ชีวิตที่พอเพียง ๓๙๙๘. ทำงานเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (๙๙) พัฒนาความเสมอภาคทางการศึกษาด้วย “การวิจัยใหญ่” กับ “การวิจัยเล็ก” และท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตน


 

วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๔  มีการประชุมคณะอนุกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.)     ที่เมื่อคณะกรรมการบริหาร กสศ. มีมติเมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๔ ให้เน้นทำหน้าที่ advocacy (สื่อสารสาธารณะ) เพื่อการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบของการศึกษา     ผ่านการพัฒนาต้นแบบ และการวิจัยเพื่อสร้างความรู้จากต้นแบบ เอาไปสื่อสารสาธารณะ   ดังบันทึก (๑)  (๒)     วสศ. ก็เตรียมปรับยุทธศาสตร์การทำงานให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ข้างต้น   

เมื่อเริ่มเปิดการประชุม ในวาระประธานแจ้งเพื่อทราบ   ผมจึงถือโอกาสปรารภต่อที่ประชุมว่า หลังจากฝ่ายเลขาเสนอวาระที่ ๔.๑ ทบทวนยุทธศาสตร์การทำงานของ วสศ.   ผมขอให้คณะกรรมการร่วมกันพิจารณาว่าควรเพิ่มเติมยุทธศาสตร์ small research    เพิ่มจากยุทธศาสตร์เดิมที่เน้น big research  หรือไม่ 

Big research เป็น systems research มีคุณค่าให้เห็นมิติด้านระบบที่ถูกต้องเหมาะสม   นำไปสู่การกำหนดนโยบาย   แต่ก็จะเผชิญความท้าทายที่ policy implementation    ที่ไม่รู้ว่าทำอย่างไร    คณะกรรมการบริหารในการประชุมเมื่อ ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๔ จึงมีมติให้ กสศ. เน้นพัฒนาต้นแบบ   แล้วทำวิจัยว่าต้นแบบนั้นสำเร็จด้วยปัจจัยสำคัญอะไรบ้าง    นี่คืองานวิจัยแบบที่ วสศ. ไม่ได้บรรจุไว้ในแผนยุทธศาสตร์เดิม   และเป็นงานวิจัยแบบที่ผมเรียกว่า “งานวิจัยเล็ก” (small research)     คือเป็นโจทย์เชิงปฏิบัติ    ไม่ใช่โจทย์นโยบาย    และงานวิจัยเล็กนี้ในความเป็นจริงไม่ถึงกับเป็นงานวิจัย  เป็น rapid appraisal มากกว่า

ผลของ “งานวิจัยเล็ก” แบบนี้    ใช้เป็น “ข้อมูลหลักฐาน” (evidence) ที่ชัดเจนแม่นยำ    สำหรับนำไปสื่อสารสาธารณะ (advocate)    ให้คนไทยรับรู้ว่าวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ก่อผลดีด้านคุณภาพ และด้านความเสมอภาคนั้น เป็นอย่างไร   ต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบเพื่อสนับสนุนอย่างไร   เท่ากับเป็นการวิจัยเพื่อกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงระบบแบบ bottom-up   ในขณะที่ งานวิจัยใหญ่ แบบที่ วสศ. เสนอไว้ในแผนยุทธศาสตร์เดิมเป็นวิธีสร้างการเปลี่ยนแปลงแบบ top-down 

เมื่อเติม “งานวิจัยเล็ก” เข้าไป    ก็จะทำให้ วสศ./กสศ. ทำงานขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาครบทั้ง top-down   และ bottom-up   ซึ่งจะทำให้ยุทธศาสตร์สร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษามีความสมบูรณ์ครบถ้วนยิ่งขึ้น   

ผมมีความเห็นว่า “งานวิจัยเล็ก” นี้ ควรทำโดยเจ้าหน้าที่ของ วสศ. เอง ๑ คน   ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของสำนักเจ้าของงานอีก ๑ คน     เป็นงานเล็กๆ ที่ทำเสร็จภายใน ๑ - ๓ เดือน    โดยมีข้อมูลส่วนหนึ่งอยู่แล้วในระบบงาน    ส่วนสำคัญคือตั้งโจทย์ที่คมชัด  และกำหนดวิธีตอบโจทย์ที่แม่นยำน่าเชื่อถือ    นำไปสู่การกำหนดข้อมูลที่ต้องการ  และวิธีวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูลนั้น    รวมทั้งวิธีนำเสนอที่กินใจ

ในที่ประชุม รศ. ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ ชี้ว่า    กิจกรรม “งานวิจัยเล็ก” นี้จะเป็นเครื่องมือพัฒนาบุคลากร (HRD) ของ วสศ./กสศ. ที่ดีมาก     

ขั้นตอนต่อไปคือ วสศ. เสนอแผนปฏิบัติด้าน “วิจัยเล็ก” ต่อคณะอนุกรรมการ วสศ.    ว่าจะพัฒนาทักษะของเจ้าหน้าที่อย่างไร    มีแผนทำงานร่วมกับสำนักต่างๆ ใน กสศ.  และกับหน่วยงานภายนอกอย่างไร    โดยที่สำนักต่างๆ ของ กสศ. ก็ควรทำแผนปฏิบัติในเรื่อง “วิจัยเล็ก” ของตนด้วย     สำหรับนำมาเชื่อมกับแผนของ วสศ. ให้กลายเป็นแผนของ กสศ.   

เนื่องจากผมรู้เรื่องโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองพอสมควร    จึงลองเสนอ “โจทย์วิจัยเล็ก” สัก ๒ เรื่อง    (๑) โรงเรียนพัฒนาตนเองที่ดำเนินการจริงจังและเห็นผลที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน   มีผลลดอัตราการหลุดออกจากระบบการศึกษาของนักเรียนหรือไม่    (๒) ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนในโรงเรียนพัฒนาตนเองที่ดำเนินการจริงจัง  แตกต่างจากผลลัพธ์การเรียนรู้ของโรงเรียนในโครงการเดียวกัน แต่ดำเนินการไม่จริงจัง อย่างไรบ้าง   

โจทย์วิจัยตรวจสอบผลกระทบต่อนักเรียน ของโครงการต่างๆ ที่สำนักต่างๆ ของ กสศ. ดำเนินการอยู่แล้ว    น่าจะมีได้อีกมาก   

วสศ./กสศ. น่าจะจัดกลไกช่วยเหลือ/ฝึก เจ้าหน้าที่ให้ทำงานนี้เป็น    เป็นคณะที่ปรึกษางานวิจัยเร่งด่วน rapid appraisal มีจำนวนสัก ๔ - ๕ คน    โดยต้องมีคนที่ชำนาญด้านเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลอย่างน้อย ๑ คน   

การวางแผนงาน rapid appraisal นี้ต้องทำร่วมกัน ๓ ฝ่ายใน กสศ.   คือ วสศ., สำนักเจ้าของงาน, และสำนักสื่อสารสาธารณะ (ย้ำว่าไม่ใช่สื่อสารองค์กร) 

เส้นผมบังภูเขา 

ไม่ว่าโจทย์วิจัยใหญ่ หรือโจทย์วิจัยเล็ก ผมมีความเห็นว่า   ต้องระวังเส้นผมบังภูเขา    คือหลงยกเอางานวิจัยเป็นเป้าหมายหลัก   

ในความเป็นจริงแล้ว เป้าหมายหลักคือการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา ให้มี quality และ equity เพิ่มขึ้น   ย้ำว่าเป้าหมายหลักไม่ใช่ผลการวิจัย   ผลการวิจัยเป็น means ไม่ใช่ end    หากตีโจทย์ตรงนี้ไม่แตก วสศ. ก็จะทำงานไม่ได้ผล   เพราะจะไปตันอยู่ที่ผลงานวิจัย   เป็นการทำงานเพื่อตนเอง (วสศ.)   ไม่ใช่ทำงานเพื่อระบบการศึกษา   

“ท่าที” ของผู้ทำงานใน วสศ. (และใน กสศ.) จึงมีความสำคัญ     ที่จะต้องไม่ วสศ.-centric  หรือ EEF-centric   ต้องให้เป็นท่าทียกย่องหน่วยงานนำร่องที่ประสบความสำเร็จ    ที่ผมขอเรียกว่า doer-centric   การตั้งโจทย์วิจัยเล็ก และการสื่อสารสาธารณะต้องมีวิธีที่แสดงท่าทียกย่องผลงานของ doer เป็นเป้าหมายหลัก    ไม่ใช่โชว์ผลงานของ กสศ. เป็นเป้าหมายหลัก  

การยกย่องผลงานของ doer เป็นเป้าหมายหลัก    จะสื่อต่อสังคมไปในทีว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ทำไม่ยาก   มีหน่วยปฏิบัติตามปกติทำได้   และให้เขาเป็นผู้บอกว่าทำอย่างไร   หากจะให้ทั้งประเทศทำเช่นนี้ ระบบใหญ่พึงสนับสนุน และปรับเปลี่ยน อย่างไรบ้าง     

วิจารณ์ พานิช

๒๔ พ.ค. ๖๔

  

 

หมายเลขบันทึก: 691592เขียนเมื่อ 20 กรกฎาคม 2021 19:03 น. ()แก้ไขเมื่อ 20 กรกฎาคม 2021 19:03 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี