสบความสำเร็จ หากระบบการศึกษาไม่เป็น “ระบบที่ฉลาด” (intelligent systems)    ซึ่งหมายความว่า ต้องมีการเรียนรู้และปรับตัวอยู่ในองคาพยพต่างๆ ของระบบ อยู่ตลอดเวลา     ทั้งในระดับปฏิบัติ  และระดับบริหารจัดการ     โดยข้อเรียนรู้จากแต่ละจุดในระบบ ต้องได้รับการสื่อสารไปทั่วทั้งระบบ   เพื่อเป็นข้อมูลกระตุ้นการปรับตัวของระบบ   

นี่คือความเป็นจริงสำหรับระบบที่ซับซ้อนและปรับตัว (complex-adaptive systems)     ระบบการศึกษาเป็นระบบที่ซับซ้อนยิ่ง และมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลาอย่างเข้มข้น   จึงเป็นระบบที่หวังให้การเปลี่ยนแปลงเกิดจากการสั่งการจากเบื้องบนเท่านั้นไม่ได้    เพราะจะไม่สำเร็จ    เบื้องบนไม่มีข้อมูลที่ซับซ้อน และเป็นปัจจุบัน (real time) เพียงพอสำหรับการตัดสินใจและสั่งการที่ถูกต้อง    จึงต้องให้ภาคส่วนต่างๆ ของระบบมีการสื่อสารกันเองได้อย่างอิสระด้วย   

 

ข้อเรียนรู้ข้อที่ ๘

การให้คุณค่าแก่ผลงานน่าจะเป็นเรื่องดี    แต่ในบันทึกชุดนี้เอ่ยถึง “ลัทธิบูชาผลงาน” (performativity) ในทำนองเป็นผู้ร้าย    โปรดสังเกตให้ดีว่า ตัวผลงานไม่ใช่ผู้ร้าย    แต่ตัวลัทธิบูชาผลงานเป็นผู้ร้าย    เพราะมันนำไปสู่พฤติกรรมติดตามประเมินผลที่ผลงานแบบตายตัว ด้วยท่าทีของความสัมพันธ์เชิงอำนาจ   ที่ผู้ปฏิบัติงานจะต้องมี “ผลงาน” แบบตายตัวให้ตรวจสอบ    ไม่ว่า “ผลงาน” นั้นจะเป็นผักชีโรยหน้า  หรือสร้างขึ้นชั่วคราวก็ตาม    ซึ่งจะนำไปสู่ความไม่ซื่อสัตย์ในระบบการศึกษา     เป็นการทำลายโอกาสที่ครูจะร่วมกันจรรโลงศักดิ์ศรีวิชาชีพ  และความเป็นผู้ก่อการของครู     

 

ข้อเรียนรู้ข้อที่ ๙ 

กิจกรรมด้านการศึกษาขึ้นกับบริบท   ต้องมีการพัฒนาให้สอดคล้องกับบริบท   มีการเรียนรู้และพัฒนาต่อเนื่องในแต่ละบริบท    กิจกรรมการศึกษาจึงไม่มีทางดำเนินการได้ผลดีตามมาตรฐานเดียว ตัวชี้วัดเดียว    บริบทในที่นี้แจงย่อยลงไปเป็นภาค  จังหวัด เขตการศึกษา  โรงเรียน  และห้องเรียน    และแจงย่อยตามเวลาด้วย    ห้องเรียน ป. ๔/๓ ของโรงเรียน ก  ในปีการศึกษา ๒๕๖๓  ก็มีบริบทแตกต่างจากในปีการศึกษา ๒๕๖๔ เพราะลักษณะของนักเรียนอาจแตกต่างกันมาก   หรืออาจเปลี่ยนตัวครูประจำชั้น  หรือเปลี่ยนตัวผู้อำนวยการโรงเรียน   

ในระบบที่ซับซ้อนและปรับตัว แต่ละส่วนย่อยต้องเรียนรู้ปรับตัวตามบริบทของตน   โดยยึดมั่นเป้าหมายสูงส่ง (purpose) ร่วมกัน    ระบบการศึกษาจึงต้องมีการตีความทำความชัดเจนต่อเป้าหมายที่สูงส่งอยู่เสมอ ในสถานการณ์ต่างๆ   สำหรับใช้ยึดถือร่วมกันในทุกภาคส่วนของระบบ    ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ต้องเปิดโอกาสให้แต่ละภาคส่วนตีความ ตั้งเป้าหมายเพื่อการดำเนินการ  และกำหนดยุทธศาสตร์ดำเนินการของส่วนย่อยนั้นๆ ได้   เพื่อร่วมกันดำเนินการยกระดับคุณภาพการศึกษาในส่วนย่อยของตน   ในลักษณะของการทำงานไปเรียนรู้ไป สร้างนวัตกรรมไป   และส่งสัญญาณข้อมูลการเรียนรู้ออกแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับระบบใหญ่อยู่ตลอดเวลา   

