ทำอย่างไรจึงจะทำให้นักเรียนนักศึกษาไม่ก่อการทะเลาะวิวาท
ดร.ถวิล อรัญเวศ
การก่อการทะเลาะวิวาทของนักเรียนหรือนักศึกษาโดยอ้างเกียรติและศักดิ์ศรีของสถาบันเป็นพฤติกรรมที่มักจะเกิดขึ้นอยู่บ่อย ๆ ตามที่ได้ทราบจากข่าวหนังสือพิมพ์ และข่าวจากวิทยุโทรทัศน์ โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นเนื่องจากอาจจะคึกคะนองตามประสาวัยรุ่น หรือจากการมีค่านิยมที่ไม่เหมาะสม เรื่องการรักศักดิ์ศรี หรือการไม่ยอมกันหรือบาดหมางใจกันมาก่อน
จากประสบการณ์ที่เคยพบเห็นสมัยเป็นเด็กวัยรุ่นที่ไปชมการแสดง
หมอลำ ลำวงก็มีเรื่องทะเลาะและทำร้ายกันจนบาดเจ็บและเสียชีวิตก็มี
ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องความไม่พอใจกันในบางอย่าง บางครั้งเป็นพฤติกรรมที่
เกิดจากความคึกคะนองตามประสาวัยรุ่นแต่เมื่อพอโตเป็นผู้ใหญ่จึงจะนึก
ได้และคิดว่าถ้าย้อนอดีตไปคงคิดว่าไม่น่าทำเลย บาดเจ็บกันเปล่า ๆ
เช่นเดียวกับการอ้างเกียรติและศักดิ์ศรีอะไรบางอย่างของวัยรุ่น เช่น
สถาบัน ถ้าพิจารณาจากการที่พวกเขาได้ให้ถ้อยคำจากการสัมภาษณ์
ข่าว ก็จะพบว่าเป็นเรื่องการขาดวุฒิภาวะทางด้านอารมณ์ นั้นคือ
ขาดความฉลาดทางอารมณ์ และความเฉียบคมทางปัญญา ซึ่งเป็นธรรมดา
ของพฤติกรรมวัยรุ่นซึ่งอาจจะชอบความรุนแรง โดยไม่กลัวว่าจะได้รับ
อันตรายหรือบาดเจ็บ เป็นพฤติกรรมของการคึกคะนอง แต่เมื่อเขาโต
เป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้จะคิดได้ภายหลังว่า เราไม่น่าทำเลย
อย่างไรก็ตามตามหลักธรรมทางพุทธศาสนา ปัญหาเหล่านี้ ถ้าจะพิจารณาอย่างถ่องแท้แล้วคือ การขาดคุณธรรมจริยธรรมนั้นเอง โดยเฉพาะเมตตาธรรม กรุณาธรรม ขันติ ความอดทน ทมะ การรู้จักข่มใจ ยับยั้งใจเอาไว้ได้ การไม่ลุอำนาจโทสะเมื่อเกิดโทสะแล้วไม่คิดจะห้ามปรามใจตนเอง ทำตามอำนาจโทสะที่เกิดขึ้นจนลืมว่าสิ่งที่กระทำลงไปจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตนเอง คนอื่น และสังคม
การก่อการทะเลาะวิวาทของเด็กวัยรุ่น มองอีกในแง่หนึ่ง เป็นเรื่องธรรมดาของวัยนี้ เพราะเป็นวัยที่รุ่นแรง รักความเป็นเพื่อน รักศักดิ์ศรีไม่อยากให้ใครมาหยามศักดิ์ศรีตนเอง และเพื่อน ๆ การทะเลาะวิวาทบางครั้ง มักจะเกิดจากการลืมสติ ขาดสติเพราะเสพของมึนเมาก็มี ทำให้ขาดการยังยั้งใจตนเองไปชั่วขณะก็มี
การก่อการทะเลาะวิวาทของเด็กวัยรุ่นในสังคมไทย มักจะพบหรือเกิดขึ้นประจำในกรณีการละเล่นต่าง ๆ ตามเทศกาลประเพณี มักจะพบพฤติกรรมการทะเลาะวิวาท สาเหตุเป็นคู่อริกัน หรือไม่ชอบพอกันขัดเคืองใจกันมาก่อน จะพบเห็นตามข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ วิทยุโทรทัศน์ซึ่งในแต่ละครั้งจะมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจนถึงปางตายก็มีทำให้สร้างความเดือดร้อนกับตัวผู้ก่อเหตุเองและผู้ปกครองของกลุ่มเด็กวัยรุ่น ซึ่งที่ผ่านมาทางหน่วยงานต่าง ๆที่เกี่ยวข้อง ก็ได้มีการหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหานี้มาโดยตลอดเพื่อลดและป้องกันทะเลาะวิวาทของกลุ่มวัยรุ่น ปัญหานี้ได้สร้างความเสียหายทั้งกับตัวนักศึกษาเองและชื่อเสียงของสถาบันอีกด้วย
