จากการหารือกับครูนง เมืองคอน เรื่องการเปลี่ยนแปลงของ กศน.ตามนโยบายเบื้องบน และเรามีความเห็นกันว่าทางเจ้าหน้าที่ กศน.ควรจะมาทบทวนว่าตัวเองได้ทำอะไรไปบ้าง โดยเฉพาะในระยะหลายๆ ปีที่ผ่านมา เพื่อการปรับเปลี่ยนหรือกำหนดทางเลือกในการทำงานให้ดีกว่าเดิม

และ ผมได้รับปากครูนงว่า ผมจะลองมานั่งพิจารณาดูว่า กศน.ในฝัน (ในฝันของผมนะครับ) นั้นควรจะเป็นอย่างไร โดยอาศัยข้อมูลที่ผมมีที่เกี่ยวข้องกับระบบการศึกษา ระบบความต้องการของชุมชน ขีดจำกัดและปัญหาของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระดับต่างๆ ของประเทศไทย

ผมมามองดูแล้ว พบว่า ระยะเวลาที่เรามีชีวิตอยู่นั้น มีเพียงเวลาน้อยนิดที่อยู่ในระบบโรงเรียนจริงๆ ลองนับชั่วโมงดูก็ได้ครับ เวลาส่วนใหญ่เราอยู่นอกโรงเรียน

เพราะฉะนั้น การศึกษานอกโรงเรียนจึงน่าจะเป็นระบบการปิดช่องว่างของการเรียนในโรงเรียน ในทางอุดมคติเลยนะครับ ก็คือ ตั้งแต่เมื่อมีคนไม่มีโอกาสเข้าโรงเรียน เมื่อมีนักเรียนออกจากโรงเรียน และเวลาที่เหลืออยู่ของทุกคนที่ไม่ได้อยู่ในโรงเรียน ซึ่งน่าจะเป็นเวลาแห่งความรับผิดชอบของการศึกษานอกโรงเรียน

ในมุมมองนี้จะเห็นได้ว่า กศน. มีงานมากกมาย โดยไม่จำเป็นต้องไปคิดแข่งกับระบบโรงเรียน

แต่ควรจะมีระบบการเรียนรู้และการศึกษาที่ไม่อยู่ในโรงเรียน และควรจะหลบเลี่ยงงานที่มีโอกาสซ้อนทับกับระบบโรงเรียน หรืออาจจะมีกิจกรรมการเรียนที่แตกต่างไปจากการเรียนในโรงเรียน

เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องยาก เพราะบุคลากรส่วนใหญ่ของ กศน.อาจจะเคยเรียนรู้ และชินกับการทำงานในระบบการเรียนการสอนในโรงเรียน

ตั้งแต่สมัยเรียนและก่อนที่จะมาทำงานใน กศน. เสมือนหนึ่งจะให้ปลาที่ชินอยู่กับการว่ายอยู่ในน้ำ มาเป็นผู้สอนให้ลูกนกหัดบิน ซึ่งอย่างมากก็แค่สอนให้หัดว่ายน้ำ ก็เก่งแล้ว

ดังนั้น ในเรื่องนี้จึงจำเป็นต้องเริ่มจากการกำหนดวิสัยทัศน์ให้ชัดเจนว่า งาน กศน.แตกต่างจากงานในระบบโรงเรียนอย่างไร

เพื่อให้มองเห็นช่องว่างของระบบการศึกษาโดยรวมของประเทศ ว่า กี่ส่วนเป็นระบบในโรงเรียน และกี่ส่วนเป็นระบบนอกโรงเรียน

ระบบในโรงเรียนก็ปล่อยเขาให้ว่ากันไปเลยครับ

แต่นอกโรงเรียนต้องมานั่งไล่เรียงกันใหม่ว่า มีประเด็นใดบ้าง ตั้งแต่กลุ่มคนเป้าหมาย กลุ่มวิชาชีพ กลุ่มความรู้ กลุ่มกิจกรรม และกระบวนการพัฒนาความรู้เพื่อการพัฒนาชีวิตที่จำเป็นจะต้องแตกต่าง แต่สอดประสานกับการศึกษาในโรงเรียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในทางปฏิบัติแล้ว ไม่น่าจะเป็นห่วงว่า การศึกษานอกโรงเรียนจะไปทับซ้อนกับการศึกษาในโรงเรียน

เพราะจะเห็นได้ว่าเป็นคนละเรื่องกันเลย

  • ทั้งกลุ่มคน
  • กลุ่มความรู้
  • ลักษณะของกิจกรรมที่แตกต่างกันอย่างมากมาย ยกเว้นงานบางส่วนที่ กศน. ทำตัวเป็นสะพานเชื่อมให้คนที่ด้อยโอกาส มีโอกาสเลื่อนไหลตัวเองเข้าสู่ระบบการศึกษาในโรงเรียน ทั้งการเรียนลัด และสอบเทียบ

แต่ปัญหาที่ผ่านมา เท่าที่ทราบก็คือ บุคลากรบางส่วนไม่เคยชินกับการทำงานแบบ “นอกโรงเรียน” แต่ชินกับการทำงาน “ในโรงเรียน” แต่มาทำงาน “นอกโรงเรียน”

จึงเกิดประเด็นสำคัญที่ทำให้ผู้บริหารระดับสูงมองไม่ออกว่าจะเลี้ยงไว้ หรือจะต้มกินดี

เพราะเท่าที่ทราบก็ยังเป็นระบบในโรงเรียนของ กศน. อีกนั่นแหล่ะ ไม่เห็นจะเป็น “นอกโรงเรียน” ตรงไหน

แล้วตกลงว่า เราจะทำการศึกษานอกโรงเรียนหรือในโรงเรียนกันแน่ หรือจะเป็นการศึกษานอกโรงเรียนหนึ่ง แต่อยู่ในอีกโรงเรียนหนึ่งเท่านั้นเอง ยังงี้วุ่นวายตายเลยครับ ใครก็ไม่เข้าใจหรอกครับ

เห็นไหมครับ แค่นี้ก็เริ่มเห็นทางออกแล้ว

คราวนี้จะต้องมาดูว่า ถ้าจะทำการศึกษานอกโรงเรียนนั้น

  • เราจะต้องพัฒนาความสามารถของบุคลากรอย่างไรจึงจะสอดคล้องกับความต้องการของการศึกษานอกโรงเรียน

อันนี้เรื่องใหญ่พอสมควรครับ เพราะไม่มีใครกินเนื้อตัวเองแล้วโตได้ครับ

แปลว่า เราจะต้องระดมความรู้และความเข้าใจจากภายนอกเข้ามา ยอมรับความเห็นและแนวทางที่มีผู้เสนอแนะอย่างเหมาะสม

หรืออย่างน้อยก็ต้องลองดูว่าเราจะพัฒนาความสามารถของบุคลากรที่มีอยู่อย่างไร ไม่ใช่ทำแบบเดิมๆ แบบเหล้าเก่าในขวดใหม่ ยังไงรสชาติก็เหมือนเดิมแหล่ะครับ คนที่เขารู้แล้วว่าไม่อร่อย เขาไม่ซื้อหรอกครับ

  • ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องมีการพัฒนาระบบการทำงาน การเรียน การศึกษา เพื่อพัฒนาวิชาการให้เป็นวิชาชีพให้ได้ ซึ่งน่าจะเป็นเอกลักษณ์สำคัญของการศึกษานอกโรงเรียน ที่แตกต่างจากการศึกษาในโรงเรียนโดยสิ้นเชิง
  • อันนี้ต้องขอย้ำครับ ว่าเป็นแกนสำคัญของงาน กศน. ครับ ไม่งั้น กศน. จะไม่มีเอกลักษณ์และไปไม่ได้ครับ
  • ประเด็นสุดท้ายที่ผมจะขอเสนอ ก็คือการบริหารจัดการทั้งระบบของ กศน. และระบบประสานงานกับชุมชน ระบบเชื่อมโยงความรู้ ระบบการสร้างความรู้ ระบบการจัดการความรู้ เพื่อจะนำชุดความรู้ต่างๆ ทั้งในระดับภูมิปัญญา ระดับวิชาการ ทั้งในและต่างประเทศมาเชื่อมโยงให้เป็นชุดความรู้ที่เหมาะกับชุมชน
  • ในรูปแบบของการเรียนรู้เพื่อชีวิต และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งจะปิดช่องว่างของระบบการศึกษาในโรงเรียนได้อย่างสมบูรณ์แบบ
    •  วิธีการแบบนี้ จึงต้องกลับมาคิดกันใน
      • เชิงยุทธศาสตร์
      • กลยุทธ์
      • ยุทธวิธี และ
      • เทคนิควิธีการในการทำงานในพื้นที่และลำดับชั้นต่างๆ ของสังคม
    • ตั้งแต่ชุมชนพื้นล่างจนถึงระดับพื้นที่หรือระดับประเทศ

ผมขออวยพรและตั้งความหวังว่า ขอให้ท่านดำเนินงานอย่างประสบผลสำเร็จ ด้วยกำลังใจที่เต็มเปี่ยม เพื่อบุคคลที่ตกทุกข์ได้ยากที่ไม่มีโอกาสจะพัฒนาตัวเองในระบบการศึกษาในโรงเรียน

และ คนส่วนใหญ่ของชาติที่อยู่นอกระบบการศึกษาปกติ กำลังรอความหวังจากท่าน ทุกเพศ ทุกวัย

ถ้าท่านทำสำเร็จ ประเทศชาติไปรอดแน่นอนครับ

ผมขอเป็นกำลังใจหนึ่งครับ

ถ้าท่านไม่ทำ ก็ไม่รู้ว่าใครจะทำ

เพราะทั้งวิทยาลัยการอาชีพ และวิทยาลัยชุมชนก็ยังมีกรอบงานที่ยังจำกัดอยู่มาก

 “กศน.” นี่แหละ เหมาะสมที่สุดในโลกแล้วครับ

ขอบคุณมากครับ และถ้าใครมีประเด็นเพิ่มเติมอะไร ช่วยแจ้งมาเพิ่มเลยครับ

ผมเชื่อว่าครูนง ยินดีรับฟังครับ