โควิดมา ปัญญาเกิด


แม้จะไม่ใช่กิจกรรมเรียนรู้คู่บริการอย่างใหญ่โตเหมือนการออกค่ายอาสาพัฒนาในภาวะปกติ แต่ต้องยอมรับว่านี่คือการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ภายใต้ข้อจำกัดนานาประการของสังคม เป็นการเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเป็นเหตุเป็นผล เป็นการ “ลับคมความคิดและปัญญา” ของนิสิตกับนิสิต นิสิตกับเจ้าหน้าที่ นิสิตกับอาจารย์ที่ปรึกษา หรือแม้แต่นิสิตกับชุมชนเลยก็ว่าได้

การมาเยือนของไวรัสโคโรน่า 2019 (Covid-19) ส่งผลกระทบต่อวงจรชีวิตมนุษย์โลกอย่างเท่าเทียมในทุกช่วงวัยและเสมอภาคในทุกๆ สังคม ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละส่วนจะกระทบมากกระทบน้อย ไม่เว้นแม้แต่ “กิจกรรมนิสิต”

ปีการศึกษา 2463–2564เป็นห้วงเวลาที่กิจกรรมนิสิต (กิจกรรมนอกหลักสูตร) ของมหาวิทยาลัยมหาสารคามได้รับผลกระทบไม่แพ้กิจกรรมของมหาวิทยาลัยอื่นๆ ทุกกิจกรรมที่จัดขึ้น ล้วนต้องขบคิดอย่างถี่ถ้วนเกี่ยวกับมาตรการทางสังคม บางกิจกรรมถึงขั้นต้องพับโครงการเก็บเข้าในลิ้นชักไปเลยก็มี 

นี่คือวิกฤตร่วมของมนุษย์โลก นี่คือ บททดสอบอันยิ่งใหญ่ที่มนุษย์ผู้ซึ่งเป็นสัตว์สังคมอันประเสริฐกำลังได้รับการทดสอบจากโลกใบนี้ ทุกคนและทุกองค์กร จำต้องปรับตัวและปรับเปลี่ยนอะไรๆ อย่างยกใหญ่ ทั้งเพื่อตนเองและเพื่อสังคม

 

 

ค่ายอาสาพัฒนาของนิสิต เป็นอีกหนึ่งกรณีที่ได้รับผลกระทบอย่างแสนสาหัส จากที่เคยยกพลจำนวนมากพาเหรดออกไปจัดกิจกรรมนอกสถานที่อย่างคึกคักก็ซบเซาลงทันที บางชมรมชะลอกิจกรรม บางชมรมระงับกิจกรรม บางชมรมดิ้นรนปรับรูปแบบการกิจกรรมให้สอดคล้องกับความจริง

และนั่นมีผลส่งผลต่อการต่อทะเบียนและยุบเลิกชมรม หรือแม้แต่งบประมาณที่จะได้รับจัดสรรในปีถัดไปโดยปริยายด้วยเหมือนกัน

อาจกล่าวได้ว่า ในวิถีการเป็น “นักกิจกรรม” นี่คือบททดสอบศักยภาพของนิสิตและเหล่าบรรดาพี่เลี้ยง (ที่ปรึกษาองค์กร/ที่ปรึกษาโครงการ) ว่าเก่งและแกร่งแค่ไหน ห้าวหาญและฉลาดพอที่จะใช้วิกฤตนี้เป็นโจทย์ในการพัฒนาองค์กรและสังคมได้หรือไม่ -

 

 

เพราะเชื่ออย่างแรงกล้าว่า “ในวิกฤตย่อมมีโอกาส” ทั้งผมและเจ้าหน้าที่ ตลอดจนผู้นำองค์กรนิสิตที่เกี่ยวข้อง จึงมุ่งเสาะหาพื้นที่จัดกิจกรรมในมิติ “เรียนรู้คู่บริการ” อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยต่างก็ไม่ยอมก้มหัวให้กับวิกฤตที่ว่านี้ ตรงกันข้ามกลับพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้จัดกิจกรรม ยอมเปลี่ยนแปลงสถานที่ เปลี่ยนรูปแบบกิจกรรม ปรับลดจำนวนคนและงบประมาณ ขยายกรอบเวลาการทำงานและพยายามยืดหยุ่นไปตามสถานการณ์ หรืออื่นๆ อีกจิปาถะ 

ยกตัวอย่างเช่น แทนที่จะไปสร้างฝายชะลอน้ำที่จังหวัดชัยภูมิ ก็เปลี่ยนมาเป็นกิจกรรมปลูกต้นไม้และซ่อมแซมศาลาวัดในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม (ชมรมสานฝันคนสร้างป่า)

