ทรัพย์สิน (assets) ของมหาวิทยาลัยไม่ได้มีแค่เงิน   แต่ยังมี ทรัพย์สินทางปัญญา (intellectual property) จากผลงานวิชาการ    และทรัพย์สินที่เป็นปัญญาในตัวคน   ที่เวลานี้มหาวิทยาลัยยังไม่มี strategic management platform เพื่อเมาทำประโยชน์ให้เกิดผลอย่างแท้จริง   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่มหาวิทยาลัยกำลังเผชิญวิกฤติหรือความท้าทายระดับ disruption อยู่ในขณะนี้ 

ผมมองว่า ทรัพย์สินที่ยังไม่มีการจัดการอย่างจริงจัง คือปัญญาในตัวคน ซึ่งก็คือคณาจารย์และนักวิชาการ   โดยรูปแบบของการใช้ประโยชน์แบบดั้งเดิมนั้นล้าสมัยแล้ว    ไม่ก่อคุณค่าอย่างแท้จริงในยุคนี้   

 การใช้ประโยชน์ปัญญาในตัวคน จะเกิดง่ายมากหากคนผู้นั้นได้ออกไปสัมผัสสภาพปัญหาของสังคม     นั่นคือกลไก social engagement ของมหาวิทยาลัยจะช่วยให้เกิดการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาในตัวคน   

หากมหาวิทยาลัยส่งนักศึกษาออกไปเรียนในสถานประกอบการ และอาจารย์ตามไปนิเทศ   และไปมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ปฏิบัติงานในสถานประกอบการ    โอกาสที่อาจารย์จะได้ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาของตนให้เกิดประโยชน์ต่อสถานประกอบการย่อมเพิ่มขึ้น    และในทางกลับกัน อาจารย์ก็จะได้สั่งสมทรัพย์สินทางปัญญาของตนจากประสบการณ์ในสถานประกอบการ    ยิ่งถ้าได้โจทย์วิจัยมาดำเนินการ การสั่งสมทรัพย์สินทางปัญญาย่อมยิ่งเพิ่มพูน 

มองเชิง disruptive ยิ่งขึ้นไปอีก   ทรัพย์สินทางปัญญาที่ยิ่งใหญ่อยู่ในคุณสมบัติความสร้างสรรค์ของเยาวชน คือนักศึกษา   ที่ซ่อนอยู่อย่างมิดชิดในระบบการศึกษาแบบปัจจุบัน    หากจะให้มันโผล่ออกมากระทำการ ต้องเปลี่ยน “ชาลาอุดมศึกษา”  (higher education platform)    ให้เป็น “ชาลาปฏิบัติการสร้างสรรค์” (creativity-based action platform) เพื่อการเรียนรู้    ไม่ใช่ “ชาลาถ่ายทอดความรู้” (knowledge transfer platform) อย่างในปัจจุบัน 

วิจารณ์ พานิช

๒๐ ต.ค. ๖๔