ดังนั้น หน้าที่ของผู้บริหารระบบการศึกษาของประเทศ ต้องจัดให้มีการพัฒนาระบบข้อมูล และระบบการสื่อสารเพื่อสื่อสารการค้นพบนวัตกรรมของแต่ละส่วนย่อย    ในลักษณะของการสื่อสารอิสระ แต่มีกลไกกรองความเท็จและการโอ้อวดเกินจริง   รวมทั้งกรองการโอดครวญด้วยเจตคติเชิงลบ เจตคติกล่าวโทษผู้อื่น ออกไป    ให้ระบบสื่อสารเน้นสื่อสารความพยายาม และความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ แต่ยิ่งใหญ่   มีการประมวลนวัตกรรมเล็กๆ ดังกล่าว   เพื่อส่งสัญญาณและทรัพยากรสนับสนุนกิจกรรมสร้างสรรค์เล็กๆ ณ จุดปฏิบัติเหล่านั้น   

นำไปสู่การบริหารการเปลี่ยนแปลงแนวใหม่  แนวส่งเสริมการสร้างสรรค์ ณ จุดปฏิบัติ   ผมอยากเห็นแนวทางจัดการหลักสูตรฐานนวัตกรรมในแนวนี้   

 

ข้อเรียนรู้ข้อที่ ๑๐

“ความไว้วางใจ” (trust) เป็น สินทรัพย์ ที่มีค่ายิ่งในระบบการศึกษา     การจัดการระบบการศึกษาไทยพึงเอาใจใส่การใช้พลังของสินทรัพย์นี้    โดยจัดการให้ “ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน” (mutual trust) เป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาระบบการศึกษา และขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะ ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้       

โดยต้องมีการจัดการให้ระบบการศึกษาเป็นระบบที่มีความไว้วางใจเป็นเจ้าเรือน   อย่าปล่อยให้ความไม่ไว้วางใจเข้ามาครองระบบ     โดยต้องจัดการให้เกิดความสัมพันธ์แนวราบเป็นความสัมพันธ์หลักในระบบการศึกษา     ลดทอนความสัมพันธ์แนวดิ่ง หรือแนวบังคับบัญชาลงไป   

โดยต้องมีระบบข้อมูล และระบบการจัดการที่ส่งเสริม “ความจริง” และ “ข้อมูลหลักฐาน” จาก “การปฏิบัติจริง” เพื่อส่งเสริมความมีวิจารณญาณของสมาชิกในระบบการศึกษา    และส่งเสริมความสุจริตในหมู่สมาชิก  รวมทั้งหาทางขจัดความไม่จริงใจ ความไม่สุจริต ออกไปจากระบบ    ทั้งนี้ โดยยึดมั่นในคุณค่าสูงส่งของระบบการศึกษาต่อสังคมส่วนรวมหรือต่อบ้านเมืองเป็นเป้าหมายหลัก   

ระบบข้อมูล และระบบสื่อสารดังกล่าว จะนำไปสู่ความไว้วางใจซึ่งกันและกันในหมู่ครูผู้ก่อการ   และนำไปสู่พลังสร้างสรรค์ในวงการการศึกษา     โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับปฏิบัติ ซึ่งเป็นสมาชิกส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดของระบบการศึกษา             

 

ผมเริ่มเขียนบันทึกชุดนี้ในสัปดาห์ที่สามของเดือนสิงหาคม ๒๕๖๔   และเขียนเสร็จในสัปดาห์แรกของเดือนกันยายน    คือใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนในการอ่านหนังสือ Teacher Agency : An Ecological Approach หลายเที่ยว หลายแบบ เพื่อตีความเข้าสู่บริบทไทย    โดยมุ่งตีความในระดับคุณค่า มุ่งทำความเข้าใจความซับซ้อนที่ซ่อนอยู่ในระบบการศึกษา    เอามานำเสนอเพื่อให้สมาชิกของระบบการศึกษาไทยได้พิจารณา    ผมไม่ยืนยันว่าการตีความและข้อคิดเห็นที่ผมสอดใส่เข้าไปเกินจากที่หนังสือระบุ จะถูกต้องทั้งหมด    ที่ยืนยันได้คือความไม่ครบถ้วน   ผมเน้นการเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ให้ท่านผู้อ่านได้ใช้วิจารณญาณของท่าน    สิ่งที่ผมใฝ่ฝันให้เกิดคือ ความเป็นผู้ก่อการของท่านทั้งหลาย   ร่วมกันก่อการเพื่อพัฒนาระบบการศึกษาไทย   ภายใต้เป้าหมายที่ทรงคุณค่าคือคุณภาพของพลเมืองไทยในอนาคต    ที่เปี่ยมสมรรถนะการเป็น “พลเมืองผู้ก่อการ” (agentic citizen)             

วิจารณ์ พานิช

๖ ก.ย. ๖๔