เมื่อ ๒ เดือนที่แล้ว แม่หกล้มในห้องน้ำ และเจ็บขาด้านซ้ายซึ่งเป็นด้านตรงกันข้ามกับที่เคยกระดูกหัก และไปผ่าตัดที่ศิริราชดังเล่าที่ , ๒ หลังหกล้มเมื่อวันที่ ๓๑ ธ.ค.๕๔ แม่บอกว่าเจ็บ แต่ยังเดินได้ ต่อมาอีก ๓ - ๔ วันเจ็บมากขึ้น และเดินไม่ได้ เพิ่งเดินได้อีกก่อนผมไปเยี่ยมสัปดาห์เดียว

          แม่มีลูกเป็นหมอ ๓ คน คนสุดท้องอยู่ใกล้ คืออยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี คนที่อยู่ไกลที่สุดอยู่ที่เชียงราย ทั้งสองคนรีบไปเยี่ยมแม่ทันที ลูกชายที่ชุมพรรีบพาไปเอ็กซเรย์กระดูกสะโพกและขา อ่านผลว่าไม่มีกระดูกหัก แต่เมื่อน้องชายเอาฟีล์มไปให้ภรรยาซึ่งเป็นหมอรังสีที่สุราษฎร์อ่าน ก็พบว่ากระดูกสะโพกด้านซ้ายร้าว สองหมอช่วยกันรักษาแบบให้ยาประคับประคอง

          แม่นอนแบบอยู่เกือบ ๒ เดือนก็ลุกขึ้นเดิน เมื่อผมไปถึงแม่ก็เดินให้ดู และลุกขึ้นมานั่งคุยได้ คล่องแคล่ว เหมือนสมัยก่อน

          ถามว่าทำไมแม่ฟื้นเหมือนปาฏิหาริย์เช่นนี้ น้องๆ บอกว่า เป็นเพราะยาเทวดา คือ Calcitonin ชนิดพ่นจมูก ซึ่งหมอศัลยกรรมกระดูกที่ชุมพรแนะนำน้องชาย และ ศ. นพ. บรรจง มไหสวริยะ แนะนำผม แล้วผมเอาไปบอกน้องชาย ในที่สุดน้องชายคนเล็กเป็นผู้จัดหาMiacalcic Nasal Spray (Novartis) มาให้ หลานชาย (ก๊อฟ) ผู้ทำหน้าที่พ่นยา (วันละครั้ง) บอกว่าพอพ่นไปได้ ๑ สัปดาห์แม่ (ย่า) ก็กลับมามีชีวิตชีวา และในที่สุดก็ลุกขึ้นมาเดินได้ ขณะนี้แม่พ่นยาได้เดือนเศษแล้ว

          ยานี้แพงมาก แต่แม่มีลูกเป็นข้าราชการบำนาญ เบิกค่ายาได้ นี่คือข้อดีในแง่สวัสดิการของราชการ

          ลูกชายคนโต (คือผมนั่นแหละ) ต้องวางแผนล่วงหน้ากว่าเดือนกว่าจะหาเวลาไปเยี่ยมแม่ได้ โดยสบายใจว่าน้องๆ เขาจัดการดูแลแม่อย่างดี

          เราไปกัน ๕ คน คือสาวน้อย ป้าอี๊ด หมอแต้ว “เลขา” และผม โดยขับรถไป เดินทางไปวันที่ ๓ มี.ค. ๕๕ ใช้สูตรเดิมคือไปกินก๋วยเตี๋ยวหรือข้าวแกงที่เพชรบุรี แล้วแวะซื้อขนมหม้อแกงแม่กิมไล้ เป็นของฝาก หลังจากนั้นบึ่งไปกินข้าวเที่ยงที่ศูนย์ทางหลวงเขาโพธิ์ กินเสร็จก็ช็อปปิ้งสินค้าเสื้อผ้าส่งออกราคาย่อมเยาที่นั่น ดังเคยเล่าไว้ที่นี่

          การเดินทางโดยรถยนต์ไปชุมพรสดวกสบายมาก สภาพของถนนดีมากตลอดทาง แต่มีข้อแตกต่างจากสมัยก่อน ๓ ประการ ข้อแรก รถใหญ่ (บัส ๒ ชั้น และรถบรรทุกขนาดกว่า ๒๐ ล้อ) นิยมขับยึดเลนขวาซึ่งไม่ถูกหลักจราจร เดาว่าคงจะเป็นเพราะถนนเลนขวาเรียบกว่า เนื่องจากเลนซ้าย โดนรถใหญ่ขย่มจนถนนทรุด ขับไม่สบายเท่าเลนขวา

          ข้อที่สอง มีรถบรรทุกเพิ่มขึ้นมาก และเกือบทั้งหมดเป็นรถขนาดกว่า ๒๐ ล้อขึ้นไป

          ข้อที่สาม ตรงสี่แยกปฐมพรทางเข้าจังหวัดชุมพร มีสะพานลอยข้ามสี่แยกตรงไปสุราษฎร์ธานีหรือ เลี้ยวขวาไประนองได้เลย ไม่ต้องรอไฟเขียวไฟแดงอย่างแต่ก่อน ทำให้ผมขับเพลินจนเลยจะไปสุราษฎร์ ต้องเลี้ยวกลับ น้องสะใภ้บอกว่าแม้คนชุมพรก็ยังงง

          ที่ร้านขนมแกงแม่กิมไล้ตรงข้ามร้านข้าวแกง ผมได้ความรู้ใหม่ ว่าน้ำตาลปึกที่ขายในนามของน้ำตาล โตนด ที่เราซื้อกันโดยทั่วไปนั้น เป็นน้ำตาล ๕๐%คือปนน้ำตาลทราย ๕๐% ที่เป็นน้ำตาลโตนด ๑๐๐% สีจะคล้ำกว่ามาก และเยิ้มกว่า แน่นอนว่าราคาแพงกว่า ความรู้นี้บอกผมว่าผมโดนต้มมาตลอด เราไม่เคยซื้อน้ำตาลโตนดแท้ ๑๐๐% เลย จะเห็นว่าในโลกของความเป็นจริง เราอยู่ในโลกโกหกหลอกลวงจนเคยชิน ดังกรณี “ข้าวหอมมะลิ ๑๐๐%” ก็เช่นเดียวกัน

          ผมไปพบว่า น้องๆ ๓ คนที่เรียนจบเกษตร และกลับมาอยู่ที่ชุมพร และเวลานี้ต่างก็ตั้งตัวได้เป็นอย่างดี ผมบอกแม่ว่าผมเป็นลูกที่ฐานะการเงินด้อยที่สุด แต่ก็มีความสุข และได้ทำงาน“สาธารณะ” (public service) หรือทำงานเพื่อสังคม ในหลากหลายรูปแบบ ตามความสามารถ และเต็มความสามารถ ตลอดชีวิตการทำงาน เป็นการทำบุญกุศลที่ผมอุทิศให้แม่ เพราะบุคคลที่มีอิทธิพลต่อชีวิตผมมากที่สุดคือแม่

          แม่มีลูก ๗ คน หลาน ๑๖ เหลน ๖ เหลนคนสุดท้องในขณะนี้คือไททั่น (ดช. มาณุเทพ สุระบาล) อายุ ๑๖ เดือน น้ำหนัก ๑๓ กิโลกรัม ลูกของกิ๊ก ลูกสาวคนโตของน้องชายคนที่แม่อยู่ด้วย (วิเชียร) ใน ๖ คน เป็นเหลนจากลูกผม ๒ คน

          เหลน ๓ คนสุดท้ายของแม่เกิดไล่เรี่ยกัน ดญ. เป่าเป๊า ลูกของแป๊ะ ซึ่งเป็นลูกสาวของน้องชายคนที่ ๓ ใจร้อน คลอดออกมาเป็นคนแรก ด้วยน้ำหนัก ๘๐๐ กรัม เพราะแม่เป็นโรคครรภ์เป็นพิษ เวลานี้เป่าเป๊าอายุ ๑๖ เดือน น้ำหนัก ๗ กิโลกรัม แสดงความสามารถของโรงพยาบาลชุมพรที่สามารถเลี้ยงเด็กคลอดก่อนกำหนด ที่เล็กขนาดนี้ให้รอดชีวิตได้ ส่วนแม็ป ลูกของใต้น้ำหนัก ๘ กิโลกรัม ตัวสูงพอๆ กับไททัน และซนพอๆ กัน

          วันรุ่งขึ้น ๔ มี.ค. ๕๕ น้องชายที่อยู่สุราษฎร์ตามมาเยี่ยมและตรวจแม่ด้วย เราปรึกษากันว่าแม่ฟื้นจากป่วยได้อย่าง มหัศจรรย์ น่าจะเป็นผลจากการรักษาที่ถูกทาง แต่แม่ยังผอมมาก และบ่นว่าเบื่ออาหาร กินอาหารได้น้อย ลูกสะใภ้ช่วยกันทำอาหารอร่อยๆ มาให้กิน แต่ก็ยังผอมมาก และตาก็มองแทบไม่เห็นแล้ว เอารูปเหลนให้ดูใน จอคอมพิวเตอร์ก็บอกว่าเห็นรางๆ ชักชวนอย่างไร ก็ไม่ยอมผ่าตัดต้อกระจก หลอกล่อว่าจะได้ดูทีวีชัดๆ แม่ก็ไม่เอา อ้างว่าอายุ ๙๒ แล้ว

          วันนี้แม่โดนขยั้นคะยอให้กินอาหารอร่อยๆ หลายอย่าง จึงกินด้วยความสนุก วันอาทิตย์ร้านของ น้องชายปิด ๑ วันในสัปดาห์ เราจึงชุมนุมกันครึกครื้น น้องชายที่เชียงรายก็โทรศัพท์มาถามข่าวคราว ผมรับจะไปปรึกษาหมอผู้เชี่ยวชาญการดูแลคนแก่

          น้องสะใภ้เตรียมสั่งซื้อปูม้า กุ้ง และปลา เอามาทำอาหารทะเลกินกันที่บ้าน ปูม้าราคาเพียงกิโลละ ๒๐๐ บาท ยังเป็นๆ อยู่ เนื้อมากและอร่อยมาก สาวน้อยสั่งการให้ผมปรนนิบัติแม่ด้วยการแกะปู และกุ้งให้แม่กิน ผมได้ความรู้ว่าในคลองท่ายางใกล้ๆ มีทั้งกุ้งก้ามกรามและกุ้งกุลาดำในธรรมชาติ กุ้งกุลาดำจับจากธรรมชาติ อร่อยกว่ากุ้งเลี้ยงมาก

          เช้าวันจันทร์ที่ ๕ มี.ค. เราไปร่ำลาแม่และสั่งเสียให้แม่กินอาหารมากๆ และหมั่นเดินออกกำลัง รวมทั้งอธิบายให้ฟังว่าการผ่าตัดต้อกระจกสมัยนี้ง่ายมากและได้ผลดี จะได้ดูทีวีชัดๆ แม่ยืนยันว่าอายุ ๙๒ แล้ว ไม่ผ่าตัด

 

วิจารณ์ พานิช
๕ มี.ค. ๕๕


 แม่เดินให้ดู


 

 แม่ถ่ายรูปกับลูกชาย ลูกสะใภ้ และป้าอี๊ด


 

 แม่ถ่ายรูปกับลูกสะใภ้ หลานสาวทั้งสอง และป้าอี๊ด

 

แม่

 


 

 ไททัน เหลนคนที่ ๖ กับแม่และทวด


 

ไททันเล่นกับป้า


 

 สภาพสวนหลังบ้าน


 

บ้านที่แม่อยู่