กลางดึกของคืนที่ผ่านมา  มีโอกาสได้พลิกกลับไปอ่านไดอารี่ตนเองที่เขียนไว้เมื่อปี 2545 พบประเด็นแนวคิดที่เกี่ยวกับการพัฒนานิสิตที่น่าสนใจ  ครั้งนั้นผมเรียนเชิญ รศ.ดร.ชาญชัย อินทรประวัติ (ขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี มทส.)  เป็นวิทยากรบรรยายเรื่อง "จริยธรรมกับผู้นำนิสิต" อันเป็นประเด็นหลักที่ "ชู" ขึ้นมาเป็น "แก่นสาร"  ในการสัมมนาผู้นำนิสิต"  ในยุคนั้น

ที่สำคัญแก่นสารที่วิทยากรนำเสนอเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับที่ผมอ้างถึงธรรมะ หรือคุณธรรมที่นำเสนอไว้ในหัวข้อ "บริการคืองานของเรา"

(แปลกแต่ก็จริง เพราะการพูดถึงเรื่องจริยธรรมของผู้นำนิสิตในยุคนั้น ประเด็นเรื่องจริยธรรมยังไม่ "ฮิตติดหู" และถูกยกมาวิพากษ์อย่างรุนแรงในเวทีการเมืองไทย ถึงขั้นการชุมนุมและเปิดเวทีสาธารณะต่อเนื่องและเนืองแน่น)

ครั้งนั้นมีประเด็นที่น่าสนใจและควรค่าต่อการจัดเก็บเป็น "องค์ความรู้"และ "ต่อยอด" สู่องค์กรนิสิต หลายประการเป็นต้นว่า การนิยามลักษณะของผู้นำ  หลักการเป็นผู้นำ และลักษณะคนที่มีคุณค่า  ดังนี้

           ๑. ลักษณะผู้นำ

               ผู้นำ คือ ผู้ที่สามารถใช้อำนาจหน้าที่บุคลิกภาพและบารมีนำสมาชิกไปสู่เป้าหมายของกลุ่มได้และรักษาเอกภาพของกลุ่มไว้ได้ โดยมีบุคลิกภาพที่สำคัญ  ๕  ประการ คือ กายภาพ  สติ ปัญญา  ความสนใจ วาจา  อารมณ์

          ๒. หลักแห่งการเป็นผู้นำ

               ๒.๑  หลักการครองตน  ได้แก่  การรู้จักตนเอง ยอมรับตนเอง มั่นใจในตนเอง ประมาณตนเอง ควบคุมตนเอง ประเมินตนเอง  และพัฒนาตนเอง

              ๒.๒  หลักการครองงาน  ได้แก่ ทำให้ดีที่สุด (ฉันทะ) ทำให้แล้วเสร็จ (วิริยะ)  อุทิศกายและใจ (จิตตะ)  ทำงานด้วยปัญญาอย่างมีหลักวิชา  (วิมังสา)

              ๒.๓  หลักการครองคน  ได้แก่  มอบความเป็นมิตร (เมตตา)  ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูล (กรุณา)  ยินดี ส่งเสริม สนับสนุน (มุฑิตา) ยึดมั่นหลักการ ไม่หวั่นไหว (อุเบกขา)

นอกจากนี้ในหลักแห่งการครองคนยังได้หยิบยกแนวคิดเกี่ยวกับ "สังคหวัตถุ ๔"  มาเน้นย้ำเพิ่มเติมให้แน่นหนักมากขึ้น กล่าวคือ  เกื้อกูลคนอื่นด้วยสิ่งของเงินทอง (ทาน)  เกื้อกูลด้วยถ้อยคำ (ปิยะวาจา)  เกื้อกูลด้วยแรงกาย (อัตถจริยา)  ร่วมทุกข์ร่วมสุขและให้ความเสมอภาค (สมานัตตา)

        ๓. ลักษณะคนที่มีคุณค่า

             ประกอบด้วยลักษณะที่สำคัญ ๕  ประการ คือ อยู่เป็น คิดเป็น ทำเป็น คนเก่ง คนดี

        ในยุคสมัยที่ผู้นำสังคมได้ชูนโยบายคุณธรรมนำประเทศชาติเช่นนี้ การได้ผลิกกลับไปอ่านบันทึกของตนเอง เจอะเจอข้อความอันเป็นประโยชน์ของผู้รู้ที่ยังคง "ร่วมสมัย"  จึงอดไม่ได้ที่จะนำกลับมาเขียนถึงอีกครั้ง

       แน่นอน, เรื่องนี้ก็มิใช่เรื่องใหม่ หากแต่เป็นเรื่อง "เก่า" ที่ไม่เล่าเดี๋ยวก็ "ลืม" !

ที่สำคัญเราทั้งหลายอย่าลืมกลับไปพลิกอ่านไดอารี่เก่า ๆ ของตนเองกันบ้าง  

บางทีเรื่องดี ๆ อาจกำลังรอคอยท่านกลับไปสัมผัสและเรียนรู้อีกครั้ง ซึ่งหลากเรื่องราวนั้นอาจมีทั้งที่ "ตกสมัย"  และ "ร่วมสมัย"  อยู่ก็เป็นได้....