ขีวิตที่พอเพียง 3929. วัดวิถีใหม่


วัดวิถีใหม่

โดย

ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี

ปาฐกถาในงานประชุมเรื่อง วัดวิถีใหม่

หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ

๒๔ มีนาคม ๒๕๖๔

อารัมภบท

มูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ เป็นสถาบันทางพุทธศาสนาที่ไม่ใช่วัด มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมกิจกรรมและการเรียนรู้พุทธศาสนา เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม หอจดหมายเหตุฯ วางตนไว้ในสถานะที่มีอิสระในความคิดเปิดกว้าง ในขณะเดียวกันมีความเคารพและเห็นคุณค่าของสถาบันทางพุทธศาสนาที่เป็นทางการและทางขนบประเพณี หรืออีกนัยหนึ่งใช้แนวคิดทางสายกลางอย่างสร้างสรรค์

ในการจัดประชุมระดมความคิดเรื่อง “วัดวิถีใหม่” ในวันนี้ ทางมูลนิธิฯ ได้ทำการวิจัย บทบาทของวัดและพุทธศาสนสถานจำนวนหนึ่ง แม้ไม่มากก็โดยหวังใช้เป็นเครื่องกระตุ้นความสนใจว่าวัดวิถีใหม่ที่มีการจัดการที่ดีน่าจะเป็นอย่างไร

พระพุทธศาสนา ทุนอันมหาศาลเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

ประเทศไทยมีทรัพยากรเพื่อการพัฒนามากมายหลายชนิด ชนิดหนึ่งคือพระพุทธศาสนา ซึ่งโดยย่อคือมีวัดประมาณ ๓๐,๐๐๐ วัด พระเณรประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ รูป มีพุทธศาสนิกชน กว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร ที่สำคัญคือมีคำสอนของพระพุทธองค์ หรือพุทธธรรมที่เป็นปัญญาสูงสุดของโลก

โจทย์ก็คือ จะใช้ทุนอันยิ่งใหญ่ทางพระพุทธศาสนาเพื่อพัฒนาประเทศไทยให้เจริญอย่างแท้จริงได้อย่างไร ในบริบทของสังคมปัจจุบัน ที่ต่างจากสังคมสมัยพุทธกาลเกือบจะโดยสิ้นเชิง โดยเป็นระบบที่ซับซ้อน (Complexity System) อย่างยิ่ง ไม่เหมือนสังคมชุมชนเกษตรกรรมครั้งโบราณ ที่เข้าใจได้ง่ายและตรงไปตรงมา

โจทย์นี้เป็นโจทย์ยาก ต้องการการคิดเชิงระบบและการจัดการ ซึ่งสังคมไทยไม่คุ้นเคย แต่เคยชินอยู่กับการคิดว่าดีชั่วเป็นกรรมส่วนบุคคล ขาดความเข้าใจว่าระบบและโครงสร้างเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดพฤติกรรมของบุคคลและองค์กร เพราะคิดเช่นนี้จึงไม่สนใจการจัดการซ้ำร้ายระบบการศึกษาไทยที่เน้นการท่องวิชาเป็นวิชาๆ ทำให้ภูมิปัญญาในการจัดการเกือบจะหายไปจากสังคมไทยโดยสิ้นเชิง เพราะการจัดการคือการเชื่อมต่อองค์ประกอบต่างๆ ของระบบให้สมบูรณ์และเกิดผลสำเร็จตามที่ต้องการ การจัดการจึงเป็นอิทธิปัญญา หรือปัญญาที่ทำให้เกิดความสำเร็จ เมื่อขาดภูมิปัญญาทางการจัดการ จึงทำอะไรไม่ค่อยสำเร็จ และทะเลาะกันมากเพราะโทษกันไปมา ถ้าจัดการดีก็จะไม่ทะเลาะกัน

นี้จึงนำมาซึ่งแนวคิดหรือสมมติฐานว่า “ถ้าวัดทุกวัดมีการจัดการที่ดี พระพุทธศาสนาจะมีความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง ในการพัฒนาสังคมไทย”

ครั้งพุทธกาลพระพุทธองค์และพระสงฆ์สาวก

ไม่ได้ทำหน้าที่บริหารวัด

วัดเวฬุวันที่กรุงราชคฤห์พระเจ้าพิมพิสารเป็นผู้บริหาร วัดเชตวันที่กรุงสาวัตถีอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นผู้บริหาร นางวิสาขาบริหารวัดบุพพาราม พระพุทธองค์และพระสงฆ์สาวกบริหารธรรม วัดสมัยนั้นคงจะเป็นสวนป่ากับกุฏิที่พักอาศัยง่ายๆ ไม่มีศาสนสมบัติมหาศาลโอฬาริกเหมือนวัดสมัยนี้ ที่เจ้าอาวาสเป็นผู้บริหาร สมภารบางรูปนอนไม่หลับเพราะเป็นกังวลว่าขโมยจะมาลักของวัด หลวงปู่วัดน้อยนางหงส์อายุ ๙๘ ตื่นมาปัสสาวะกลางดึก ถูกโจรที่มาขโมยพระพุทธรูปผลักล้มกระดูกสะโพกหักเป็นเหตุให้มรณภาพในเวลาต่อมา ท่านเจ้าคุณบางองค์ถูกดำเนินคดีเพราะความไม่เรียบร้อยทางการเงิน จะเป็นเพราะเจตนาหรือความรู้ไม่เท่าทันความฉ้อฉลของฆราวาสก็เป็นปัญหาทั้งคู่ วัดจำนวนมากยังเป็นโบราณสถานที่มีสุนทรียะทางศิลปกรรมหลายมิติที่ควรแก่การอนุรักษ์ เจ้าอาวาสที่มีการศึกษาน้อย ท่านจะมีทักษะในการอนุรักษ์มรดกทางศิลปะโบราณเหล่านี้ได้อย่างไร ฯลฯ ต่างๆ เหล่านี้เป็นประเด็นของการบริหารจัดการ วัดที่มีความถูกต้องหรือสัมมารามควรมีคุณลักษณะอย่างไร และมีการบริหารจัดการที่ถูกต้องได้อย่างไร คือโจทย์ที่ต้องช่วยกันระดมความคิดและปฏิบัติ

คุณลักษณะของวัดที่ดีควรเป็นเช่นใด

คุณลักษณะของวัดที่ดีคือ ประเด็นที่ควรร่วมคิดร่วมทำ

ต่อไปนี้คือตัวอย่างของข้อเสนอเพื่อการร่วมคิด

  • ๑. วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน นี้เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด เพราะชุมชนคือระบบการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ทั้งระหว่างคนกับคนและระหว่างคนกับธรรมชาติแวดล้อม

        เมื่อสมดุลก็เกิดความเป็นปรกติสุขและยั่งยืน ถ้าไม่สมดุลก็ปั่นป่วน วุ่นวาย รุนแรง โลกทุกวันนี้เป็นอย่างนั้น เพราะไม่สมดุล

            ชุมชนเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนมีบทบาทได้ เป็นประชาธิปไตยชุมชนที่ทุกคนมีส่วนร่วมโดยตรงด้วยตนเอง ไม่ต้องผ่านตัวแทน การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ หรือความเป็นชุมชน จึงเป็นความสุขความสร้างสรรค์อย่างยิ่ง

            ในแต่ละตำบลมีวัดประมาณ ๔ - ๕ วัด หรือ ๑ วัด ต่อ ๒ - ๓ หมู่บ้าน วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนคือเป็นศูนย์รวมทางจิตใจ ความเป็นชุมชนตั้งต้นที่มีจิตใจรวมกันเป็นปฐม ถ้าต่างจิตต่างใจก็ไปคนละทางสองทางไม่ร่วมกันเป็นชุมชน ถ้าเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางก็ไม่เกิดความเป็นชุมชน วัดเป็นสัญลักษณ์ให้คิดถึงส่วนรวมเมื่อเห็นวัด เห็นโบสถ์ เห็นพระเจดีย์ เห็นพระพุทธรูป ก็ให้นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้ใครเห็นแก่ตัว แต่สอนให้อยู่ร่วมกันอย่างถูกต้อง เมื่ออยู่ร่วมกันอย่างถูกต้องก็เป็นสุข ความสุขของการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนเข้มแข็ง มีผู้บรรยายไว้ว่า เป็นความสุขประดุจบรรลุนิพพาน อาจเรียกว่าสังคมนิพพาน (Social nirvana) นิพพานแปลว่าสงบเย็น เมื่อชุมชนอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลก็สงบเย็น หรือนิพพานทางสังคม

            วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนในฐานะศูนย์รวมทางจิตใจ ส่วนทางกายภาพ ทางสังคมและทางปัญญา ก็เป็นไปเพื่อความเป็นชุมชนเข้มแข็ง

  • ๒. ทางกายภาพ วัดควรมีธรรมชาติที่สงบ สะอาด ร่มเย็น มีภูมิทัศน์ สถาปัตยกรรม สิ่งก่อสร้างที่เจริญตาเจริญใจ ก่อให้เกิดศรัทธา ฉันทะ การคลายเครียด เกิดความสุข
  • ๓. ทางสังคม มีขนบธรรมเนียมประเพณีร่วมกันเพื่อรวมจิตใจและสัมพันธภาพที่ดีของคนในชุมชน อันเป็นไปเพื่อชุมชนเข้มแข็ง
  • ๔. ทางปัญญา ธรรมะขององค์พระศาสดาเป็นปัญญาเพื่อชีวิตและสังคมที่เจริญ เป็นเครื่องระงับทุกข์ สร้างสุข วัดต้องมีพระสงฆ์ทรงปัญญาที่สามารถชี้ทางสว่างให้แก่ประชาชนโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ

            ทุกวัดควรสามารถสอนการเจริญสติได้

            วัดที่สนใจการเรียนรู้ที่ดี อาจจัดการศึกษาในรูปต่างๆ ซึ่งรวมถึงโรงเรียนสำหรับเยาวชนและโรงเรียนผู้สูงอายุ

            บางวัดอาจเป็นสำนักคิด ที่นำพุทธธรรมมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาประเทศ หรือรวมทั้งพัฒนาโลก

  • ๕. วัดทุกวัดมีการจัดการที่ดี ที่ทำให้เกิด ๑ - ๔ ดังกล่าวข้างต้น รวมทั้งมีระบบบัญชีและระบบการเงินที่โปร่งใส เพื่อความเชื่อถือของสังคมและป้องกันความเสื่อมเสีย และในเมื่อวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน ชุมชนก็ควรเข้ามามีบทบาทร่วมกับพระสงฆ์ในการจัดการที่ดี

ถ้าวัดทุกวัดมีการจัดการที่ดีในทั้ง ๕ คุณลักษณะที่กล่าวมา พุทธศาสนาก็จะเป็นพลังให้ฐานของประเทศคือ ชุมชนทั้งประเทศแข็งแรง เมื่อฐานแข็งแรงก็จะรองรับประเทศทั้งหมดให้มั่นคง

ชุมชนคือความถูกต้องของการอยู่ร่วมกันระดับฐานราก ซึ่งสามารถพัฒนาขึ้นมาเป็นความถูกต้องระดับที่ใหญ่ขึ้น จนสังคมทั้งหมดมีความถูกต้อง เป็นอาริยสังคม

นี้เป็นสิ่งที่ชาวพุทธและองค์กรทางพุทธศาสนาน่าจะมีความมุ่งมั่นร่วมกัน และหาทางทำให้สำเร็จ

เครื่องมือในการขับเคลื่อน

เรื่อง พระพุทธศาสนากับการพัฒนาประเทศไทย

            เครื่องมือในการขับเคลื่อนมีทั้งประเภทที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ ไม่ควรมีอย่างใดอย่างเดียว

เครื่องมือที่เป็นทางการได้แก่ ระบบการปกครองคณะสงฆ์ และองค์กรของรัฐ เช่น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรมการศาสนา กรมศิลปากร เป็นต้น

องค์กรที่เป็นทางการมักมีข้อจำกัด เพราะมีกฎหมาย ข้อบังคับ กฎระเบียบ รูปแบบมาก ทำให้ไม่คล่องตัว

เครื่องมือที่ไม่เป็นทางการคือ การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำเป็นกลุ่มและเครือข่าย เพื่อขับเคลื่อนเรื่องพระพุทธศาสนากับการพัฒนาประเทศไทย ในมิติและระดับต่างๆ อย่างหลากหลาย    จากประสบการณ์ของการพัฒนาระบบสุขภาพ น่าจะมี

สถาบันวิจัยและพัฒนาระบบพุทธศาสนา

เป็นองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ ต้องทำความเข้าใจตรงนี้ให้ดีๆ

สถาบันวิจัยระบบพุทธศาสนา (สวรพ.) ที่คล้าย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สามารถสร้างความรู้เชิงระบบและส่งเสริมการพัฒนาระบบ รวมทั้งเป็นที่ให้กำเนิดแก่กลไกที่จะเป็นเครื่องมือในการพัฒนา อย่างเช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพ (สปรส.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.) ล้วนงอกออกมาจาก สวรส. สวรพ.ก็จะสามารถงอกกลไกต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนเรื่องพระพุทธศาสนากับการพัฒนาประเทศไทยได้ในทำนองเดียวกัน ทั้งนี้โดยร่วมกับกลไกที่เป็นทางการ

การมีเวทีระดมความคิด เรื่อง พระพุทธศาสนากับการพัฒนาประเทศไทย ที่ประชุมกันเดือนละครั้งอย่างต่อเนื่อง จะเป็นเครื่องมือของการขับเคลื่อนที่ดี

มูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ น่าจะอยู่ในฐานะที่ดี ที่จะประสานการประชุมนี้

และการที่มีอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดร.วิรไท สันติประภพ เป็นประธานกรรมการบริหารมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ น่าจะเป็นโอกาสอันดีในการขับเคลื่อนเรื่องที่สำคัญยิ่งนี้ เพราะดร.วิรไท เป็นจุดบรรจบของสมรรถนะการคิดเชิงระบบและการจัดการ กับความสนใจศึกษาพุทธธรรม ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ที่เคยเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นเรื่องหนีไม่พ้นที่จะต้องคิดเชิงระบบและการจัดการ

การจัดการเป็นอิทธิปัญญาดังกล่าวข้างต้น พระสงฆ์โดยมากมักสรรเสริญธรรมะไปเรื่อยๆ ธรรมะมีเรื่องให้สรรเสริญได้มาก แต่ถ้าขาดการมองเชิงระบบและการจัดการ ก็ไม่สามารถบรรลุประโยชน์ใหญ่ได้

แม้การเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยจะสำคัญมาก แต่การที่ปัญญาชนชาวพุทธจำนวนหนึ่งที่หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ โดยมีหลักคิดเชิงระบบและการจัดการ อีกทั้งมีสถาบันวิจัยระบบพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องมือ สามารถขับเคลื่อนให้พุทธธรรมเป็นพลังสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล เกิดสันติภาวะ หรือสันติภาพ ทั้งสันติภาพในประเทศไทย และสันติภาพโลก ก็คงจะไม่มีใครสงสัยว่าอะไรมีขอบเขตกว้างกว่ากัน ท่านก็นามสกุลสันติประภพเสียด้วย จะโดยบังเอิญหรือโดยโชคชะตากำหนดก็ตาม

ขอให้การประชุมครั้งนี้ เป็นเหตุให้ปัญญาชนชาวพุทธจำนวนหนึ่ง ทั้งพระและฆราวาสรวมตัวร่วมคิดร่วมทำเป็นนิตย์ต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนให้พุทธธรรมอันประเสริฐ สามารถสร้างสังคมสันติสุข หรือสันติภาพ ทั้งในประเทศ และในโลกสืบไป

โลกหลังโควิด คือโลกแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุล โดยใช้สมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวกับสติปัญญา วิจารณญาณ ศีลธรรม และการมีจิตใจสูง ไปพ้นการถูกครอบงำด้วยสมองส่วนหลัง อันเป็นสมองสัตว์เลื้อยคลาน

ศักยภาพสูงสุดของความเป็นมนุษย์อยู่ที่ความสามารถในการใช้สมองส่วนหน้า ที่เปลี่ยน อนาริยะให้เป็นอาริยะ สมองส่วนหน้ารอให้มนุษย์ชาติใช้มา ๒๐๐,๐๐๐ ปีแล้ว สังคมหลังโควิดควรจะเป็นสังคมสมองส่วนหน้า ศาสนาทุกศาสนาล้วนส่งเสริมการใช้สมองส่วนหน้า พุทธธรรมคือความจริงตามธรรมชาติ จึงมีความเป็นสากล โดยไม่ต้องรู้จักหรือใช้คำว่าพุทธก็ได้

ที่ใช้คำว่าพุทธธรรมในที่นี้ หมายถึง ความจริงสูงสุดตามธรรมชาติ อันเป็นสากล


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)