ชีวิตที่พอเพียง 4053. เล่าไว้ในวัยสนธยา : (๓๖) รำลึกถึงปู่ นายเสี้ยง พานิช


 

ผมเล่าเรื่องปู่ไว้ที่ (๑)  (๒)   และ (๓)    โดยใน (๓) มีรูปปู่สมัยบวชด้วย     เห็นรูปแล้วผมบอกตัวเองว่า อาอวยพร (นายอวยพร พานิช น้องชายของพ่อผม แต่คนละแม่) หน้าเหมือนพ่อแบบโขกกันมา    ตอนนี้ลูกชายเขาขอให้ผมเล่าเรื่องทวดของเขา เป็นที่มาของบันทึกนี้   

ปู่เกิดที่ตำบลพุมเรียง  อ. ไชยา จ. สุราษฎร์ธานี    วัยหนุ่มได้มาบวชที่วัดปทุมคงคาถึงสองครั้ง     เข้าใจว่าครั้งหลังได้ทำหน้าที่ “ท่านใบฎีกา” ซึ่งเป็นฐานานุกรมของพระชั้นต่ำสุด (๔)   จึงมี connection ที่วัดปทุมคงคา ให้สามารถฝากหลาน (พระเงื่อม) ให้มาอยู่ที่วัดปทุมคงคาเพื่อเรียนพระปริยัติธรรม    และฝากลูกชายคือพ่อของผม (นายดำริ พานิช) มาอยู่ที่วัดเพื่อเรียนต่อชั้นมัธยมจนจบชั้น ม. ๖    และเข้าใจว่าอาของผม (นายอำนวย พานิช) ก็น่าจะมาอยู่ด้วย และเรียนจนจบ ม. ๘) 

ปู่น่าจะเป็นคนรักเรียน    จึงไม่ใช่บวชเฉยๆ แต่บวชแล้วเรียนด้วย    ท่านจึงมีความรู้ด้านภาษาบาลีสันสกฤตดี     ตอนผมยังเด็กๆ จำได้ว่า ปู่เขียนเรื่องพุทธประวัติลงในสมุดแบบที่นักเรียนใช้ ด้วยลายมือแบบคนโบราณสวยงามมาก   เป็นลายมือตัวโตเต็มบรรทัด เอียงขวาราวๆ ๓๐ องศา    น่าเสียดายที่ตอนปู่ป่วยช่วงสุดท้ายของชีวิต ผมกับน้องฉีกสมุดเหล่านี้เอามาพับเรือบินพุ่งเล่นเสียหมด    ไม่เหลือไว้เป็นหลักฐานประวัติชีวิตของปู่เลย   

หลังจากสีกจากพระครั้งที่สอง ปู่ไปทำงานกับทวดของผม (นายยง บุษราทิจ ที่ชาวบ้านเรียกว่า หลงจู๊กีหยง) ที่ถือกันว่าเป็นมหาเศรษฐี ของตำบลท่ายาง อ. เมือง จ. ชุมพร    ทำธุรกิจเดินเรือสินค้าทางทะเลระหว่างกรุงเทพ - สิงคโปร์    โดยมีจุดแวะพักที่ชุมพร และสุราษฎร์ธานี ด้วย   นอกจากนั้นยังทำธุรกิจรับสัมปทานรังนกนางแอ่นในเกาะของอ่าวไทย     โดยหุ้นส่วนหลัก (ทั้งธุรกิจเดินเรือ และธุรกิจรังนกนางแอ่น) คือพระยาวจีสัตยารักษ์ (ขำ ศรียาภัย    ต้นตะกูล ศรียาภัย) ซึ่งเป็นคนไชยา                      

