เรื่อง เหี้ย เหี้ย


เรื่อง เหี้ย เหี้ย…

นายอานนท์ ภาคมาลี (คนหาปลา ข้าราชการบำนาญ)

เหี้ย เป็นสัตว์เลื้อยคลานตระกูลเดียวกับตะกวดแต่ใหญ่กว่า วงศาคณาญาติเหี้ยของไทยมี 4 ชนิด ได้แก่ เหี้ย (ตัวเงินตัวทอง) ตะกวด (จะกวด แลน) เห่าช้าง และตุ๊ดตู่

เหี้ย กินเนื้อสัตว์ และซากสัตว์ ที่คนเห็นว่าโสโครกเป็นอาหาร เหี้ยจึงเป็นนิมิตของสิ่งหน้ารังเกียจมาแต่โบราณ

สุนทรภู่ สอนผู้หญิงอย่างไม่อ้อมค้อม ว่าอย่าเลือกผัวสูบฝิ่นกินสุราเพราะจะจัญไรเหมือน “เลี้ยงเหี้ย” ดังตัวอย่าง

                 “มักเบียดเบียนบีฑาปะดาเสีย

                  เหมือนเลี้ยงเหี้ยอัปรีย์ไม่มีผล

                   ไม่ทำมาหากินจนสิ้นตน

                    แล้วซุกซนตีชิงเที่ยววิ่งราว”

                        (สุภาษิตสอนหญิง)

คนไทยเชื่อว่าเหี้ยขึ้นเรือนเป็นอุบาทว์อย่างหนึ่ง ดังที่กรมหลวงวงศาธิราชสนิท ทรงกล่าวว่า

“ฉิบ หายกายกลับซ้ำ อัปรมาณ/หาย ดังเหี้ยร่ายทะยาน เย่าเข้า/วาย วอดตลอดลูกหลาน เหลนสืบ โซมแฮ/ชนม์ ก็ดับสูญเศร้า คิดหน้าอนิจจังฯ” (โครงจินดามณี)

วรรณกรรมคำพยากรณ์ว่าด้วยอุบาทว์และวิธีแก้ เรื่อง “อาธิไท้โพธิบาทว์” ไม่ได้กล่าวถึงกรณี “เหี้ยขึ้นเรือน”ไว้ แต่ในตำราพรหมชาติกล่าวถึง “อุบาทว์เหี้ย” และวิธีแก้ว่า “ถ้าเหี้ยแลจังกวดขึ้นเรือนก็ดี ให้บูชาด้วยเหล้าขาวและจุดธูปเทียนจะได้ลาภ จะได้ลาภอันพึงใจแล” 

อ. สถิต เสนานิล กล่าวถึงคัมภีร์เล่มหนึ่งชื่อ “อุปาเทวศาสตร์ ว่าด้วยเรื่องอุบาทว์และวิธีแก่เช่นเดียวกับอาธิไท้โพธิบาทว์ไว้ใน “วิสาสะ เล่ม 1 ว่า

เหี้ยขึ้นเรือนมีคติอัปมงคลแนวเดียวกับแร้งจับหลังคาบ้าน คือทันทีที่เห็นให้เรียกดังๆว่า “มังกรมาให้ลาภ” หรือ “พญานาคมาให้ลาภ” แล้วจึงจุดธูปบอกกล่าว “มังกรเป็นชื่อใช่ เชิงแฝง ด้วยนา/ขึ้นเย่าเราขยะเขยง โยดเปลี้ย/ยักย้ายอุบายแปลง นามเปลี่ยน/ชื่อที่จริงคือเหี้ย โหดร้ายมลายสินฯ” (สามกรุง)

บทถามตอบของหญิงชายตามขนบเพลงยาวใน “นิราศเที่ยวถ้ำวิมานจักรี” อ้างอิงว่าคตินี้มาจากนิทานเรื่องเศวตโคธาใน “นนทุกปกรนัม”