ปัจจุบัน นักเรียน นักศึกษา (โดยเฉพาะอาชีวศึกษา) มักจะมีการประกาศสงครามกันผ่านทางอินเทอร์เน็ต รวมถึงใช้ถ้อยคำยั่วยุรุนแรงว่าจะ “เด็ดหัว” นักศึกษาสถาบันคู่อริ ซึ่งยิ่งจะรุนแรง ยังลามเข้าไปถึงการทะเลาะวิวาทกันข้ามสถาบันก็มี การทะเลาะวิวาท ปะทะ ต่อสู้ เพื่อ "ศักดิ์ศรีสถาบัน" ของ "นักศึกษาอาชีวะ" หรือ ไม่ใช่อาชีวะ แต่เป็นวัยรุ่นที่กำลังอยู่ในวงสุราเสพของมึนเมา ได้กลายเป็น "ธรรมเนียมปฏิบัติ" ถ้าไม่พอใจกันหรือสบตากันแล้วหาเรื่อง ทำให้ก่อการทะเลาะวิวาทกันและเป็นสิ่งที่ยากที่จะแก้ไข แต่ก็จำเป็นต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ให้หมาดสิ้นไปเนื่องจากปัญหาดังกล่าวนอกจากจะสร้างค่านิยมที่ไม่ดี ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตแล้ว ยังสร้างความเสื่อมเสียและทำลายความน่าเชื่อถือให้กับสถาบันการศึกษา ซึ่งถือว่าเป็น "เสาหลัก" ของการสร้างทรัพยากรมนุษย์อันเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศอีกด้วย
เหตุการณ์การทะเลาะวิวาท ระหว่างนักศึกษาต่างสถาบันที่นับวันยิ่งจะทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเมื่อไม่นานมานี้ได้เกิดกรณีการใช้อาวุธปืนไล่ยิงกันจนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตนั้น ถือเป็น"ปัญหาที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก หรือเรื้อรังที่สังคมจำต้องการหาทางป้องกัน แก้ไขอย่างเร่งด่วนต่อไป
ผลกระทบต่อสังคม
ก่อให้เกิดความสูญเสียแก่ร่างกาย จิตใจ ชีวิต ทรัพย์สินไม่เพียงแต่จะสร้างปัญหาให้กับตัวเองแล้ว ยังทำให้พ่อแม่ญาติสนิทมิตรสหาย ต้องทุกข์ใจที่เห็นบุตรหลานตนเองจะต้องเสียอนาคต และยังทำให้สถาบันการศึกษาเสื่อมเสียชื่อเสียงไปอีกด้วยและที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือเป็นปัญหาให้กับสังคมและคนรอบข้างเพราะนอกจากนักเรียนโรงเรียนคู่อริจะได้รับบาดเจ็บแล้ว คนส่วนหนึ่งที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือคนบริสุทธิ์ต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วยเพราะโดนลูกหลงของกลุ่มวัยรุ่นที่ก่อการทะเลาะวิวาทนั้นเอง
แนวทางการเสริมสร้างและการเฝ้าระวังป้องกัน
ปัญหาเรื่องการทะเลาะวิวาทของเด็กวันรุ่นจะไม่จบลงได้
ง่าย ๆ ถ้าคิดว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องธรรมดาของเด็กวัยรุ่นซึ่ง
ชอบความรุนแรง หรือหลงผิดในค่านิยม หรือเกียรติและศักดิ์ศรี
โดยการอ้างสถาบันการศึกษาบ้าง การไม่สบอารมณ์กันเพราะ
การมองหน้ากันบ้าง
แนวทางการป้องกันปัญหา เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำซากหรือเกิดแล้ว
เกิดอีกนั้น ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องร่วมด้วยช่วยกันโดยเฉพาะ
ครู อาจารย์ และผู้ปกครอง จะต้องเข้ามามีส่วนรับรู้รับทราบปัญหา
และช่วยกันเฝ้าระวังโดยปลูกฝังตั้งแต่เยาว์วับ และก็นำหลักธรรมทางศาสนามาอบรมบ่มเพาะ คือ
- สร้างความตระหนักถึงความเสียหายที่จะเกิดจากการทะเลาะวิวาท
เมื่อมีการทะเลาะวิวาทกันแล้ว แน่นอนสิ่งที่จะเกิดคือ การได้รับบาดเจ็บการเสียชีวิต การเสียอนาคตเสียประวัติ เพราะวัยรุ่น ถือว่าเป็นวัยที่จะเป็นกำลังของชาติในปัจจุบันและอนาคต สถานศึกษา สถาบันการศึกษาทุกแห่งต้องมีกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องนี้ ทำจนเป็นวิถีชีวิตของวัยรุ่นเช่น กิจกรรมแนะแนวตั้งแต่อนุบาลเป็นต้นไป การให้คำปรึกษาการอบรมวันศุกร์ เป็นต้น
2. เปิดโอกาสให้เด็กวัยรุ่นได้ทำกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์
การทำกิจกรรมสร้างสรรค์ของเด็กเยาวชน สามารถทำได้หลายวิธี เช่น กิจกรรมเพื่อนรักเพื่อนกิจกรรมผูกเสี่ยวเยาวชนคนเมตตา ร่วมด้วยช่วยกันไม่มีการทะเลาะวิวาทการนำหลักธรรมเรื่องเมตตาธรรม กรุณาธรรมการฝึกจิตใจเองของนักเรียนนักศึกษาให้มีความฉลาดทางอารมณ์และเฉียบคมทางปัญญา
3. การใช้หลักธรรมในการอบรมบ่มเพาะป้องกัน
มีหลายคนคิดว่า การอบรมจิตใจ เป็นเรื่องของพระสงฆ์ความจริงแล้วไม่ใช่ เพราะครู อาจารย์ และผู้ปกครองนี้แหละเป็นผู้อยู่ใกล้ชิดเด็กเยาวชนกว่า และควรร่วมมือกันระหว่างผู้ปกครองนักเรียน คอยสอดส่องพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของบุตรหลานตนเองหลักธรรมที่ควรปลูกฝัง เช่น เมตตาธรรมกรุณาธรรม การรู้จักข่มใจตนเองให้มีความอึดความทนไม่ลุอำนาจโทสะ ไม่ผูกความอาฆาตพยาบาทต่อกันและกันให้ความรัก ความเป็นพี่เป็นน้อง ความเป็นเพื่อนคอยช่วยเหลือกันในยามคับขันนอกจากนี้แล้ว ควรให้นักเรียน นักศึกษาได้วิเคราะห์ปัญหาตามหลักอริยสัจ 4 หรือความจริงอันประเสริฐโดยประยุกต์ให้เหมาะสมกับเด็กและเยาวชน เช่น การรับรู้ปัญหาการวิเคราะห์สาเหตุแห่งปัญหาการหาทางแก้ปัญหาร่วมกันถ้ามีกรณีเช่นนั้นเกิดขึ้น จะร่วมด้วยช่วยกันแก้ปัญหาอย่างไรและร่วมกันกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาอย่างถาวรต่อไป
4. สรรสร้างค่านิยมที่ดีงามมาอบรมบ่มเพาะขัดเกลา
ครู อาจารย์ รวมทั้งผู้ปกครอง ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี และยังไม่พอต้องร่วมด้วยช่วยกันในการรับรู้ปัญหาและป้องกันปัญหาการทะเลาะวิวาทของเด็กวัยรุ่น ปลูกฝังความมีเมตตาธรรม มีกรุณาธรรม ความฉลาดทางอารมณ์และความเฉียบคมทางทางปัญญารวมทั้งปลูกฝังความรู้คู่กับคุณธรรมไม่เพียงส่งเสริมความเป็นคนเก่งเพียงอย่างเดียว
5. เฝ้าระวังอยู่เสมอในการทำกิจกรรมพัฒนาจิตใจให้แก่เด็กและเยาวชน
ต้องมีการฝึกอบรมอย่างสม่ำเสมอ จนเป็นสุขนิสัย หรือเป็นวิถีชีวิตของเด็ก ปลูกฝังภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นเมื่อมีการทะเลาะวิวาทกันไม่ว่าจะใช้กำลังกายหรือกำลังอาวุธก็ตาม จนทำให้เด็กเยาวชนเข้าใจอย่างถ่องแท้และเกลียดในการก่อการทะเลาะวิวาท ใครทำถือว่าเป็นเรื่องเลวร้าย สังคมเพื่อนด้วยกันประณาม
สรุป
การก่อการทะเลาะวิวาทของเด็กวัยรุ่น เกิดจากการคึกคะนองในการทำตามใจตนเองเมื่อมีอารมณ์โกรธ อารมณ์โทสะไม่คิดห้ามใจตนเอง เอาไว้ ทำตามอำนาจโทสะ ขาดสติสัมปชัญญะ ขาดการอดทนอดกลั้น ขาดเมตตาธรรมกรุณาธรรม มีค่านิยมไม่ดี รักศักดิ์ศรีอย่างไร้เหตุผลจำต้องปลูกฝังเยาชนให้มีความอึดความทนในด้านจิตใจ สร้างภูมิคุ้มกันด้านจิตใจ โดยใช้หลักเมตตาธรรม กรุณาธรรม มุทิตาธรรม เบญจศีล เบญจธรรมการให้รู้จักฝึกข่มใจตนเองไม่ให้ลุอำนาจโทสะที่เกิดขึ้น ฝึกทำสมาธิ ฝึกจิตใจให้เข้มแข็ง ทำจนเป็นสุขนิสัย หรือวิถีชีวิตของเด็ก ซึ่งจุดหมายปลายทางเด็กเยาวชนจะได้วิถีชีวิตที่งดงาม เข้าใจตระหนักและรับรู้ในปัญหาที่จะเกิด และไม่คิดอยากจะก่อการทะเลาะวิวาทกันอีกต่อไปนั้นเอง............
-----------------------------
