หลายท่านที่เข้ามาอ่านบทความนี้ คงจะทราบดีว่าพฤติกรรมการฆ่าตัวตายโดยส่วนใหญ่ มาจากปัจจัยที่ส่งผลกระทบทางจิต ความเครียดในทุกๆด้านของตัวบุคคลนั้นๆ และมีสิ่งแวดล้อมเข้ามาเกี่ยวข้องโดยไม่รู้ว่าจะหาทางออกหรือแก้ปัญหาได้อย่างไร(Interactive Reasoning; Needs Assessment) เนื่องจากไม่มีการคิดอย่างเป็นระบบ(Conditional Reasoning; Systemic thinking) ทำให้ไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตต่อไปเพื่ออะไรหรือตนเองมีคุณค่าอะไร(Interactive Reasoning; Impact Assessment) เพราะฉะนั้นสิ่งแวดล้อมหรือสภาพแวดล้อมภายนอกจึงมีส่วนสำคัญต่อการเยียวยาจิตใจของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหรือบุคคลที่มีปัญหา เพื่อให้สามารถทำกิจกรรมและดำเนินชีวิตต่อไปได้(Interactive Reasoning; Occupational Profile Assessment)
 

การกอดเป็นหนทางหนึ่งที่สามารถช่วยเยียวยาจิตใจของผู้ป่วยได้อย่างดีเยี่ยม เพราะเป็นการช่วยเติมเต็มพื้นที่ว่างในจิตใจ

 

ทำไมต้องกอด?

เนื่องจากผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะมีความคิดที่สับสน ทำให้ต้องการความสนใจเอาใจใส่(Conditional Reasoning) การกอดช่วยให้ผู้ป่วยเห็นคุณค่าในตัวเอง รู้สึกผ่อนคลาย คลายกังวลเรื่องต่างๆ อีกทั้งในการวิจัยพบว่ายังสามารถช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนแห่งความผูกพัน(Oxytocin) ที่ช่วยเยียวยาความเหงา เปล่าเปลี่ยว หรือแม้กระทั่งความโกรธได้ และส่งผลต่อระดับของ Serotonin ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยยกระดับอารมณ์และสร้างความสุขให้แก่เรา และอาจจะพูดชมหรือให้กำลังใจไปด้วยที่แสดงว่าเราสนใจหรือเข้าใจผู้ป่วยจริงๆ เช่น “เก่งมาก” “เราจะอยู่ข้างๆเธอนะ” “ฉันจะช่วยเธอได้อย่างไร” (Procedural Reasoning)


แม้ว่าเราควรจะพูดให้กำลังใจกับผู้ป่วยแต่บางประโยคบางคำพูดก็ไม่ควรจะพูดออกมาเพราะอาจจะกระทบกับจิตใจ ของบุคคลนั้น ทำให้ผู้ป่วยนำกลับไปคิดต่อและอาจกระทบกับจิตใจมากกว่าเดิม ทั้งคำที่มีคำว่า ห้าม “ห้ามร้องไห้” “อย่าท้อ” คำที่กดดัน “พยายามอีก” คำพูดเชิงลบ หรือคำที่ให้ความหมายเป็นการignorance กับตัวผู้ป่วย “ร้องไห้ทำไม” “เดี๋ยวก็ดีเอง” “สู้ๆนะ”

 

สิ่งแวดล้อมมีผลกับจิตใจของผู้ป่วยมาก แต่อีกสิ่งหนึ่งที่สามารถรักษาอาการซึมเศร้าได้คือ ยาทางการแพทย์ โดยทั่วไปยารักษาอาการซึมเศร้าหรือที่เรียกว่ายาต้านเศร้าแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มที่ออกฤทธิ์ต่อสารสื่อประสาทหลายชนิด(Serotonin and Norepinephrine Reuptake Inhibitors) ซึ่งจะออกฤทธิ์ต่อการเก็บกลับของสารที่ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึก(เซโรโทนินและนอร์อิพิเนฟรีน) อาจมีผลข้างเคียงคือเกิดอาการปากแห้ง คอแห้ง ซึ่งเป็นอาการข้างเคียง สามารถแก้ไขได้โดยจิบน้ำบ่อยๆระหว่างวัน และกลุ่มที่ออกฤทธิ์จำเพาะต่อสารสื่อประสาทเพียงชนิดเดียว(Selective Serotonin Reuptake Inhibitors) ซึ่งจะเน้นหนักไปที่ยับยั้งการเก็บกลับของเซโรโทนิน มีผลข้างเคียงค่อนข้างน้อย


ในปี 2020 ผลสำรวจการฆ่าตัวตายของประชากรอเมริกาได้เผยออกมาว่าเพศชายมีการฆ่าตัวตายมากกว่าเพศหญิง ช่วงอายุที่มีการฆ่าตัวตายมากที่สุดคือ 45 ถึง 54 ปี(ช่วงวัยทำงาน) รองลงมาคือ 85 ปีขึ้นไป(เกษียณ) โดย 90 เปอร์เซนต์ของผู้ที่ฆ่าตัวตายได้รับวินิจฉัยหรือมีปัญหาว่ามาจากจิตใจ และส่วนใหญ่ฆ่าตัวตายโดยใช้ปืน ซึ่งการที่มีเพศชายมากกว่าเพศหญิง และอยู่ในช่วงวัยทำงาน เราอาจสันนิษฐานได้ว่าอาจมีผลมาจากการทำงาน ครอบครัว หรือเศรษฐกิจเป็นปัญหาหลักๆ ส่วนการใช้ปืนก็เป็นวิธีที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว ไม่ทรมานมากเท่าวิธีอื่นๆ และส่วนใหญ่ในอเมริกาจะมีปืนเก็บไว้ทุกบ้าน แต่ที่น่าสนใจคือในปี 2017 ทหารผ่านศึกมีอัตราการฆ่าตัวตายที่สูงมากคิดเป็น 1.5เท่าของผู้ที่ไม่ได้เป็นทหารผ่านศึก

 

ทำไมทหารผ่านศึกถึงฆ่าตัวตาย?

มีบทความหนึ่งกล่าวว่า 70 เปอร์เซนต์ของทหารผ่านศึกที่กลับจากสงครามไม่เคยเข้ารับคำปรึกษาทางจิตเวช บุคคลกลุ่มนี่เมื่อได้กลับมาจากสงครามก็จะคิดว่าตัวเองเป็นอิสระแล้ว ได้ใช้ชีวิตปกติ แต่ในชีวิตจริงไม่ใช่แบบนั้น จึงยิ่งสับสนเข้าไปอีก และการที่ไปเห็นความหดหู่ในสงครามหรืออาจรู้สึกผิด(Conditional Reasoning) อาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคซึมเศร้าตามมาภายหลัง(Procedural Reasoning)
 

ในปัจจุบันมีผู้ที่รู้ว่าตัวเองมีปัญหาเกี่ยวกับจิตใจประมาณ 50 เปอร์เซนต์ และเลยคิดที่จะฆ่าตัวตาย 33 เปอร์เซนต์ ฉะนั้นการรู้ตัวเองหรือผู้อื่นว่าจะมีเหตุปัจจัยอะไรที่อาจส่งผลกระทบต่อจิตใจบ้างเป็นเรื่องที่ควรรู้ 1. พูด เขียน หรือคิด เกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย 2. ถูกสังคมรังเกียจหรือต่อต้าน : ทำให้เกิดความคิดด้านลบ คิดว่าตัวเองไม่มีค่า 3. มีการใช้สารเสพติดมากขึ้น : อาจเพราะไม่รู้ว่าจะหาทางออกอย่างไร 4. มีอารมณ์แปรปรวน พฤติกรรมก้าวร้าว : ส่งผลกระทบต่อการทำร้ายตัวเองและผู้อื่น รวมถึงการฆ่าตัวตาย 5. มีความบ้าบิ่นหรือประมาท : เนื่องจากอาจจะไม่เห็นคุณค่าหรือความสำคัญของตัวเองอีกต่อไป
 

การที่บุคคลหนึ่งมีความคิดที่จะฆ่าตัวตาย เราสามารถถามได้เลยว่าบุคลนั้นมีความคิดที่จะฆ่าตัวตายหรือไม่, เคยทำร้ายตัวเองไหม, ที่บ้านมีอาวุธหรือยาที่ใช้ฆ่าตัวตายไหม สิ่งนี้ไม่เป็นการเพิ่มความอยากฆ่าตัวตายแต่เป็นการที่เราจะสามารถรับรู้ได้ว่าความคิดที่อยากฆ่าตัวตายของบุคคลนั้นมีมากแค่ไหน เมื่อเรารู้แล้ว เราก็ต้องนำกลับมาคิดว่าเราจะช่วยเค้าได้อย่างไร(Design Thinking)

 

 

 

เมื่อนักกิจกรรมบำบัดได้รับข้อมูลหรือปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้มา ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการคิดออกแบบ(Design Thinking) เพื่อนำไปสู่กระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ(Systematic Thinking) ในการช่วยเหลือหรือหาทางออกให้กับผู้ป่วย





ที่มา :

https://sistacafe.com/summaries/1155

https://www.sompo.co.th/en/home/sompo-article/Sompo-blog-article-listing/area-body/Know%20more%20about%20Sompo/blog%20content%2016.html

https://www.manarom.com/blog/Antidepressants.html

https://www.thairath.co.th/news/foreign/1774148