บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น




บัวหลวง เป็นพืชน้ำอายุหลายปี ลำต้นอยู่ใต้ดิน(เรียกว่า เหง้า หรือ ไหล) มีก้านใบและก้านดอกโผล่พ้นดิน ชูใบและชูดอกขึ้นเหนือน้ำ ก้านดอกและก้านใบของบัวหลวงมีลักษณะเหมือนกันคือเป็นก้านแข็ง ผิวเป็นหนามสั้นๆ ขรุขระ ภายในก้านใบก้านดอกมีรูพรุน เมื่อหักออกจากกันจะมีเส้นใยสีขาวเชื่อมกันมากมาย เป็นที่มาของสำนวน "
เด็ดบัวไม่เหลือใย" ซึ่งมีความหมายว่า ตัดความสัมพันธ์ที่เคยมีต่อกันอย่างเด็ดขาด ไม่มีเยื่อใยต่อกันอีก




ใบเป็นแผ่นบาง รูปกลมมีแอ่งตรงกลาง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใบประมาณ 30 เซนติเมตร ผิวใบเรียบ มีชั้นไขมันบางๆ เคลือบผิวทำให้น้ำไม่เกาะเช่นเดียวกับใบบอน เป็นที่มาของสำนวน "น้ำกลิ้งบนใบบอน หรือ น้ำกลิ้งบนใบบัว" ซึ่งมีความหมายว่า จิตใจโลเลไม่แน่นอน




สายพันธุ์บัวหลวง
1. บัวหลวงดอกสีชมพู มีชื่อว่า ปทุม ปัทมา โกกระนต หรือโกกนุต ดอกมีขนาดใหญ่ กลีบดอกสีชมพู โคนกลีบมีสีขาวนวล มีจำนวนประมาณ 13-14 กลีบ เรียงตัวซ้อนเป็นชั้น ประมาณ 3 ชั้นอยู่โดยรอบฐานดอก



2.บัวหลวงดอกสีขาว มีชื่อว่า บุณฑริก หรือ ปุณฑริก ดอกขนาดใหญ่คล้ายบัวปทุม ดอกมีสีขาว ปลายกลีบดอกมีสีชมพูเรื่อๆ ลักษณะกลีบและการเรียงตัวคล้ายกับบัวปทุม



3. บัวหลวงชมพูซ้อน หรือบัวฉัตรชมพู มีชื่อว่า สัตตบงกช ดอกมีขนาดใหญ่สีชมพู มีกลีบนอก 4-7กลีบ กลีบเล็กเรียงซ้อนกันเป็นชั้น 2-3 ชั้น สีเขียวอมชมพู กลีบในชั้นนอกและชั้นในมีขนาดเล็กกว่าชั้นกลาง เกสรตัวผู้ชั้นนอกมีก้านชูเป็นแผ่น บางๆ สีชมพูคล้ายกลีบในแต่มีขนาดเล็กกว่า ไม่มีอับเรณู แต่ปลายกลีบมีส่วนยื่นออกมาที่มีฐานเรียวเล็ก ส่วนปลายพองใหญ่ มีสีขาวนวล



4.บัวหลวงขาวซ้อน หรือ บัวฉัตรขาว มีชื่อว่า สัตตบุศย์ ดอกมีขนาดใหญ่ลักษณะคล้ายบัวสัตตบงกช แต่มีกลีบดอกสีเขียวอมขาว กลีบชั้นในสีขาวตลอด



ประโยชน์และสรรพคุณของบัวหลวง
ในประเทศไทยมีการนำบัวหลวงมาใช้ประโยชน์มาตั้งแต่สมัยโบราณ บัวหลวงเป็นสัญลักษณ์ที่อยู่คู่กับพุทธศาสนามายาวนาน นิยมนำดอกบัวมาไหว้พระเป็นพุทธบูชา ไหลบัว เหง้าบัว เม็ดบัว และรากบัวนำมาใช้ประกอบอาหารได้หลายชนิด ทั้งเครื่องดื่ม อาหารคาว และอาหารหวาน กลีบบัวหลวงนิยมนำมาทำเมี่ยงกลีบบัว ยำดอกบัว กลีบบัวชุบแป้งทอด ส่วนใบบัวหลวงนำมาใช้ห่อข้าว ห่ออาหาร หรือใช้ห่อของสดต่างๆ ในตลาด






เมี่ยงกลีบบัว
สรรพคุณทางยาของบัวหลวง
ตามตำรายาไทยระบุว่ารากและเม็ดบัวมีรสหวานเย็นและมันเล็กน้อย ช่วยบำรุงกำลัง ใช้ปรุงเป็นยาหอมบำรุงหัวใจ บรรเทาอาการหน้ามืด วิงเวียน ทำให้ชื่นใจ เป็นยาสงบประสาท ขับเสมหะ เกสรบัวหลวงใช้บำรุงหัวใจทำให้ชุ่มชื่น บำรุงปอด บำรุงตับ บำรุงกำลัง คุมธาตุ แก้ลมแก้ไข้ ตามตำรายาจีนใช้แก้ปัสสาวะบ่อย แก้อาการท้องเสีย เลือดกำเดาไหล

ยำดอกบัว

ข้าวห่อใบบัว

ข้าวผัดเม็ดบัว

เป็ดตุ๋นเม็ดบัว

แกงส้มไหลบัวกุ้งสด

ไหลบัวผัดกะปิ

แกงเหลืองไหลบัว

ส้มตำไหลบัว

ส้มตำไทยไหลบัว

ส้มตำปูปลาร้าไหลบัว

ยำไหลบัว

ต้มกะทิสายบัวปลาทู (ใช้บัวสายเป็นวัตถุดิบ)

รากบัวเชื่อม

ขนมหม้อแกงเม็ดบัว

ขนมสายบัว(ใช้บัวสายเป็นวัตถุดิบ)
ดอกบัวใช้แก้อาการช้ำ ช่วยให้นอนหลับ ก้านใบแก้ริดสีดวงจมูก แก้ลมพิษ ยางจากก้านใบก้านดอกใช้ห้ามเลือด ดีบัว(ส่วนที่เป็นต้นอ่อน สีเขียว ในเม็ดบัว) มีรสขมจัด ช่วยขยายเส้นเลือดหัวใจ เหง้าบัวเป็นยาเย็นใช้บำรุงกำลัง แก้ร้อนในกระหายน้ำ ขับเสมหะ ส่วนเกสรบัวหลวงใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่นๆในตำรับยาเขียวหอม มีสรรพคุณบรรเทาอาการไข้ ร้อนในกระหายน้ำ แก้พิษอีสุกอีใส



สำนวน "บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น" ความหมายคือ การรู้จักผ่อนปรนเข้าหากัน ไม่ให้เกิดการกระทบกระเทือนใจขุ่นเคืองกัน เป็นการถนอมน้ำใจซึ่งกันและกัน ไม่ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเกิดความอึดอัดโดยการใช้ท่าทีละมุนละม่อม สำนวนนี้ใช้เตือนใจไม่ให้ยึดติดกับสิ่งใดจนเกินไป
ที่มาของสำนวน
เปรียบเทียบกับการเก็บดอกบัวในน้ำ โดยปกติบัวจะมีเหง้าอยู่ใต้โคลนในน้ำ ดอกและใบเป็นส่วนที่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ การจะเก็บดอกบัวเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนมากนั้น ต้องดึงก้านดอกเพียงเบาๆช้าๆ ไม่ให้กระทบกระเทือนกับก้านดอกบัวและกอบัวมากไปจนทำให้โคลนตมฟุ้งกระจายขึ้นมา จนทำให้น้ำขุ่น
ตัวอย่าง
คนทำอาชีพค้าขาย จะขายของก็ต้องพูดจากันแบบบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น ลูกค้าจะได้ซื้อของกับเราไปนานๆ




ขอบคุณภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต