สมัยเป็นเด็กผมไม่ชอบแม่เลย    เพราะท่านเป็นคนเข้มงวดหรือดุ   ต่างจากพ่อที่เป็นคนใจดี แสดงความรักออกมาอย่างอบอุ่น    แต่แม่แสดงความรักแบบซ่อนเร้น  เคลือบหรือฉาบความดุร้ายเข้มงวดไว้ภายนอก     

แม่ (นางง้อ พานิช (แซ่จิว)) เป็นลูกคนสุดท้องในหมู่พี่น้อง ๙ คน   แต่รอดชีวิตมาจนผมรู้จักเพียง ๖ คนรวมทั้งแม่     แม่เป็นลูกจีนแท้    พ่อแม่อพยพมาจากเมืองจีน    พี่บางคนเกิดที่เมืองจีน    แต่แม่เกิดที่เพชรบุรี ที่อำเภอบ้านแหลม     แต่ในที่สุดแม่ก็มาใช้ชีวิตในชนบทจังหวัดชุมพร ในท่ามกลางสังคมคนไทยแท้   แต่อยู่ในครอบครัวลูกครึ่งไทย-จีน    และเปลี่ยนสถานะจากคนจนมาเป็นคหบดีมั่งคั่งบ้านนอก (๑)     ที่สำคัญคือ มีชื่อเสียงว่าเลี้ยงลูกเก่ง     ลูกๆ ๗ คน เป็นหมอถึง ๓ คน 

เพราะพ่อต้องออกไปหากินนอกบ้าน    หากินแบบปากกัดตีนถีบ เพื่อตั้งตัวสร้างฐานะ   แม่จึงทำหน้าที่เลี้ยงลูก  พร้อมๆ กันกับทำมาค้าขายของชำ เพื่อหารายได้เสริม    เรื่องค้าขายนี้เป็น ดีเอ็นเอ ของแม่    เพราะแม่เรียนจบเพียง ป. ๔   ไม่มีเงินเรียนต่อชั้นมัธยมทั้งๆ ที่เป็นเด็กเรียนเก่ง   ความคิดเรื่องการสร้างฐานะของแม่คือการค้าขายในลักษณะค้าปลีก    มีอะไรขายหมด    มีโอกาสผลิตและขายอะไรแม่ทำหมด     ที่ติดตัวผมมาคือกล้าลองทำกิจการที่ไม่เคยทำ    ทั้งหมดนั้นเป็นกิจการเล็กๆ น้อยๆ  ได้กำไรเพียงห้าบาทสิบบาทแม่ก็ลองทำ   

แม่ตั้งใจฝึกหรือให้การศึกษาแก่ลูกเพื่ออนาคตที่ดีเท่าที่แม่เข้าใจ     ลูกคนโตคือผมจึงเป็นเสมือนสัตว์ทดลองความสร้างสรรค์ของแม่    น่าเสียดายที่ลูกคนนี้ไม่ได้ดังใจแม่    คือไม่เอาถ่านในเรื่องที่แม่อยากให้ทำได้     อันได้แก่การทำมาค้าขาย เพื่อแสวงหากำไร   

สิ่งที่แม่ตั้งใจฝึกลูกอย่างจริงจังคือความขยัน    ลูกทุกคนต้องทำงาน ต้องช่วยงานบ้านสารพัดอย่าง    ต้องไม่ขี้เกียจ ไม่ขี้อายในการทำมาหากิน   ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมสมัยเป็นด็กไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง     เพราะผมเป็นเด็กขี้อายเก็บตัว และขี้กลัว     เมื่อแม่ทำขนม หรือกับข้าวให้ไปเดินเร่ขาย จึงเป็นเรื่องที่ไม่สบอารมณ์ผมเป็นอย่างยิ่ง   

เข้าใจว่า หลายเรื่องที่แม่สั่งสอน  ผมในวัย ๑๐ - ๑๔ ขวบ (เริ่มเข้าวัยรุ่น) ไม่เห็นด้วย   และคงจะปกปิดความรู้สึกนี้ไม่มิด   ก่อความขัดใจแก่แม่เป็นอย่างยิ่ง    ว่าลูกชายคนโตเป็นเด็กดื้อ สอนไม่เชื่อไม่จำ ถูกลงโทษก็ไม่หลาบจำ    การลงโทษจึงรุนแรงยิ่งขึ้นเพื่อให้หลาบจำ     แม่รักและห่วงว่าลูกจะเสียคน จึงลงโทษรุนแรง     เช่นจับมัดโยง เฆี่ยน เมื่อเป็นแผลแตกก็เอาน้ำเกลือราดให้แสบ จะได้หลาบจำ ไม่ดื้ออีก   

บางครั้งก็จับมัดโยง เฆี่ยน และเอารังมดแดงมาเคาะใส่ ให้มดแดงกัด   รวมทั้งสั่งสอนและด่าว่า    ว่าผมเป็นเด็กไม่ดี ไม่ใช่ลูกพ่อลูกแม่    ไปขอเขามาเลี้ยง   จนผมคิดสงสัยว่าผมเป็นลูกแม่จริงหรือเปล่า

แต่ยามแม่อารมณ์ดี ผมจะสัมผัสได้ ว่าแม่รักและหวังดี ห่วงใยอนาคตของผมเพียงไร   ความรักนี้เป็นที่รู้กันในหมู่ญาติพี่น้อง     ดังนั้น ยามที่ผมถูกแม่ด่าว่า (อย่างกราดเกรี้ยวรุนแรง) หรือถูกลงโทษรุนแรง     และผมปรับทุกข์กับญาติๆ ใกล้ชิด    เขาจะหัวเราะ และบอกว่าผมเป็นลูกที่แม่รักที่สุด   

เขาจะเล่าว่า ยามมีคนพูดถึงผม (ชมว่าเรียนเก่ง) แม่จะน้ำตาไหล    ผมจึงมีดีอยู่อย่างเดียวให้แม่ภูมิใจคือเรียนเก่ง    แต่ทำงาน (ค้าขาย) ไม่เก่ง   

ในวัยเด็ก แม่เป็นห่วงว่าผมจะเอาดีไม่ได้เมื่อโตขึ้น    แต่เมื่อผมโตขึ้น ผลการเรียนที่เด่นมาก และก้าวหน้าไปเรื่อยๆ สร้างความสุขความภูมิใจให้แม่   เปลี่ยนอารมณ์ของแม่    จากความไม่มั่นใจในชีวิตอนาคตของลูก (fear)     ไปสู่ความรู้สึกมั่นคงขึ้นเรื่อยๆ    จนลูกสองคนแรกได้เรียนหมอทั้งคู่ แม่ยิ่งมั่นใจในชีวิต   

ตอนบั้นปลายชีวิต แม่มีลูกจบปริญญาทุกคน  สามคนเป็นหมอ  สามคนเป็นเกษตรกรฐานะดี  ลูกสาวคนเดียวเป็นพยาบาลมีสามีเป็นหมอ     แม่เล่าว่า ทางจังหวัดจะให้เป็นแม่ตัวอย่างของจังหวัด (ชุมพร) แต่แม่ปฏิเสธ    ไม่อยากมีชื่อเสียงโด่งดัง   

แม่เปลี่ยนบุคลิกจากคนเข้มงวด ดุ    กลายเป็นผู้สูงอายุที่ใจดี    รับฟังความคิดเห็นของลูกๆ หลานๆ ที่น่าจะต่างจากความคิดของแม่อย่างหน้ามือกับหลังมือ     ชีวิตของแม่เป็นชีวิตที่มี transformative learning    จากการดำรงชีวิตของตนเองและคนในครอบครัว             

แม่คาดหวังว่า ลูกที่เป็นหมอจะมีรายได้สูงจากการเปิดคลินิกรักษาคนไข้     เมื่อลูกคนโตตัดสินใจอุทิศชีวิตให้แก่งานหลวง ไม่หารายได้พิเศษ (ตอนอายุสามสิบเศษๆ)   แม่ผิดหวังมาก    ตอนลูกอายุใกล้หกสิบและแม่อายุแปดสิบกว่า   ลูกถามแม่ว่าหากรู้ว่าเส้นทางชีวิตที่เป็นหมอไม่ทำคลินิกจะเป็นชีวิตที่ดีขนาดนี้ แม่จะบ่นไหม     แม่ยิ้มและตอบว่า ไม่บ่น    ชีวิตอย่างนี้ดีแล้ว    ซึ่งก็คือชีวิตที่ไม่ร่ำรวยแต่ได้ทำประโยชน์แก่สังคม   แม่รู้ว่าน้องชายคนถัดไปที่เป็นหมอมีฐานะทางการเงินดีกว่าผมมาก    แต่ฐานะของผมก็มั่นคง   ยิ่งแม่ได้มาเห็นบ้านที่ปากเกร็ดที่ผมเพิ่งซื้อใหม่    แม่ยิ่งสบายใจ 

สรุปรอยประทับจากแม่  หรือคุณลักษณะที่ได้รับมาจากแม่ ที่ช่วยให้ผมมีชีวิตที่ดีขนาดนี้คือความขยัน อดทน  ความซื่อสัตย์ และที่สำคัญที่สุด สมรรถนะด้านการเรียนรู้จากการดำรงชีวิต   หรือจากประสบการณ์ในชีวิต   ที่นำไปสู่การเปลี่ยนใจ เปลี่ยนความคิดหรือความเชื่อ ที่เรียกว่า Transformative Learning ที่เปลี่ยนไปสู่เส้นทางของสัมมาทิษฐิ แน่นแฟ้นขึ้นเรื่อยๆ                                   

วิจารณ์ พานิช

๓ ส.ค. ๖๔