"ผมเห็นเขาเทขี้เถ้าลงไปที่ก้นหลุม ตามด้วยใบไม้ที่นำมาจากโรงเรียน หลุมละ ๒ กระสอบ จากนั้นก็ใส่แกลบและมูลวัวลงไป ราดด้วยน้ำหมักชีวภาพ ทำแบบเดิมอีกครั้งหนึ่งเพื่อทับลงไปในหลุมเดียวกัน สุดท้ายเลยก็ห่มชั้นบนสุดด้วยฟางเป็นการปิดท้าย"

          คงเป็นถ้อยคำที่หลายคนคุ้นชิน ถ้าได้เดินตาม”ศาสตร์พระราชา” และพัฒนาตนและงานด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ลงลึกไปถึงเกษตรทฤษฎีใหม่ของพ่อหลวงรัชกาลที่ ๙

      ผมลองเรียนรู้และลงมือปฏิบัติที่โคกหนองนา “๔ ไร่ใกล้เกษียณ”ของผม จนรู้สึกได้ถึงคำว่าแกล้ง ที่ต้องลงทุนลงแรง เหนื่อยมิใช่น้อยเลย จึงคิดว่าถ้าไม่พร้อม อย่าได้คิดแกล้งใครหรืออะไรทั้งสิ้น เพราะต้องศึกษาข้อมูลอย่างเพียงพอ..

          จริงๆผมไม่ได้แกล้งคนเดียว มีคณะทำงานอีก ๒ คนคือลูกชายกับนายซอร์ คนงานชาวพม่าผู้มีความขยันขันแข็งเป็นเลิศ ส่วนผมเป็นเพียงผู้ชมผลงาน คอยให้กำลังใจและจ่ายค่าตอบแทนเมื่อเสร็จงาน

          ตอนแรกผมไม่ได้คิดว่าเป็นการแกล้งดินแต่อย่างใด แต่ยิ่งขุดดินลงไปนานๆ มันรู้สึกว่าใช่เลย ก่อนหน้านี้ผมถามลูกชายว่า..ทำไมต้องขุดเป็นหลุมๆ ปลูกต้นไม้หรือพืชผักสวนครัวลงไปเลยมิได้หรือ?

          คำตอบคือได้แต่ไม่ดี เพราะดินดานจะแข็ง มีธาตุอาหารน้อย เนื้อดินไม่ร่วน รากของพืชชอนไชหาอาหารได้ยาก พืชที่ปลูกจะแคระแกร็นและอ่อนแอ...

          ทั้งๆที่ดินเป็นดินที่ขุดมาจากท้องนาเนื้อที่เกือบ ๒ งาน ก็น่าจะดีเพราะเคยเพาะปลูกมาก่อน ต่อเมื่อนำมาทับถมกันกลับแข็งจับตัวกันเป็นก้อนเหมือนก้อนหิน

          ผมดูซอร์ลงมือขุดอย่างขะมักเขม้น ขนาดของหลุมกว้าง ๒ เมตร ยาว ๒ เมตร ลึกประมาณ ๑ ฟุต ขุดได้ทั้งหมด ๖ หลุม ก็ถือว่าหมดหน้าที่ของซอร์แล้ว

          ต่อไปก็จะเป็นงานของลูกชาย ที่กำลังจัดเตรียมวัสดุที่ประกอบไปด้วย ใบไม้ ขี้เถ้า แกลบ มูลวัว และฟาง ระหว่างที่รอให้ทุกอย่างพร้อม ผมก็สูบน้ำเข้านาเตรียมการเลี้ยงปลาในนาข้าว

          ข้าวที่ตั้งใจจะปลูก เป็นข้าวไร้เบอร์รี่ที่ดีต่อสุขภาพ งานนี้ถือเป็นการทำนาอย่างจริงจังตั้งใจครั้งแรกในที่ดินของตนเอง ผมวางแผนว่าจะลงมือในช่วงปิดเทอม จากนั้นก็จะปล่อยพันธุ์ปลาลงไปพร้อมๆกัน

          เครื่องยนต์กำลังทำงาน ดึงน้ำจากสระใหญ่ที่ลึกมาก เข้าสู่แปลงนาผืนน้อย ละอองฝอยของน้ำที่ออกจากปลายสายยางเส้นใหญ่ มองดูคล้ายฝนตก ผมจึงเห็นปลาช่อนตัวเท่าข้อมือ ออกมาแหวกว่ายอย่างร่าเริง ดูมันมีความสุขกับน้ำใหม่ที่กำลังไหลเข้ามาเต็มท้องนา..

          ได้เวลาสังเกตกระบวนวิธีการ “แกล้งดิน” ของลูกชาย ผมเห็นเขาเทขี้เถ้าลงไปที่ก้นหลุม ตามด้วยใบไม้ที่นำมาจากโรงเรียน หลุมละ ๒ กระสอบ จากนั้นก็ใส่แกลบและมูลวัวลงไป ราดด้วยน้ำหมักชีวภาพ ทำแบบเดิมอีกครั้งหนึ่งเพื่อทับลงไปในหลุมเดียวกัน สุดท้ายเลยก็ห่มชั้นบนสุดด้วยฟางเป็นการปิดท้าย

          ลูกชายบอกว่า..ประมาณ ๒ – ๓ เดือน ก็สามารถนำดินที่ถือว่าเป็นปุ๋ยหมักอย่างดี ไปใช้ปลูกอะไรได้หมด หรือจะปลูกพืชผักสวนครัวลงไปในหลุมดินนั้นเลยก็ได้ เพราะดินจะอุ้มน้ำ มีความชุ่มชื้นสูงและอุดมไปด้วยธาตุอาหารของพืชมากมาย...

          ผมคิดว่าการทำให้ดินที่ไม่ดีปลูกอะไรไม่งอกงาม ทำให้เป็นดินดำหน้าตาดี ก็ต้องแกล้งกันแบบนี้ แต่เป็นวิธีง่ายๆ ทำกันได้ทุกคนและทุกบ้าน งานนี้ถ้ามีผลผลิตเมื่อไร คงได้มาเล่าสู่กันฟัง..

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๒  มีนาคม  ๒๕๖๔