นิทานกล่าวถึงฝูงตุ๊ดตู่ที่อาศัยอยู่ในโพรงไม้ในป่าใหญ่อย่างมีความสุข ต่อมามีเหี้ยตัวหนึ่งไร้ที่พักพิงมาอ้อนวอนขออาศัยอยู่ด้วย ตุ๊ดตู่ส่งสารก็รับไว้

วันหนึ่งนายพรานเดินผ่านมา เหี้ยสำคัญตนผิดคิดว่าเป็นจระเข้ ก็รี่เข้าฟาดหางทำร้าย พรานโกรธจึงตีเหี้ยจนกะปลกกะเปลี้ยหนีเข้าโพรง พรานตามไปปิดปล่องโพรงด้านบนแล้วสุ่มไฟด้านล่าง ตุ๊ดตู่เจ้าของบ้าน จึงพากันตายยกครัว เป็นเหตุให้คนรังเกียจเหี้ยว่าขึ้นเรือนแล้วเป็นเสนียดจัญไร เพราะจะทำให้เจ้าของเดือดร้อน แต่ให้น่ารังเกียจขยะแขยงเพียงไรคนก็ยังนิยมก้นเหี้ยกินตะกวดทั้งตัวทั้งไข่เป็นของโอชารส

เนื้อเหี้ย เหม็นสา กว่าเนื้อตะกวด และเนื้อตรงโคนหาง ที่เรียกว่าบ้องตัน นั้นวิเศษกว่าส่วนใดทั้งหมด

ซ่มจีน (ราชานุประพันธ์) กล่าวถึง “แกงคั่วเนื้อจังอวดย่าง ไว้ใน “ตำรากับข้าว” ว่าถ้ามีเหล้าบรั่นดีก็ให้ส่งลงไปแกงด้วย ส่วนไข่เหี้ยรูปร่างยาวรีคล้ายไข่เป็นและนุ่มนิ่มเหมือนไข่จะละเม็ด

วิธีกินคือนำไข่ไปต้มพอสุก นำมาเจาะรูให้ทั่วแล้วแช่น้ำเกลือ ผิงไฟอ่อนๆให้หอม กินกังมังคุดอร่อยนักสาวชาววังสวนสุนันทาอย่าง ม.ล.เนื่อง นิลรัตน์ ก็เคยกินไข่เหี้ย ท่านเล่าว่าครั้งหนึ่งมีผู้นำไข่เหี้ยดิบๆมาถวายพระวิมาตาเธอฯชะลอมหนึ่ง

“โปรดให้ทดลองเอาขึ้นย่างไฟอ่อนๆ จนสุก ผ่าสองซีกออกไป ไข่ขาวไม่มี มีแต่ไข่แดงสีเหลืองจัด สุกแล้วหอม กลิ่นชวนกิน ลองเคี้ยวดูไข่แดงมันร่านอร่อยมาก มีรสมันจัดกว่าไข่เค็ม” (ชีวิตในวัง)

ดังนั้นจึงมีสำนวนเรียนพวกที่เกลียดตัวเขาแต่อยากได้ผลประโยชน์จากเขาว่า “เกลียดตัวกินไข่” เช่น “เกลียดตัวกินไข่ไม่เคยพบ คอยพาลตบค่อนว่าหน้าด้าน” (แก้วหน้าม้า)

มีขนมบ้างอย่างหนึ่งทำด้วยแป้งทอด มีไส้ทำด้วยถั่วเขียว นึ่งผัดกับพริกไทย เกลือน้ำตาลจนแห้ง ลักษณะกลมอย่างไข่เหี้ย ชื่อ “ขนมไข่เหี้ย”

“บารชีขนมต่างๆ” พิมพ์เมื่องานแสดงนิทรรศการสินค้าพื้นเมือง ในพระราชพิธีสมโภชพระนคร ครบ 100 ปี พ.ศ. 2525 เรียก “ขนมฟองเหี้ย”

มักกล่าวกันว่าเจ้าจอมแว่นในรัชกาลที่ 1

 

 

หมายเลขบันทึก: 691216เขียนเมื่อ 24 มิถุนายน 2021 09:33 น. ()แก้ไขเมื่อ 24 มิถุนายน 2021 09:33 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี