บ่ายวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๔ ผมได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมการกำกับทิศทาง โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ครั้งที่ 3/2564 ของ กสศ. โดยมีวาระการประชุมวาระเดียวคือ แนวทางการดำเนินงานโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาค ทางการศึกษา ปี 2564
ที่จริงได้มีการประชุมปรึกษาเรื่องนี้เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๔ และผมเขียนบันทึกไว้ที่ (๑)
จุดแข็งของเรื่องนี้คือ กสศ. ได้เริ่มงานมาแล้วกว่า ๑ ปี มีต้นทุนการดำเนินการสำหรับนำมาต่อยอดได้ และผมมองว่า รวมทั้งรู้ว่ามีรูรั่วอยู่ที่จังหวัดไหน ที่ไม่ควรเอาเงินไปลง
หลังการประชุมคณะกรรมการบริหาร กสศ. เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๔ วิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ของ กสศ. ก็ชัดเจนขึ้นมาก ดังบันทึก (๒) (๓) และโยงเข้าสู่ ABES (Area-Based Education Systems) ได้ว่า กสศ. เข้าไปเป็น catalyst for development โดยทำโครงการนำร่อง เพื่อมีงานวิจัยคู่ขนาน หาข้อมูลหลักฐานที่นำไปสู่ความสำเร็จ สำหรับนำไปสื่อสารสาธารณะ เพื่อให้หน่วยงานหลักของระบบเอาไปทำ และเพื่อให้มีนโยบายระดับชาติสนับสนุน
เท่ากับ กสศ. ใช้ยุทธศาสตร์สร้างความสำเร็จนำร่อง แล้วสื่อสารให้มีการดำเนินการในระบบใหญ่ของประเทศ ย้ำว่า กสศ. หนุนให้เกิดความสำเร็จเล็กๆ ซึ่งในที่นี้คือระดับจังหวัดที่ดำเนินการมาแล้วปีเศษๆ และรู้ว่าจังหวัดไหนทำได้ดี จังหวัดไหนพอใช้ จังหวัดไหนไม่ได้ผล โครงการปีที่ ๓ จึงควรเลือกเพียงบางจังหวัดที่เหมาะสมเท่านั้น เอามาดำเนินการ โดยที่ต้องดำเนินการอย่างเข้มแข็งและมีแนวทางที่ชัดเจน
ที่สำคัญ งานวิจัยต้องไม่ใช่งานวิจัยสร้างความรู้ ต้องเป็นงานวิจัยเก็บข้อมูลจากการดำเนินการ เพื่อหาหลักฐานของความสำเร็จหรือไม่สำเร็จในประเด็นต่างๆ เอามาตั้งวง dialogue ในหมู่ stakeholders ในจังหวัด ดังนั้นงานวิจัยจึงควรมีลักษณะเป็น DE (Developmental Evaluation) (๔)
และที่สำคัญยิ่ง ต้องเก็บข้อมูลผลกระทบที่ตัวเด็กที่เป็นเป้าหมาย สำหรับเป็นข้อมูล (สารสนเทศ) หลัก ของการสื่อสารสาธารณะ ต้องอย่าหลงเน้นเก็บเพียงข้อมูลกระบวนการ ต้องเน้นเก็บข้อมูลผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเด็ก และต่อผู้ปกครอง ตามด้วยวิธีการที่ทำให้เกิดผลกระทบนั้น
ระวังช่วยมากไป สร้างพลเมืองผู้เฉื่อยชา
สำนักพัฒนาการเรียนรู้เชิงพื้นที่ บอกว่ามีแผนสนับสนุนการพัฒนา Learning City ตามแนวทาง Learning Cities Network ของ UNESCO โดยที่เมื่อวันที่ ๑๐ - ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๓ กสศ. ร่วมกับองค์กรพันธมิตร ได้จัดการประชุม การประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา: ปวงชนเพื่อการศึกษา และมีการนำเสนอเมืองเรียนรู้ที่ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกในปี ค.ศ. 2015 คือ เมืองเอสปู (Espu) ประเทศฟินแลนด์ เมืองสวอนซี (Swansea) สหราชอาณาจักร เมืองนัมยังจู (Namyangju) สาธารณรัฐเกาหลี