ปู่ทำหน้าที่ “จุนจู้” หรือสมุห์บัญชี ของเรือทะเล    เดินทางไปกับเรือ    ซึ่งในตอนนั้นเป็นเรือใบชนิดใบแข็ง     ผมยังเด็กจึงไม่ได้ซักว่าสินค้ามีอะไรบ้าง     เคยเผชิญพายุบ้างไหม (เดาว่าเคย)  การโดนพายุด้วยเรือในสภาพนั้นเป็นอย่างไร   ผมไม่ประสีประสาที่จะซักไว้เป็นความรู้ใส่ตัว    คงจะมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว และเป็นสภาพชีวิตสมัยก่อนที่ไม่เกี่ยวกับตัวเอง     

ปู่น่าจะเกิดราวๆ พ.ศ. ๒๔๒๒   เพราะท่านเสียชีวิตราวๆ ปี ๒๔๙๙ อายุ ๗๗ ปี     พ่อผมเกิดปี พ.ศ. ๒๔๕๑   แสดงว่าท่านน่าจะแต่งงานเมื่อายุราวๆ ๓๖ ปี    เพราะลูกคนแรกของท่าน ที่ผมเรียกว่า “ป้ามุน” อายุน่าจะแก่กว่าพ่อของผม ๑ - ๒ ปี   

ท่านแต่งงานกับลูกสาวของนาย    คือนางสาวคุ้ม (บุษราทิจ) พานิช    นายของท่าน (คือทวดของผม) นายกีหยง กับนางเลี่ยน ภรรยา มีลูกสาว ๔ คน ลูกชายคนเดียว    ลูกสาวคนโตชื่อจีน ถัดมาอีก ๓ คนชื่อ คุ้ม กัน ทรัพย์   พ่อผมเล่าว่าเป็นการตั้งชื่อให้เป็นมงคล คือ “คุ้มกันทรัพย์” เพราะทวดมีทรัพย์สินมากมาย    ลูกชายชื่อนายกี บุษราทิจ (ผมเรียก ก๋งกี้ ท่านเสียชีวิตก่อนผมเกิด  ภรรยาชื่อนางด่วน บุษราทิจ มีชีวิตจนถึงราวๆ ปี ๒๕๑๖  ลูกที่มีชื่อเสียงของท่านคือ ศ. นพ. สมพร บุษราทิจ - ถึงแก่กรรม)       

ปู่มีลูกกับนางคุ้ม (บุษราทิจ) พานิช ๔ คนเรียงตามลำดับคือ นางสาวละมุน พานิช  นายดำริพานิช นางละไม (พานิช) พยัคฆพันธุ์  และนายอำนวย พานิช   แล้วนางคุ้มก็เสียชีวิต   ต่อมาพ่อตาชักนำให้แต่งงานกับแม่หม้ายชาวตำบลทุ่งคา ชื่อนางเหี้ยง พานิช (เสียดายที่ผมไม่เคยสอบถามว่าย่าเหี้ยงมีนามสกุลเดิมว่าอย่างไร) มีลูกด้วยกัน ๑ คน คือ นายอวยพร พานิช (ถึงแก่กรรม)     นางคุ้มเสียชีวิตตั้งแต่ยังสาว เพราะเป็นโรคอ้วน    ผู้ใหญ่เล่าว่า อ้วนมากขนาดเดินไป ๑๐ ก้าวก็เหนื่อย ต้องนั่งพัก   เท่ากับย่าของผมเป็นคนที่อาภัพที่สุดในหมู่ลูกสาวเศรษฐี คือนายกีหยง บุษราทิจ    ท่านตายก่อนพ่อแม่ จึงแทบไม่มีมรดกตกทอดจากพ่อของท่าน ตกมาสู่ลูกๆ ของท่าน   พ่อของผมจึงอยู่ในฐานะหลานเศรษฐี แต่เป็นลูกคนจน    เพราะปู่ของผมทำมาหากินไม่เป็น  หรือเป็นคนสมถะ ไม่มุ่งสร้างฐานะ    ซึ่งอาจเป็นแรงขับดันให้พ่อของผมมุ่งสร้างฐานะสุดชีวิต  จนในที่สุดมีฐานะดีกว่าญาติพี่น้องคนอื่นๆ   

ตอนที่ผมเริ่มจำความได้ ปู่อยู่ที่สวนท่านางสังข์ ริมคลองและสะพานท่านางสัง    ห่างจากบ้านที่ผมอยู่ตอนเป็นเด็กประมาณ ๑ กิโลเมตร  โดยอยู่กับลูกชายคนเล็ก   ต่อมาย้ายมาอยู่กับลูกชายคนโตคือพ่อของผม    สวนท่านางสังข์น่าจะเป็นสมบัติชิ้นเดียวของปู่ ที่ได้จากการจับจองที่ดิน ทำเป็นสวนมะพร้าว    ที่ดินผืนนี้น่าจะมีหลายสิบไร่ และตกเป็นของอาอำนวย   

ตอนที่มาอยู่กับพ่อ ปู่ไม่ได้ทำงานแล้ว อายุน่าจะใกล้ ๗๐    แต่ท่านก็ชอบปลูกต้นไม้    ทั้งไม้ผลและไม้ดอก โดยเฉพาะไม้ดอกหอม    ผมจำได้ว่าท่านปลูกต้นมณฑาไว้ที่ริมบ่อน้ำที่บ้านเก่า ที่บริเวณนั้นเวลานี้เป็นบ้านของน้องชายคนที่สาม (นายวิชิต พานิช) เมื่อมันออกดอก ผมมีหน้าที่เดินไปเก็บมาให้ท่าน ที่นั่งเอกเขนกในชุดโสร่งไม่สวมเสื้อ นั่งอยู่ที่ชานหน้าบ้าน ที่เป็นพื้นไม้หลังคามุงจาก    ที่ผมทำหน้าที่พนักงานกวาดฝุ่นและถูพื้นทุกเช้า   พื้นบ้านมีฝุ่นมากเพราะอยู่ริมถนนที่พื้นถนนเป็นดินลูกรัง     และผมโดนแม่เฆี่ยนบ่อยๆ ด้วยข้อหาไม่กวาดและถูพื้น เพราะแม่เดินสำรวจพบว่าพื้นยังไม่สะอาด   และท่านกล่าวหาว่าผมเกเรไม่รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมาย    ผมเข้าใจในภายหลังว่าแม่เข้าใจผิด คิดว่าผมเบี้ยวงาน เพราะท่านพบว่าพื้นมีฝุ่น   ที่จริงฝุ่นมาจากหลังคาจากที่เก่าและมีส่วนที่เปื่อยผุพังร่วงลงมา   

ปู่มักใช้ให้ผมเดินข้ามถนนไปที่ต้นข่อยใหญ่ฝั่งตรงข้าม ที่อยู่ข้างทางเดินไปยังตลาดท่ายางริมคลอง   ให้ไปเก็บใบข่อยหรือกิ่งข่อยมาให้ท่าน  ใบข่อยใช้ถูเล็บที่เพิ่งใช้มีดตัดเพื่อลบความคม    สมัยนั้นแถวบ้านนอกไม่มีตะไกรตัดเล็บ    ส่วนกิ่งข่อยเมาทุบปลายข้างหนึ่งใช้สีฟัน    ช่วยทำความสาดและช่วยป้องกันฟันผุ   

ปู่ได้พันธุ์ชมพู่มะเหมี่ยวมาจากไหนไม่ทราบ   เอามาปลูกไว้ข้างบ่อน้ำ    เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว     ในไม่ช้าก็ออกดอกสีชมพูเข้มสวยงาม มีผึ้งและแมลงภู่มาตอมเต็มไปหมด   แล้วกลายเป็นผล เมื่อผลสุกก็ถึงคราวอิ่มเอมของผม   มันอร่อยกว่าชมพูพื้นบ้านอย่างเทียบกันไม่ได้เลย   

อีกด้านหนึ่งของบ่อน้ำ ปู่ปลูกต้นมณฑาขาวไว้ต้นหนึ่ง ชาวบ้านเรียกยี่หุบ    เมื่อมันออกดอกและดอกบานจะส่งกลิ่นหอมไปไกล   ปู่จะใช้ให้ผมไปเก็บ ปู่จะเอามาถือไว้และดมแล้วดมเล่าเพื่ความชื่นใจ    โดยเราเรียกกันในภาษาชาวบ้านว่าดอกยิ่หุบ   แต่ปู่จะสอนผมว่าในภาษาทางการเขาให้เรียกว่าดอกมณฑา เพราะคำว่ายี่หุบเมื่อผวนเป็นคำหยาบ   พร้อมทั้งสอนว่า ยังมีอีกหลายคำที่เขาถือเป็นคำหยาบและมีคำสุภาพให้ใช้    เช่น ดอกสลิด ให้เรียกดอกขจร   ผักบุ้ง ให้เรียกผักทอดยอด เป็นต้น    ผมจำได้แม่นยำจนบัดนี้   

ทั้งบ้านของผมมีช้อนส้อมคู่เดียว เป็นของใช้ประจำตัวของปู่   คนอื่นกินอาหารด้วยช้อนสังกะสี หรือตะเกียบแล้วแต่ถนัด    อาหารของปู่แม่จะจัดให้เป็นพิเศษ ดูดีกว่าของคนอื่นๆ    คล้ายๆ ของประเคนพระ    ในวันพระปู่จะไม่กินอาหารเย็น    ที่แปลกคือ ผมไม่เห็นท่านไปวัด    แต่ท่านตักบาตรทุกเช้า   และในวันพระให้คนเอาอาหารใส่ปิ่นโตไปถวายพระที่วัด    เวลาอยู่ที่บ้านท่านจะนุ่งโสร่งและเปลือยท่อนบน    เวลามีงานพิธีกรรม เช่นพระมาสวดที่บ้าน ท่านจะสวมชุดขาว ดังในรูป (๑)     

ปู่เรียนวิชาหมอดู ทำน้ำมนตร์ เขียนยันตร์แก้เคราะห์หรือให้โชค และยาแผนโบราณมาจากวัด     ก่อนหน้าผมจำความได้ ปู่เปลี่ยนใจ (transformative learning) มาตระหนักว่า วิชาเหล่านั้น (ยกเว้นยาแผนโบราณ) เป็นอวิชชา  เป็นความงมงาย   ท่านเผาตำราทิ้งหมดและไม่ยอมใช้วิชาเหล่านั้นอีกเลย    ผมเคยเห็นแต่ท่านเขียนยันตร์ลงบนแผ่นการดาษแผ่นโต เข้าใจว่าเป็นด้านหลังของแผ่นปฏิทิน   เป็นการเขียนเล่น  สวยงามมาก     

ปู่ไม่เชื่อเรื่องโชคลางและของขลังเลย    คำที่ท่านพูดกับผมบ่อยๆ คือ  ถ้าจะลองว่าพระเครื่ององค์ไหนขลังหรือไม่ ให้จับโยนบ่อน้ำแล้วบอกให้ขึ้นมาเอง ถ้าขึ้นมาได้จึงจะขลังจริง    มีคำที่ท่านพูดบ่อยๆ หลายคำในเชิงเสียดสีความเชื่อเรื่องโชคลางและของขลัง    และผมจำได้เรื่อยมาจนมาลืมเอาตอนแก่    จึงเสียดายที่ยกมาเล่าไม่ได้เสียแล้ว

ท่านมีคำทะลึ่งด้วย โดยสอนว่ามีภาษาจีนที่ให้เอาไปทดลองว่าคนจีนฟังรู้เรื่องไหม คือ “จ๋าจ้า โข่วลื้อต้วย อู๋บ๊อ”    เป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว    คำต้นกับคำท้ายคนจีนจะฟังออก    จ๋าจ้า แปลว่าตอนเช้าๆ    อู๋บ๊อ แปลว่ามีไหม    แต่จะงงกับคำกลาง   เพราะเป็นภาษาไทยและเป็นคำผวน     สมัยผมเป็นเด็กๆ ผมไม่เข้าใจคำกลางที่ผวนแล้ว   จนเป็นหนุ่มจึงรู้ว่ามันเป็นธรรมชาติของผู้ชายวัยฉกรรจ์ 

ปู่มี “ลูกศิษย์” ขาประจำ ๒ คน ที่มาสนทนาธรรมด้วยบ่อยๆ    โดยมักมาคนละเวลา  แต่นานๆ ครั้งก็คุยกันครบ ๓ คน    ปู่จะนั่งบนระเบียงบ้าน  “ลูกศิษย์” จะนั่งยองๆ ที่พื้นดินหน้าระเบียง   ทั้งสองคนเรียกปู่ว่า “อาจารย์”    คนหนึ่งผมเรียก “แปะขุ้น” เป็นลุงของผม ชื่อจริงคือ นายขุ้น รจนา     แม่ของท่านชื่อจีน เป็นพี่สาวของย่าของผม   ท่านผู้นี้ที่จริงมีความรู้มาก เคยมาเรียนหนังสือที่โรงเรียนอัสสัมชัญ    และเป็นคนไปเรียนวิธีทำโรงสีที่จังหวัดเพชรบุรี เอาความรู้มาทำโรงสีแห่งแรกของตำบลท่ายาง ซึ่งเป็นของทวดกีหยง   แต่ตอนที่ผมจำความได้ท่านปล่อยวางกิจการทุกอย่าง     ลูกศิษย์อีกท่านหนึ่งผมเรียกว่า “ตานับ” บ้านอยู่ห่างบ้านผมไปราวๆ สองร้อยเมตร    ตานับเป็นหมอแผนโบราณด้วย    ตอนที่ผมแขนหัก ก็ไปให้ท่านเข้าเฝือก (ไม้ไผ่) และชะโลมยาน้ำมันมะพร้าว     เวลาผมและน้องๆ เป็นโรคตาแดง    แม่จะพาไปให้ตานับ “ตัดต้อ”    โดยเอากระลาศักดิ์สิทธิ์วางบนศีรษะ   เอาข้าวสาร ๓ เม็ดวางบนกะลา    ใช้มีดเล่มเล็กๆ ตัดข้าวสารเป็นสองท่อน ทีละเม็ด    โดยหมอท่องมนตร์อยู่ตลอดเวลา     

มีคนมาเล่าอาการป่วยและขอเจียดยา (แผนโบราณ) จากปู่บ่อยๆ    หลังจากซักถามอาการ ปู่จะเขียนส่วนประกอบของยาหม้อให้ไปหาหรือซื้อสมุนไพรไปต้มกินเอง   แปลกที่ผมไม่เคยเห็นท่านขอดูตัวคนป่วยหรือตรวจร่างกายเลย    และเมื่อท่านป่วย ท่านก็ใช้แต่ยาและหมอแผนปัจจุบัน   

ปู่มีโรคประจำตัวมานานมาก คือไส้เลื่อน    ไส้เลื่อนลงมาตุงที่อัณฑะ    ท่านมีเข็มขัดรัดไส้เลื่อนประจำตัว     เป็นเหล็กแบนครึ่งวงกลมสำหรับสวมที่เอว แล้วมีตุ้มไม้กลมรีและแบนนิดๆ ติดอยู่ เมื่อสวมมันจะไปปิดช่องตรงขาหนีบกันไม่ให้ไส้เลื่อนลงมา    ผมไม่เคยขอปู่ดูว่าเวลาไส้มันเลื่อนลงมาที่ถุงอัณฑะมีลักษณะอย่างไร     โรคนี้น่าจะมีพันธุกรรมเกี่ยวข้องด้วย  เพราะพ่อของผมก็เป็น    น้องชายสองสามคนก็เป็น    อีกโรคหนึ่งของปู่คือต่อมลูกหมากโต ที่เป็นต้นเหตุให้ท่านเสียชีวิตจากไตวาย   โรคนี้ก็มีพันธุกรรมเกี่ยวข้องเช่นกัน  พ่อผมก็เป็น และน้องชายหลายคนรวมทั้งผมก็เป็น       

เนื่องจากผมเป็นหลานคนโตและใกล้ชิดท่านมากที่สุด    ท่านจึงรักผมมาก แม้ผมจะเป็นหลานที่ไม่ค่อยน่ารักดังเล่าแล้วใน (๒)     ในช่วง ๕ นาทีสุดท้ายในชีวิตของท่าน อาอวยพร  พ่อ แม่ อยู่กันพร้อมหน้า ผมเลี่ยงอยู่ห่างๆ    ท่านร้องว่า “อ้ายอ๊อต มึงไม่มาดูใจกู กูกำลังจะตายอยู่แล้ว”    เป็นสัญญาณว่าท่านมีสติดีจนถึงวินาทีสุดท้าย    ที่ท่านบอกว่า ให้พาไปหาหมอ  หมอล้อเกจี่......  โดยทอดคำว่าจี่ ยาวๆ จนสิ้นลม    หมอล้อเกจี่เป็นบิดาของ นพ. ประสิทธิ์ วิรัชศิลป์ (ถึงแก่กรรมหลายปีแล้ว) เพื่อนสนิทของผม  ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลวิรัชศิลป์ ที่ชุมพร 

ลูกชายบอกว่า ให้เล่านิสัย บุคลิก และการใช้ชีวิต ของทวดให้ทราบด้วย    เรื่องการใช้ชีวิตเล่าไปแล้วตามที่รู้    เรื่องนิสัยและบุคลิกนี่บอกไม่ถูก    เพราะเมื่อปู่ตายผมอายุ ๑๔ - ๑๕ ปีเท่านั้น    ยังดูนิสัยคนไม่เป็น    รู้แต่ว่าปู่มีคนนับหน้าถือตามาก    คนในตำบลท่ายางเรียกนายเสี้ยง    คำนำหน้าว่า “นาย” หมายถึงเป็นคนมีฐานะในสังคมสูง    ไม่มีคนเรียก “ไอ้”  หรือ “ตา”   อย่างผมเรียกตานับ    คนที่ฐานะสูงขึ้นไปอีก ชาวบ้านเรียก “คุณ”  อย่าง “คุณเนื่อง” คือปู่เนื่องสามีของย่ากัน น้องสาวของย่าคุ้ม    

คิดอีกที เข้าใจว่าปู่น่าจะคิดนิสัยพระมามากพอควร   คือท่าทางสำรวม เพราะท่านคงจะบวชสองครั้งรวมเวลากว่าสิบปี    เวลาพูดจาก็มีคำพระติดมาด้วย แต่ผมจำคำไม่ได้แล้ว   เวลากินอาหารท่ากินก็คล้ายพระ   ไม่แสดงท่าทีมูมมามอย่างชาวบ้านทั่วไป   ที่เมื่อพวกผมเห็นตัวอย่างกินมูมมามอย่างชาวบ้านและนำมาปฏิบัติที่บ้านบ้าง แม่ก็จะคอยอบรมสั่งสอน           

วิจารณ์ พานิช

๖ ก.ย. ๖๔

 

 

 

หมายเลขบันทึก: 692599เขียนเมื่อ 26 กันยายน 2021 18:24 น. ()แก้ไขเมื่อ 26 กันยายน 2021 18:24 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี