สำนักงาน ก.พ. ร่วมกับ SCB Academy, สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) และ The Boston Consulting Group (Thailand) ร่วมกันจัดโครงการความร่วมมือเพื่อพัฒนาทักษะสำคัญแห่งอนาคตสำหรับกำลังคนของประเทศไทย และทีมงานเขาขอสัมภาษณ์ผมทางออนไลน์
ผมอ่านหนังสือนำจากสำนักงาน ก.พ. ด้วยความชื่นชม เพราะมีถ้อยคำดังนี้ “เพื่อการศึกษาสิ่งที่น่าจะเป็นทักษะหรือคุณลักษณะสำคัญสำหรับการสร้างคุณภาพชีวิตและการทำงานของคนไทยในอนาคต และแสวงหาความร่วมมือในการขับเคลื่อนกลไกแนวทางการเรียนรู้และพัฒนาทักษะหรือคุณลักษณะดังกล่าว โดยโครงการนี้อยู่ภายใต้การสนับสนุนของคณะกรรมการยกร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๓ (พ.ศ. ๒๕๖๖ - ๒๕๗๐) หมุดหมายที่ ๑๒ (ไทยมีกำลังคนสมรรถนะสูง มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์การพัฒนาแห่งอนาคต .... ”
ผมตีความว่า โครงการนี้มุ่งหาคำตอบต่อคำถาม What, How, และ Why
นัดวันสัมภาษณ์เป็นบ่ายวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๔ ใช้เวลา ๑ ชั่วโมง สองวันก่อนสัมภาษณ์ ผมได้รับคำถามต่อไปนี้
ประเด็นคำถามเกี่ยวกับ Essential Future Skills ของกำลังคนประเทศไทย
- อะไรเป็นประเด็นความท้าทายด้านกำลังคนของประเทศไทยที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
- การพัฒนาแห่งอนาคตของประเทศไทยมีทักษะอะไรที่จำเป็น / มีคุณลักษณะอะไรที่จำเป็น
- ประเด็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้กำลังคนของประเทศไทยมีสมรรถนะสูงในมุมมองของท่าน
- ท้ายที่สุดถ้าประเทศไทยมีกำลังคนสมรรถนะสูงจะวัดผลสำเร็จในเรื่องนี้ได้จากอะไร
ผมเตรียมให้ความเห็นว่า เรื่องนี้ต้องค้นให้พบ root cause ของความอ่อนแอ และแก้ปัญหาระดับรากเหง้านั้น ซึ่งจะเห็นว่า เรากำลังเผชิญความท้าทายเชิงระบบ หรือความท้าทายนั้นมีลักษณะเป็น complexity หรือ systems dynamics ไม่สามารถอธิบายหรือทำความเข้าใจด้วยตรรกะเชิงเส้นตรง หรือมุมมองระนาบเดียวได้ เพราะความท้าทายมันเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่หลากหลายซับซ้อนนั้น นำไปสู่วงจรยกระดับ หรือวงจรลดระดับ การพัฒนาประเทศตามที่เราอยากได้
ในบางประเด็นเราโชคดี ที่เกิดวงจรยกระดับ อย่างกรณีประเด็นด้านเศรษฐกิจ ด้านสุขภาพ แต่ในประเด็นพื้นฐานคุณภาพมนุษย์ เราอยู่ในวงจรลดระดับ คือระบบการศึกษาของเราตกต่ำลงเรื่อยๆ ในช่วงเวลา ๒๐ - ๓๐ ปีที่ผ่านมา โดยที่ root cause ยังไม่ได้รับการแก้ไข การแก้ไขตามมาตรการที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เป็นการปะผุ ไม่ใช่ยกเครื่อง หรือ transform ระบบ
เรื่องที่ซับซ้อนของวงจรลดระดับคุณภาพการศึกษาไทย อ่านได้จากรายงานของธนาคารโลก เรื่อง Learning to Realize Education’s Promise หรือ World Development Report 2018 ที่ต้องอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์ ตีความความหมายระหว่างบรรทัดให้แตก เพราะองค์การระหว่างชาติเขาเขียนแบบสุภาพระมัดระวัง โดยผมได้ตีความเอกสารนี้ออกเผยแพร่ที่ (๑) ผมขอเสนอให้ทีมงานลองอ่านการตีความของผม และนำส่วนที่น่าเชื่อถือและมีประโยชน์ เอาไปใช้งาน
เท่ากับผมตอบคำถาม “อะไรเป็นประเด็นความท้าทายด้านกำลังคนของประเทศไทยที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน” ว่าความท้าทายสำคัญที่สุดคือ พื้นฐานคุณภาพคนไทยช่วงเป็นเด็กและเยาวชนอายุ ๐ - ๑๕ หรือ ๑๘ ปี ที่ถูกลดทอนโดยคุณภาพที่ต่ำของระบบการศึกษาไทย
เมื่อพื้นฐานสมรรถนะที่ปูไว้ในช่วงชีวิตที่สำคัญที่สุดต่อการเรียนรู้และพัฒนา มีความอ่อนแอ หรือพื้นฐานไม่แน่น ในวัยหลังจากนั้น จะพยายามพัฒนาเอาจริงเอาจังอย่างไรแค่ไหน ก็ได้ผลจำกัด เราจึงเห็นข้อจำกัดนั้นในปัจจุบันอย่างชัดเจน
คำตอบนี้ เป็นคำตอบต่อคำถามที่ ๓ (ประเด็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้กำลังคนของประเทศไทยมีสมรรถนะสูงในมุมมองของท่าน) ด้วย ผมต้องการให้ความเห็นอย่างมีน้ำหนักที่ root cause คำตอบจึงอยู่ที่การ reform หรือ transform ระบบการศึกษา ให้หลุดออกมาจากการถูกรุมกินโต๊ะ (โดยคนรุมกินก็ไม่รู้ตัว หรือรุมกินด้วยความปรารถนาดี คิดว่าตนกำลังทำประโยชน์) ตามที่ระบุไว้ใน WDR 2018
แต่ยังมีคำตอบที่สำคัญพอๆ กัน (หรือน้อยกว่านิดเดียว) สำหรับคำถามที่ ๓ คือ ต้อง transform เป้าหมายของสถานประกอบการ และสถานทำงาน (หมายความว่า รวมสถานราชการด้วย) ให้มีเป้าหมายผลลัพธ์ที่ ๒ ประการคือ (๑) ผลลัพธ์ที่ผลงาน กับ (๒) ผลลัพธ์ที่การพัฒนาพนักงาน ซึ่งหมายความว่า การทำงาน ไม่ว่าในที่ทำงานใด นอกจากดูผลงานแล้ว ต้องดูที่ผลการพัฒนาผู้ทำงานด้วย
ย้ำอีกที ผมกำลังเสนอว่า คนทำงานทุกคน ต้องทำงานเพื่อเป้าหมาย ๒ อย่าง คือ (๑) เพื่อให้เกิดผลงานคุณภาพสูง (๒) เพื่อการเรียนรู้ของตนเอง และเพื่อนร่วมงาน
ย้ำครั้งที่ ๒ หน่วยงานทั้งหลายต้องมีระบบสนับสนุนการเรียนรู้ของพนักงาน จากการทำงานประจำ
ผมชอบคำถามที่ ๔ “ถ้าประเทศไทยมีกำลังคนสมรรถนะสูงจะวัดผลสำเร็จในเรื่องนี้ได้จากอะไร” เพราะนี่คือ What ตัวสุดท้าย ที่เป็นตัวกำหนด What ตัวต้น ซึ่งอยู่ที่คำถามที่ ๑ – ๓
คำตอบตรงไปตรงมาคือ วัดที่ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูง สังคมดี ตอนสิ้นแผนพัฒนาฯ ที่ ๑๕ ซึ่งนั่นคือ ultimate goal หรือเป้าหมายปลายทาง ที่เป็นเป้าหมายระยะยาว
แต่เรายังวัดที่ “เป้าหมายรายทาง” (milestones) ได้ เช่น วัดระดับของคุณลักษณะ (หรือสมรรถนะ) สำคัญของคนที่เริ่มเข้าสู่การทำงานหาเลี้ยงชีพ ในแต่ละปี เริ่มจากต้นแผน ๑๓ (ปี ๒๕๖๖) เทียบกับปลายแผน (ปี ๒๕๗๐) ดูว่าแตกต่างกันอย่างไร เพิ่มอย่างน่าพอใจหรือไม่ และมีการวัดเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องทุกปี
เราสามารถวัด คุณลักษณะ (หรือสมรรถนะ) สำคัญ ของคนที่ทำงานแล้ว ๕ ปี, ๑๐ ปี, ๑๕ ปี ... ว่ามีการพัฒนาขึ้นอย่างไร อุตสาหกรรมใด หรือองค์การใด ที่พนักงานมีการพัฒนาสูง อุตสาหกรรมใด หรือองค์การใด ที่พนักงานมีการพัฒนาต่ำ เพราะอะไร เท่ากับคำถามที่ ๔ นำไปสู่การพัฒนาระบบที่เรียนรู้และปรับตัว สำหรับระบบพัฒนาคุณภาพคนไทย
ที่จริงมาตรวัดที่เราได้มาฟรีๆ คือ Global Competitiveness Report ของ WEF และ World Competitiveness Rankings ของ IMD โดยเราต้องเอามาใช้อย่างมีวิจารณญาณรู้เท่าทัน ไปให้ถึง root cause อย่าหยุดอยู่แค่ได้อันดับที่เท่าไร
จะเห็นว่า ผมจงใจไม่ตอบคำถามที่ ๒ เพราะเป็นประเด็นที่พูดกันดาษดื่นมากมายอยู่แล้ว คือผมไม่เน้นหา innovation ที่ What แต่เน้นเสนอแนะทำความเข้าใจ Why ที่เป็น root cause ของความท้าทายของเรา ที่นำไปสู่ How คือมาตรการดำเนินการเชิงกลยุทธ
แต่ถ้าจะให้ตอบคำถามข้อ ๒ “การพัฒนาแห่งอนาคตของประเทศไทยมีทักษะอะไรที่จำเป็น / มีคุณลักษณะอะไรที่จำเป็น” ผมขอตอบว่า ทักษะในการเรียนรู้จากการปฏิบัติ ซึ่งหมายถึงทักษะการเรียนรู้ในการทำงาน และในการดำรงชีวิต ที่อาจเรียกว่า learning skills หรือ learning how to learn ที่ผมคิดว่า เป็นทักษะในการสังเกตเก็บข้อมูล นำมาทบทวนไตร่ตรอง (reflection) เพื่อตอบคำถาม ที่นำไปสู่การเรียนรู้และปรับตัว ทำให้เกิดวงจร learn, unlearn, และ relearn เป็นวงจรของ transformative learning อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดชีวิต
กล่าวใหม่ ทักษะการเรียนรู้ที่จำเป็นในปัจจุบันและอนาคตคือ complex-adaptive learning skills ซึ่งหมายถึงการเรียนรู้จากสถานการณ์ที่ซับซ้อนและเคลื่อนไหว ที่เรียกว่า VUCA world
เพื่อให้เกิดทักษะตามย่อหน้าบน คนเราต้องฝึก ทักษะการตั้งคำถาม เพื่อกระตุ้นให้เกิดความสงสัย และนำไปสู่วงจร PDCA ในการทำงาน และการดำรงชีวิตประจำวัน วงจรนี้ เป็นอันเดียวกันกับวงจร adult learning
ซึ่งหมายความว่า เราหวังให้มีการปลูกฝัง Growth Mindset ขึ้นในคนไทยทุกคน ขยายความได้ว่าเราต้องปลูกฝังความเชื่อในพรแสวง มากกว่าหวังพึ่งพรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ความเชื่อในพรแสวงจะเป็นแรงขับดันให้คนไทยมีความมุมานะพยายาม หมั่นเรียนรู้พัฒนาตนเอง
ไหนๆ ก็ตอบคำถามที่ ๒ ไปหลายข้อแล้ว ขอเพิ่มว่าคุณลักษณะที่จำเป็นอีกประการหนึ่งคือ กล้าคิดต่าง คิดแล้วค้น หรือลอง เพื่อหาหลักฐานว่าวิธีคิดแบบนั้นใช้การได้หรือไม่ ฝึกไปนานๆ จะเป็นคนคิดเป็น กล้าคิด กล้าคิดต่าง กล้าคิดแล้วลอง ซึ่งก็คือ ความเป็นคนมีความสร้างสรรค์ ไม่ใช่เป็นคนที่เชื่อตามที่เขาบอกต่อๆ กันมา สังคมปัจจุบันต้องการมิติความสร้างสรรค์ของคนทุกคน ไม่ใช่สร้างสรรค์เป็นเฉพาะคนพิเศษเพียงบางคน
นั่นหมายความว่า ระบบนิเวศทางสังคมของประเทศเราต้องเอื้อ หรือ empower ให้เด็กได้ฝึกทักษะนี้ตั้งแต่เด็ก และได้ฝึกตลอดชีวิต ระบบนิเวศแบบ “เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย” ล้าสมัยไปนานแล้ว เพราะสังคมซับซ้อน และ VUCA กว่าสมัย ๗๐ ปีที่แล้วอย่างฟ้ากับเหว ย่อหน้านี้ย้อนกลับมาที่ How อีกแล้ว และจะเห็นว่าเรื่อง how มีความซับซ้อนมาก ลากเข้าสู่บรรยากาศทางการเมืองก็ได้ โดยตั้งคำถามว่า ท่าทีของผู้นำรัฐบาลเอื้อหรือปิดกั้น
คนที่กล้าคิดต่าง คือคนที่ขี้สงสัย และเป็นนักตั้งคำถาม ตั้งคำถามแล้วหาทางหาคำตอบ ทำบ่อยๆ ก็เป็นนิสัย นี่คือคุณสมบัติหรือสมรรถนะของนักเรียนรู้ สำหรับเรียนรู้ตลอดชีวิต ทักษะการตั้งคำถามที่สำคัญคือ ตั้งคำถามที่มีความสำคัญสูงหรือมีความหมายต่อการทำงาน ต่อการดำรงชีวิตที่เป็นคุณ ไม่เป็นโทษ
วิจารณ์ พานิช
๓ ส.ค. ๖๔