กรณีกิจกรรมของชมรมสานฝันคนสร้างป่านั้น ทั้งผม และนิสิตพยายามออกแบบกิจกรรมให้สัมพันธ์กับวิถีวัฒนธรรมขององค์กรให้ได้มากที่สุด แม้จะไม่ใช่การสร้างฝายชะลอน้ำเหมือนในอดีต แต่ยังคงไว้ซึ่งกิจกรรมหลักที่ชมรมฯ คุ้นเคย นั่นคือการปลูกต้นไม้และถวายต้นไม้ให้กับวัดจำนวน 2 วัดในเขตอำเภอเมืองมหาสารคาม นอกเหนือจากนั้นก็ถวายเงินผ้าป่าสมทบทุนเป็นค่าวัสดุเพื่อซ่อมแซมศาลาการเปรียญ 

 

 

กรณีดังกล่าวนี้ผมแอบสร้างกิจกรรมอื่นๆ ขึ้นมาเพื่อให้นิสิตได้เรียนรู้เพิ่มเติมพอหอมปากหอมคอ เช่น กระตุกกระตุ้นให้นิสิตได้ทำความรู้จักกับพืชพันธุ์ไม้นานาชนิดในบริเวณวัด ทั้งในแง่ของรูปพรรณและสรรพคุณ เรียนรู้กระบวนการอนุรักษ์ป่าของพระภิกษุสงฆ์ เรียนรู้ขนบธรรมเนียมการ “ถวายภัตตาหาร” และ “ทำบุญ” รวมถึงการเสวนาชีวิตกับญาติโยมที่สัญจรเข้าออกในวัด โดยผมมีเจตนาชัดเจนว่าจะไม่แจ้งล่วงหน้า เพราะตั้งใจจะประเมินพฤติกรรมของนิสิตว่า “นิสิตกระหายที่จะเรียนรู้ด้วยตนเองมากน้อยแค่ไหน” 

 

 

ในทำนองเดียวกันนี้ องค์กรอื่นๆ ก็ปั้นแต่งกิจกรรมขึ้นมาใหม่ด้วยเหมือนกัน เช่น ยกเลิกกิจกรรมการทำแนวป้องกันไฟป่าในจังหวัดหนองคายมาเป็นผ้าป่าการศึกษาเพื่อซ่อมแซมอาคารเรียน มอบอุปกรณ์การศึกษาและถุงยังชีพในเขตอำเภอนาเชือกจังหวัดมหาสารคามในชื่อโครงการ “มมส ร่วมใจสู้ภัยพิบัติ” (ศูนย์ประสานงานเครือข่ายนิสิตจิตอาสาเพื่อสังคม) และโครงการ “ความรู้นี้พี่ให้น้อง ครั้งที่ 18” (ชมรมรุ่นสัมพันธ์) ซึ่งทั้งสององค์กรจัดขึ้นในพื้นที่เดียวกัน นั่นคือ โรงเรียนบ้านหนองโพธิ์ อันเป็นสถานศึกษาที่อาคารเรียนและโรงอาหารได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากพายุโซนร้อนและกำลังอยู่ในช่วงของการระดมทุนซ่อมแซมเป็นการชั่วคราวรองรับการเปิดเรียน –

 

 

การจัดกิจกรรมของทั้งสององค์กรแม้นิสิตจะไม่ได้ลงแรงซ่อมหลังคาและตัวอาคารร่วมกับชุมชนมากนัก เพราะการงานที่ว่านั้นต้องใช้ช่างมืออาชีพ รวมถึงข้อจำกัดว่าด้วยจำนวนคนและการเว้นระยะห่างทางสังคม แต่นิสิตก็พยายามขับเคลื่อนกิจกรรมอื่นๆ เท่าที่โอกาสจะเอื้อให้ทำได้ เช่น จัดเก็บเศษไม้เศษสังกะสี ศึกษาข้อมูลอันเป็นบริบทโรงเรียนและชุมชน รวมถึงสถานที่และเรื่องราวสำคัญๆ ที่ปรากฏในละแวกนั้น เป็นต้นว่าปูทูลกระหม่อม อ่างเก็บน้ำห้วยค้อ

 

 

โครงการ “กู้ภัยอาสาพัฒนาโรงเรียน” ณ โรงเรียนบ้านโนนเห็ดไค ตำบลหนองไผ่ อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม ที่จัดขึ้นโดยชมรมกู้ภัยราชพฤกษ์  เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ละม้ายคล้ายคลึงกับการทำงานของชมรมรุ่นสัมพันธ์และศูนย์ประสานงานเครือข่ายนิสิตจิตอาสาเพื่อสังคม กล่าวคือเป็นการจัดกิจกรรมในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม มุ่งเน้นผ้าป่าการศึกษาเพื่อซ่อมแซมห้องเรียนและสนามเด็กเล่น มอบอุปกรณ์การเรียนและเวชภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น หรือแม้แต่วัสดุทางการแพทย์รองรับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 เช่น หน้ากากอนามัย เจล-แอลกอฮอล์ 

ชมรมกู้ภัยราชพฤกษ์ ไม่ได้ส่งมอบวัสดุทางการแพทย์ให้แต่เฉพาะโรงเรียนบ้านโนนเห็ดไคเท่านั้น แต่ยังส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลสุทธาเวชด้วยเช่นกัน และไม่ลังเลที่จะยกเลิกกิจกรรมอื่นๆ อาทิเช่น ยกเลิกการอบรมเชิงปฏิบัติการการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ยกเลิกกิจกรรมรอบกองไฟและการค้างแรมในชุมชน โดยปรับเปลี่ยนมาเป็นเวทีเรียนรู้ประวัติศาสตร์โรงเรียนและชุมชน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็นทางการศึกษา การเมือง เศรษฐกิจและสังคมร่วมกับคณะครู ผู้ใหญ่บ้าน อสม. สมาชิกเทศบาลและนายกเทศมนตรี

 

 

อีกหนึ่งองค์กรที่ไม่ยอมจำนนต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็คือ “ชมรมเดินตามรอยเท้าพ่อ” ที่ขับเคลื่อนกิจกรรมในชื่อ “มมส ร่วมใจห่วงใยชุมชน” หรือที่เรียกเป็นวาทกรรมว่า “จิตอาสาพัฒนาวัด” ณ วัดป่าสวรรค์คงคาราม ตำบลสวนหม่อน อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น

โครงการดังกล่าวปรับเปลี่ยนในทำนองเดียวกับโครงการอื่นๆ แทนที่จะฝังตัว “กินนอน” ในแบบฉบับ “คนค่าย” อย่างเต็มตัวก็เน้นการส่งมอบเป็นผ้าป่าสมทบการสร้างห้องสุขา จำนวน 15 ห้อง รวมถึงการส่งมอบถุงยังชีพ จำนวน 80 ถุงแก่ชาวบ้าน มอบหนังสือธรรมะและหนังสืออ่านนอกเวลาแก่วัดและโรงเรียน

 

 

นี่คือกรณีตัวอย่างขององค์กรนิสิตที่ไม่ยอมจำนนต่อการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 เป็นองค์กรที่กล้าเปิดใจเรียนรู้ประเด็นการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์บนกระแสหลักของสังคม แทนที่จะยุติกิจกรรม แต่กลับท้าทายต่อวิกฤต ใช้วิกฤตเป็นโอกาสในการออกแบบกิจกรรมบริการสังคมบนฐานคิดอันเป็นโจทย์ (ความต้องการ) ของชุมชน เน้นความง่ายงาม เพื่อก่อเกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างสูงสุดควบคู่ไปกับการเรียนรู้เท่าที่นิสิตจะพึงเรียนรู้ได้

 

 

จะว่าไปแล้ว แม้จะไม่ใช่กิจกรรมเรียนรู้คู่บริการอย่างใหญ่โตเหมือนการออกค่ายอาสาพัฒนาในภาวะปกติ แต่ต้องยอมรับว่านี่คือการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ภายใต้ข้อจำกัดนานาประการของสังคม เป็นการเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเป็นเหตุเป็นผล เป็นการ “ลับคมความคิดและปัญญา” ของนิสิตกับนิสิต นิสิตกับเจ้าหน้าที่ นิสิตกับอาจารย์ที่ปรึกษา หรือแม้แต่นิสิตกับชุมชนเลยก็ว่าได้ 

ในมุมกลับกัน หากจะมองว่าเป็นกิจกรรมที่เปราะบาง สุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด หรือเมื่อเทียบกับเม็ดเงินที่ผ่องถ่ายลงไปแล้วดูจะไม่คุ้มทุน ส่วนตัวผมกลับมองว่านี่คือความสำเร็จบนวิถีอันง่ายงามของการเรียนรู้ อย่างน้อยก็เป็นการแปลงวิกฤตมาเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ก่อให้เกิดเป็นปัญญาต่อตนเองและสังคม สอดคล้องกับปรัชญามหาวิทยาลัย (ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน) และอัตลักษณ์นิสิตที่ป่าวประกาศไว้อย่างฉะฉานว่า “นิสิตกับการช่วยเหลือสังคมและชุมชน”

 

 

ภาพ  : รุ่งโรจน์ แฉล้มไธสง / พนัส ปรีวาสนา / ชมรมสานฝันคนสร้างป่า / ชมรมรุ่นสัมพันธ์ / ชมรมกู้ภัยราชพฤกษ์
 

หมายเลขบันทึก: 691234เขียนเมื่อ 25 มิถุนายน 2021 14:26 น. ()แก้ไขเมื่อ 13 กรกฎาคม 2021 15:50 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (2)

ต้องทำใจ ทำเท่าที่จะพอทำได้ ที่สำคัญต้องรอดจากโควิดไปให้ได้ค่ะ ให้กำลังใจคนทำงานนะคะ

ใช่ครับพี่แก้ว ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งตามที่พี่กล่าว ครับ “ทำเท่าที่ทำได้”

นั่นคือสิ่งที่ผมมอง จึงพยายามช่วยหนุนเสริมให้กิจกรรมดำเนินไปได้เท่าที่จะพอเป็นไปได้ นิสิตได้เรียนรู้ ฝึกฝนทักษะต่างๆ โดยเฉพาะการทำงานให้สัมพันธ์กับสถานการณ์ สำคัญคือ ชุมชนก็ได้ประโยชน์ ครับ

ขอบพระคุณครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี