หนังสือ Projections : A Story of Human Emotions  (2021)  เขียนโดยศาสตราจารย์ Karl Deisseroth  ผู้คิดค้นเทคนิค optogenetics และก่อตั้ง Deisseroth Lab ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด   และได้รับ Kyoto Prize 2016    เป็นหนังสือที่ผมอ่านแบบข้ามๆ เพื่อจับความไม่ได้     เพราะเขียนแบบเล่าเรื่อง    ใช้เรื่องของผู้ป่วยเป็นตัวดำเนินเรื่อง     หรืออาจกล่าวว่า เขียนแบบโยงอาการป่วย ไปสู่การวิจัยค้นพบกลไกทางสมอง หรือกลไกด้านประสาทวิทยาศาสตร์   

เป็นหนังสือที่แง้มประตูความลี้ลับของอาการทางจิตเวช สู่คำอธิบายทางประสาทวิทยาศาสตร์ ผ่านศาสตร์ใหม่ที่เรียกว่า optogenetics    ที่ประยุกต์ใช้เทคนิคการเคลื่อนย้ายยีนจากแบกทีเรียโบราณ เพื่อใช้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของเซลล์สมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเป็นรายเซลล์ ผ่านการกระตุ้นด้วยแสง    นำไปสู่ความเข้าใจกลไกการทำงานของสมองหลากหลายเรื่อง ที่ลี้ลับมานาน   

หนังสือเล่มนี้ เล่าเรื่องของผู้ป่วยโรคแปลกๆ ที่เป็นโรคทางจิตเวช  เป็นรายๆ    ตามมาด้วยเรื่องเล่าผลการวิจัยเพื่อหาคำอธิบายกลไกการเกิดโรคนั้นๆ     ที่เวลานี้ยังคือว่ายังอยู่ใน “ช่วงฟ้าสาง” เท่านั้น    ยังไม่สว่างดี    คือยังจะมีการค้นพบใหม่ๆ อีกมาก   

อ่านจากเรื่องเล่าของท่านแล้ว  ผมคิดว่า Karl Deisseroth ฉลาดมาก ในการเชื่อมโยงศาสตร์ด้านจิตเวช เข้ากับศาสตร์ด้าน bio-engineering   ใช้อาการของผู้ป่วยจิตเวชเป็นโจทย์  ใช้ สารพัดศาสตร์ เพื่อหาทางตอบโจทย์    จึงเป็นกลุ่มที่ทำงานที่ขอบฟ้าวิชาการด้าน neuroscience กับ จิตเวชศาสตร์   

เรื่องราวของคนไข้เริ่มจาก ชายหนุ่มสถาปนิกอายุ ๒๖ ที่สูญเสียภรรยาและลูกน้อยในครรภ์ จากอุบัติเหตุรถยนต์ที่ตนขับ    พี่น้องพามาโรงพยาบาลเพราะเขามีอาการเสมือนร่างที่ไร้วิญญาณ   หนังสือบอกว่าเสมือนตัวตนและอารมณ์ละลายหายไปในโลกกว้าง    โดยเจ้าตัวบ่นว่า ไม่รู้ทำไมร้องไห้ไม่เป็นเสียแล้ว     ผู้เขียนใช้เรื่องราวของผู้ป่วยโยงสู่เรื่องที่มาของ optogenetics    โยงสู่สมองส่วนที่ควบคุมความวิตกกังวล (anxiety-control region)    คือสมองส่วนที่อยู่ติดกับ amygdala  เรียกว่า BNST ที่เชื่อมโยงกับสมองส่วน VTA – ventral tegmental area ที่ทำหน้าที่ด้าน reward & motivation    ผู้ป่วยรายนี้ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น major depression 

ผู้ป่วยรายที่ ๒ เป็นชายสูงอายุ ที่เหตุการณ์ 9-11 เป็นข่าวครึกโครม ผู้ก่อการร้ายขับเครื่องบินไปชนอาคาร World Trade Center กระตุ้นให้ผู้ป่วยกลายเป็นคนอยู่ไม่สุข ไม่หลับไม่นอน   คือนอนหลับเพียงวันละประมาณ ๒ ชั่วโมง   และบุคลิกก็เปลี่ยนจากผู้สูงอายุเป็นคนหนุ่มที่กระฉับกระเฉง    อ่านหนังสือไม่หยุดหย่อน   ซื้อรถใหม่   และที่สำคัญ คุยกับเทพเจ้าได้    ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค hypomania    

ผู้เขียนเล่าสู่พันธุกรรมที่ทำให้บางคนเสี่ยงต่อการเกิด mania (บ้าคลั่ง)    คือยีน ANK3 (ankyrin 3)   ที่พันธุกรรมผิดปกติที่ยีนนี้ นำสู่การผลิต ankyrin 3 ไม่พอใช้    นำสู่อาการ mania

ผู้ป่วยรายที่ ๓   เป็นเรื่องของนักวิทยาศาสตร์ชาวอุยกูร์ในแคว้นซินเกียงของจีน   ได้รับทุนไปเรียนต่อระดับปริญญาโทที่ปารีส    เกิดอาการทางจิต หมอฝรั่งเศสแนะนำให้ไปรักษากับผู้เขียน    เป็นเรื่องของคนสมองดีระดับอัจฉริยะ   ที่ผู้เขียนบอกว่าอาการตอนอยู่ที่ปารีสน่าจะมีอาการจากความวิตกกังวล (anxiety)   และ adjustment disorder   จากความเครียดที่ได้รับจากเรื่องราวของครอบครัวทางบ้านที่ซินเกียงที่สามีถูกจับ เพราะต่อต้านรัฐบาลจีน          

ผู้เขียนโยงสู่สภาพสมองที่โดนข้อมูลทางสังคมปริมาณมากล้นโจมตี      ซึ่งโยงสู่โรค autism   และผู้ป่วยรายที่ ๔ ที่เป็น autism    ที่ผลการวิจัยด้วย optogenetics บอกว่า เกิดจากทนข้อมูลมากล้นจากการสบตาไม่ไหว    จึงหลีกเลี่ยงการสบตา     ตอนนี้ของหนังสือเล่าเรื่องการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่น่าพิศวงมาก    โดยเฉพาะเรื่องเซลล์สมองชนิด excitatory และ inhibitory cells    ที่ความไม่สมดุล เป็นเหตุให้เกิด autism     

หนังสือเล่มนี้เขียนแบบเรื่องสั้น    เล่าเรื่องของผู้ป่วยที่ชวนให้ต้องติดตาม     เรื่องที่ตื่นเต้นที่สุดคือผู้ป่วยอายุ ๑๘ ที่มีการเปลี่ยนบุคลิกจากนักเรียนเรียนดีเด่น   กลายเป็นนักเรียนที่นั่งเรียนในห้องไม่ได้    เรื่องราวสุดลี้ลับตื่นเต้นกว่าจะจับได้ว่าเป็นโรค Bulemia nervosa คือกินแล้วหาทางให้อ้วก     เพราะมีความผิดปกติที่ deep pleasure circuit     โยงสู่ความเข้าใจสมองส่วน hypothalamus ที่ควบคุมพฤติกรรมเพื่อความอยู่รอด     ได้แก่ การนอนหลับ  กิจกรรมทางเพศ ความก้าวร้าว  อุณหภูมิกาย  ความหิว ความกระหาย เป็นต้น    

โยงสู่การทดลองที่เผยความเข้าใจเรื่อง brainwide listening    ซึ่งหมายถึง เมื่อมีการกระตุ้นสมองส่วนหนึ่ง หรือเซลล์สมองเซลล์หนึ่ง    การรับรู้จะมีการกระจายไปทั่วสมอง   ไม่ใช่รับรู้ ณ จุดเดียว     นี่คือความหัศจรรย์ของสมองมนุษย์    ที่เมื่อมีความซับซ้อนสูงยิ่ง ย่อมมีจุดที่บกพร่องได้มากมาย    พวกเราที่เป็นคนปกติถือได้ว่าเป็นคนมีบุญ     

ข้อเรียนรู้อย่างหนึ่งคือ prefrontal cortex และ retrosplenial cortex ทำหน้าที่กำหนดตัวตนยามไม่มีสิ่งเร้า     

ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตผมมากที่สุดในขณะนี้คือบทสุดท้าย ว่าด้วยผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม     ที่นำผู้ป่วยสู่อาการ major depressive disorder    พร้อมอาการ anhedonia – ไร้ความงามและความพึงพอใจในชีวิต     ที่เกิดจากเซลล์สมองบางส่วนตาย   และการเชื่อมต่อใยประสาทบางส่วนก็ชำรุด     สิ่งที่ชำรุดเรียกว่า synaptic strength    ซึ่งเกี่ยวข้องกับความจำ  และการให้คุณค่า (value)     

มองอีกมุมหนึ่ง นี่คือหนังสือว่าด้วยความรู้เรื่อง “วิทยาศาสตร์ว่าด้วยอารมณ์ของมนุษย์”     ที่ท่านบอกว่า มีวิวัฒนาการมาช้านาน    ก่อนมีมนุษย์       

Karl Deisseroth เล่าเรื่องเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ที่ Harvard Science Book Talks เมื่อันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๔    ผู้ดำเนินรายการบอกว่า ท่านเป็นศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดด้วย    ผู้เขียนบอกว่าเป็นหนังสือที่แปลก ซึ่งก็ตรงกับความรู้สึกของผม    และเมื่อได้เห็นตัวท่าน ก็แปลกใจว่ายังหนุ่มมาก  และ ... ผมดกมาก    โปรดสังเกตนะครับ ว่าสมัยนี้เราไม่ใช่แค่มีหนังสือดีๆ ให้อ่านมากมาย   เรายังได้รับรู้เบื้องหลังของการเขียนหนังสือผ่ายรายการใน YouTube ด้วย     นักอ่านหนังสืออย่างผมมีความสุขมาก ที่มีพัฒนาการเช่นนี้ 

ต่อมาวันที่ ๒๘ มิถุนายน ท่านพูดที่ Huberman Lab Podcast เรื่อง Understanding & Healing the Mind 

            

ขอขอบคุณ อ. หมอ ปรีดา มาลาสิทธิ์ ที่กรุณาส่งหนังสือมาให้

วิจารณ์ พานิช

๒๕ ก.ค. ๖๔