ชีวิตที่พอเพียง ๓๙๒๕. อิทธิบาท

หนังสือธรรมะใกล้มือ เรื่อง อิทธิบาท ธรรมที่เป็นรากฐานความสำเร็จถอดเทปจากปาฐกถาธรรมที่ท่านพุทธทาสบรรยายแก่พระนวกะในปี พ.ศ. ๒๕๑๒   คือเมื่อ ๕๒ ปีมาแล้ว    แต่ยังทันสมัยอยู่   

เป็นการตีความอิทธิบาท  และแต่ละองค์ประกอบลงรายละเอียดตามมุมมองของปราชญ์ของโลกเมื่อ ๕๒ ปีที่แล้ว    ผมอ่านแล้วเอามาตีความจากมุมมองของ “เณรน้อย” (novice) เพื่อการเรียนรู้    ไม่ใช่ในฐานะ “ผู้รู้”  

ตามคำอธิบายของท่านพุทธทาส อิทธิ กับฤทธิ์ เป็นคำเดียวกันในต่างภาษา    คือภาษาบาลีกับภาษาสันสกฤต และความหมายที่แท้คือสามารถทำให้เกิดผลเหลือเชื่อได้    ท่านยกตัวอย่างการเปลี่ยนใจคน    จากจิตอกุศลไปเป็นจิตกุศล อย่างองคุลิมาลย์    ทำให้ผมคิดต่อว่า นี่คือเครื่องมือสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ ที่เรียกว่า transformation    อิทธิบาทจึงเป็นรากฐาน หรือเครื่องมือ สู่ transformative learning    และการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือ จากมัวเมาในกิเลส สู่ การละกิเลสได้

คำอธิบายเรื่องฉันทะลงลึกมาก    ท่านใช้คำธรรมดาว่า ความพอใจ  เป็นเรื่องที่มีพลัง  (ฤทธิ์/อิทธิ) มาก    และสังคมปัจจุบันให้ความสำคัญมาก    เป็นพลังเปลี่ยนคน จากคนเฉื่อยชาเป็นคนมีพลังในตัว     ตามหนังสือ Growth Mindset (2), Grit (3), Peak  เป็นต้น

ผมตีความว่า ฉันทะเป็นตัวปลดปล่อยพลัง    มนุษย์เราโดยธรรมชาติมีพลังความสามารถมากอยู่ภายใน    เป็นพลังที่ซ่อนอยู่    คนเราโดยทั่วไปไม่รู้วิธีเอาพลังที่ตัวเองมีออกมาทำประโยชน์เพื่อชีวิตที่ดี    ใครมีฉันทะเป็นพลังขับเคลื่อนชีวิต    ก็จะมีชีวิตที่ดี    การศึกษาต้องฝึกคนให้มีฉันทะ   ฝึกตั้งแต่เด็ก ให้เป็นนิสัย

แต่ฉันทะก็มีหลายระดับ    ฉันทะมัวๆ มั่วๆ วูบวาบ ย่อมไม่มีพลัง     ต้องเป็นฉันทะที่แจ่มใสแน่วแน่ ที่ฝรั่งเรียกว่า passion จึงจะมีพลัง    โดยต้องไม่ลืมว่า ฉันทะเป็น passion ที่ยิ่งใหญ่    ไม่ใช่เพียงเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

ลองอ่านหนังสือเล่มเล็กนี้ดูเถิด  แล้วจะสัมผัสความลึกซึ้งในการตีความ อิทธิบาท ๔

วิริยะ คือความพากเพียร    “คือการลงมือทำ  การใช้กำลังให้หมดไป  เพื่อผลงานอันใดอันหนึ่งเกิดขึ้น”    กำลัง หมายถึง กำลังสาม คือกำลังทางกาย กำลังทางจิต  และกำลังทางวิญญาณ    ท่านพุทธทาสอธิบายกลับไปที่บริบทสองสามพันปีก่อน    ที่วิริยะของโยคี ที่ทำความเพียรเพื่อเผากำลังให้หมดไป   

วิริยะ ต้องเป็นมิติของความเพียรเพื่อผลด้านกุศล    มีมิติของความไม่ประมาท (ถ้าประมาทอกุศลอาจเข้าครอบงำ)    ไม่หยุด  และ “ขยี้ ตัวกู ของกู”    จึงจะเป็นวิริยะที่มีพลัง

จิตตะหมายถึงฝักใฝ่ เอาใจใส่อยู่แต่สิ่งนั้น   “เรื่องจิตตะ หรือกำลังจิต นี้ คือกำลังของสมาธิ”   หมายถึงจิตถูกใช้อยู่  มีการใช้กำลังจิต    ส่วนวิริยะเน้นที่ใช้กำลังกาย  

วิมังสา  คือการค้นคว้า สอดส่อง”    “คือสอดส่องอยู่ อย่างละเอียดลออ อย่างเยือกเย็น”    เป็นการใช้กำลังปัญญา    “การพิจารณา ค้นคว้า พิสูจน์ ทดลอง”    เอาเข้าจริงในวิมังสาก็มีการปฏิบัติด้วย    “วิมังสาเป็นเรื่องทิฏฐิที่ถูกต้อง”    ผมลากเข้าหามิติของฝรั่งว่า คือ attitude    ตรงกับที่ท่านพุทธทาสบอกว่า ต้องเข้าใจ ๓ คำ คือ กาย (physical),  จิต (mental), ทิฏฐิ (spiritual)    ในทางการศึกษาเราเรียกว่า ASK   A = Attitude (ทิฏฐิ), S = Skills (กาย), K = Knowledge (จิต – mental) 

สรุปว่า พลังแห่งความสำเร็จในระดับมากด้วยฤทธิ์นั้น ฐานอยู่ที่การปฏิบัติ    แต่ต้องปฏิบัติแล้วคิดใคร่ครวญพิจารณา

วิจารณ์ พานิช

๑๗ มี.ค. ๖๔

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

อนุโมทนาสาธุครับอาจารย์ _/_