เมื่อได้อ่าน PowerPoint เรื่องเมืองยังนัมจู ผมก็เกิดความคิดว่า Learning City ไทย น่าจะได้ตระหนักในจุดเน้นที่เรามักละเลยคือ การส่งเสริมให้นักเรียนได้พัฒนาความเป็น “ผู้ก่อการ” (agentic competencies) โดยผมมีข้อติงว่า การที่ระบบการศึกษาไทยมี “ผู้หวังดี” เข้าไป “ช่วยเหลือ” มากมาย ท่าทีและสิ่งที่ “ผู้หวังดี” เหล่านี้นำไปให้โรงเรียน อาจก่อผลร้ายโดยไม่รู้ตัวก็ได้ คือทำให้เด็กๆ เกิดท่าที “รอรับความช่วยเหลือ” ซึ่งตรงกันข้ามกับการเป็น agentic person ในโลกยุคปัจจุบันและอนาคต เราต้องฝึกเด็กและเยาวชนให้โตขึ้นเป็น agentic citizen
Learning City ไทย จึงน่าจะมุ่งจัดการ (organize) ให้คนในชุมชน (รวมทั้งเด็กและเยาวชน) ร่วมกันเป็น “ผู้ก่อการ” ดำเนินกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ของคนในชุมชนและในเมืองนั้น อย่างที่โครงกร Lighthouse ของเมืองยังนัมจูทำ ไม่ใช่ทางการทำให้หมด ประชาชนในเมืองต้องเป็นผู้ร่วมกันกระทำ เพื่อสร้างการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ ทางการของเมืองเป็นผู้จัดสถานที่ และโครงสร้างพื้นฐานให้ ส่วนกิจกรรมส่วนใหญ่พลเมืองจัดกันเอง และส่วนหนึ่งนักเรียนและเยวชนเป็นผู้จัด
ทางการไทยต้องไม่เผลอจัดให้หมด ซึ่งจะเป็นการสร้าง “พลเมืองผู้เฉื่อยชา” (passive citizen) โดยไม่รู้ตัว
ข้างบนนั้น เขียนก่อนการประชุม ในการประชุม มีการนำเสนอข้อมูลจากการประชุมบอร์ดตามที่ผมเล่าแล้ว รวมทั้ง ศ. ดร. สมพงษ์ จิตระดับ ประธานที่ประชุม เล่าเรื่องทีม กสศ. รวมทั้งตัวท่านไปพบ รมว. ศึกษาธิการ ที่เมื่อนำเสนอข้อมูลจังหวัดสระแก้ว จากระบบ iSEE ของ กสศ. ท่านก็ตาลุกในฐานะ สส. เพราะให้ข้อมูลจำนวนเด็กนอกระบบการศึกษา และอื่นๆ ที่ท่านไม่เคยได้รับรู้มาก่อน ทำให้ในที่ประชุมมีการเสนอให้ใช้จังหวัดสระแก้วเป็นจังหวัดนำร่อง ที่มีการยกเว้นข้อกำหนดต่างๆ จากต้นสังกัด เพื่อทดลองให้โรงเรียนมีอิสระในการพัฒนาตนเอง ร่วมกับภาคีในจังหวัด
ทีมบริหารนำเสนอดีมาก มีโจทย์ ๕ ข้อ ให้คณะกรรมการช่วยตัดสิน รวมทั้งมีข้อเสนอโจทย์วิจัยเชิงระบบที่ดีมาก ผมชี้ให้ที่ประชุมเห็นว่า โจทย์วิจัยที่เสนอเป็น big research ยังต้องมี small research สำหรับใช้ในการทำงานเฉพาะของโครงการนำร่องให้บรรลุความสำเร็จ และเพื่อนำไปสื่อสารสาธารณะ รวมทั้งต้องมี DE หนุนการเรียนรู้ของ stakeholders ของจังหวัดนำร่อง
สรุปได้ว่า จะมีการทดลองจังหวัดนำร่องในจำนวนที่จำเป็น (เช่น ๖ + ๒) โดยเลือกจาก ๒๐ จังหวัดที่มีผลงานพัฒนาการดีในช่วง ๑ ปีเศษๆ ของโครงการ และเป็นตัวอย่างให้แก่จังหวัดอื่นๆ ได้ โดยมีงานวิจัยหนุนให้เกิดการเรียนรู้ของ stakeholders ในจังหวัด แนว DE ส่วนจังหวัดที่ไม่สนับสนุนต่อในปีที่ ๓ แต่มีเด็กด้อยโอกาสที่ต้องการการดูแล ก็จะมีการส่งต่อให้กลไกในจังหวัดดำเนินการ
ทีมฝ่ายบริหารจะไปจัดทำ program design นำมาเสนอในการประชุมคราวหน้า
วิจารณ์ พานิช
๑๔ พ.ค. ๖๔