

มันไม่ใช่หนังสือเรื่องป่า
มันเป็นเรื่องของเด็กคนที่ทำเท่ต่อต้านสังคมแล้วก็ตายไปในป่า(หน้า565)
ปลดแร้ว : ภาพฝันซ้ำซากหรือเรื่องจริง?
ปลดแร้วจากรวมเรื่องสั้น “คืนปีเสือและเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ” ผลงานจากปลายปากกา ของ จเด็จ กำจรเดช เป็นนักเขียนที่ได้รับรางวัลรางวัลซีไรต์ด้วยฝีไม้ลายมือ นักเขียนผู้นี้ได้กลายเป็นที่ประจักษ์จากการคว้าตำแหน่งดับเบิลซีไรต์กับผลงานรวมเรื่องสั้น “คืนปีเสือและเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ” และ รวมเรื่องสั้น “แดดเช้าร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ” ผลงานซีไรต์ที่สร้างหน้าประวัติศาสตร์ให้วงวรรณกรรมต้องจารึก
จเด็จ กำจรเดช เป็นนักเขียนที่มีลีลาการเขียนแตกต่างจากนักเขียนท่านอื่นอย่างเห็นได้ชัดด้วยรูปแบบท้าทายขนบการเขียนเรื่องสั้น ทั้งด้านการเล่าเรื่อง การผูกโครงเรื่อง ตัวละคร และขนาดความยาวของเรื่องที่เรียกได้ว่าเป็นเรื่องสั้นขนาดยาวมีลักษณะแปลกใหม่ทันสมัยแตกต่างไปจากเรื่องสั้นในขนบเดิม ด้วยกลวิธีของ จเด็จ กำจรเดช ทำให้เห็นการเล่าเรื่องที่ซับซ้อน “ ปลดแร้ว” เป็นหนึ่งในสิบเอ็ดเรื่องสั้นในรวมเรื่องสั้น “คืนปีเสือและเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ” ที่มีการใช้กลวิธีร่วมสมัยปรับประยุกต์ดังที่กล่าวมาข้างต้น เหล่านี้ได้กลายเป็นส่วนสำคัญที่ตราตรึงใจผู้อ่าน มิใช่เพียงความสนุกธรรมดาทั่วไป แต่จัดว่าเป็นลีลาการเขียนอย่างหนึ่งที่ท้าทายผู้อ่านอยู่เช่นกัน
หากจะกล่าวถึงโครงเรื่อง ‘ปลดแร้ว’ ผู้เขียนใช้กลวิธีการเล่าเรื่องโดยเล่าผ่านมุมมองแบบผสม ตัวละครสลับกับผู้เขียน โดยเล่าเรื่องราวชีวิตภายในป่าการหาเก็บยวนผึ้ง ชาวบ้านที่เป็นผู้เก็บน้ำผึ้งเสี่ยงชีวิตเพื่อหามาแต่สุดท้ายผลประโยนช์กลับตกอยู่ในมือของนายทุนเสียมากกว่า ซึ่งการเปิดเรื่องนั้นเป็นแบบการแนะนำตัวละครอยู่เนืองๆ มิได้บอกตรง ๆ แต่จะเล่าถึงภูมิหลังของตัวละครผ่านตัวละครสลับกับผู้เขียน“ ไอ้แมนเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยผอมบางเก้งก้างตอนเรียนอาศัยกับเพื่อนในห้องเช่าถูกๆ นอนเล่นเกมข้างกองหนังสือพวก ทฤษฎีหลังสมัยใหม่ คอมมิวนิสต์แคปิตะลิสม์ สำนักคิดต่าง ๆ โสเครติส เพลโต มาร์กซ์ นิชเช่ ฟรอยด์ ซาร์ตร์ กามู” (หน้า486)
โครงเรื่องมีลักษณะค่อนข้างกระจัดกระจาย ในบางตอนมีทั้งสมจริงและเหนือจริง (surrealism) อาทิเช่นในตอนที่ 12 ไอ้แมนเห็นตัวเองเป็นชายบนผ้าขี้ร้องนั้น หรือ ตอนที่ 21 ผ่านมาแล้วยี่สิบปี จากแดดบ่ายจะแสดงถีงเหตุการณ์ลี้ลับภายในป่าที่ได้ประสบของตัวละครไอ้แมนผู้เขียนดำเนินเรื่องไม่มีเส้นเวลา เนื่องจากในการเล่าเป็นการตัดตอนไปมาที่นับว่าเป็นกลวิธีของ จเด็จ กำจรเดช อีกทั้งยังมีการยกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงว่า“ตอนนั้นเมืองไทยอยู่ใต้รัฐบาลทหารซึ่งสัญญาเป็นรอบที่สิบแล้วว่าปีหน้าจะมีการเลือกตั้งเวลานั้นข่าวเรื่องเสือดำกำลังดังมีพรานคนหนึ่งถูกจับกุมในป่าอุทยานแห่งชาติขณะตั้งแคมป์และมีซากเสือดำกับไก่ฟ้าหลังเทาในครอบครองแต่เขาไม่ติดคุกและมีคนออกมาเคลื่อนไหวเรื่องเสือดำกันอย่างคึกคัก”
(หน้า489-498)ซึ่งตรงกับคดีของ เปรมชัย กรรณสูต ในคดีล่าเสือดำ แสดงให้เห็นถึงการจงใจของผู้เขียนที่นำประเด็นดังกล่าวมา มาเชื่อมโยงกับเรื่องราวการเก็บน้ำผึ้งภายในเรื่อง ซึ่งถือเป็นการเสียดสียั่วล้อสังคมโดยการนำเหตุการณ์จริงมาเพิ่มอรรถรสของเนื้อเรื่อง
จเด็จ กำจรเดช มิได้สร้างปมขัดแย้งของตัวละครเป็นหลักสำคัญของเรื่องเพียงกำหนดตัวละครขึ้นมาเพื่อให้เรื่องราวดำเนินอย่างต่อเนื่อง แต่ก็มิได้ทำให้เรื่องราวขาดความอรรถรสไป อาจกล่าวได้ว่าปลดแร้วจัดเป็นเรื่องสั้นกลุ่มกะเทาะสังคม โดยมีลักษณะการเขียนในเชิงสมจริงหากแต่ใช้สัจนิยมมหัศจรรย์เข้ามาให้เนื้อเรื่องดูโดดเด่นยิ่งขึ้นกล่าวคือ สะท้อนความเป็นไปในภาพใหญ่ของสังคมและชีวิตของผู้คนได้อย่างแจ่มชัดเสมอ จวบจนแสดงถึงความอาลัยหลุดออกมาเป็นภาพฝันเป็นเรื่องเล่า ดังตอนที่ ตอนที่ 21 ผ่านมาแล้วยี่สิบปี จากแดดบ่าย บันทึกชีวิต “ ไอ้แมนหลบไปนอนเปล ฟังเสียงพงไพรซึ่งเริ่มได้ยินชัดขึ้นแล้ว จากนั้นมันคงเผลอหลับแล้วเห็นตัวเองในยี่สิบปีต่อจากนี้ ในห้องเอกสารซึ่งคนสมัยนั้นไม่ได้สนใจมันอีกแล้ว ฝันเห็นตัวเองกลายร่างเป็นขวดน้ำผึ้งตกแตกเกลื่อนห้อง”(หน้า 518)
ปลดแร้วเป็นเรื่องสั้นที่ผู้เขียนเล่าอย่างมีสัญญะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้อ่านจะต้องตีความ ซึ่งสัญญะของเรื่องคือแร้วที่ จเด็จได้ซ่อนเงื่อนงำไว้ในชื่อเรื่องทั้งนี้ยังนำประเด็นในสังคมมาผนวกกับเหตุการณ์ทางการเมืองเสมือนสร้างความสำคัญ แสดงจุดยืนให้เรื่องราวนั้นอีกครั้งโดยใส่ความเหนือจริง (surrealism) เพื่อเสียดสีล้อสังคมได้อย่างแนบเนียบ อีกทั้งยังหยิบยกฉากและสถานที่ที่มีอยู่จริง เช่น พิปูน จ.นครศรีธรรมราช มาบรรจงวางได้สัมพันธ์อย่างกลมกลืน
การปิดเรื่อง ผู้เขียนให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในเรื่องยุติลง เสมือนย้อนเวลาของไอ้แมนได้จบลง หลุดจากภาพฝัน สำหรับการปิดเรื่องผู้เขียนปิดเรื่องแบบทิ้งให้ผู้อ่านตีความจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีลักษณะเสมือนย้อนเวลาของไอ้แมนได้จบลงหลุดจากภาพฝัน“ไอ้แมนยืนมองภาพพวกนั้นไม่แน่ใจว่านี่เป็นภาพฝันซ้ำซากหรือเรื่องจริงลองกระโดดลงน้ำแล้วดูว่าตอนโผล่จะขึ้นมาที่เดิมหรือไปในอนาคตตรงไหนอีกไอ้แมนถอดกางเกงที่เปียกออกเหลือ แต่บ็อกเซอร์ขณะคิดว่าเดี๋ยวจะตีลังกาใส่เกลียวสามรอบให้พี่ ๆ ตะลึงกัน” (หน้า566) จะเห็นได้ว่าการจบเรื่องโดยที่ผู้เขียนไม่ได้สรุปหรือบอกกล่าวโดยตรง แต่ผู้อ่านจะต้องตีความตามทัศนะของแต่ละบุคคล ชวนขบคิดติดตามในตอนจบเรื่อง
ผู้แต่งนำเสนอตัวละครโดยสอดแทรกอยู่ในการเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ในการเดินป่า โดยให้ผู้อ่านรู้จักตัวละครผ่านทางพฤติกรรมที่แสดงออกการเล่าตัวละครสลับกับผู้เขียน ตัวละครหลักผู้เขียนสร้างเป็นแบบตัวกลมมีลักษณะนิสัยหลายประการผนวกกับส่วนดีและส่วนบกพร่อง มีลักษณะนิสัยซับซ้อน เป็นลักษณะธรรมชาติของมนุษย์โดยทั่วไป มีบุคลิกไม่คงทีีเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุการณ์บทบาทของตัวละครเอกในเรื่อง“ปลดแร้ว” ตัวละคร“ไอ้แมน” เป็นตัวละครที่มีความสำคัญในการดำเนินเรื่องตลอดจนปิดเรื่อง และมีตัวละครที่ช่วยในการดำเนินเรื่องให้มีความสนุกได้แก่ เซียนพระ บ่าวสด หลวง โยคีบังดุลและน้าสิทธิ์ต่างก็มีประสบการณ์ชีวิตที่โชกโชน หากขาดตัวละครใดตัวละครหนึ่งอาจทำให้เนื้อเรื่องขาดอรรถรสหรือขาดรสชาติไป
นอกจากนี้ จเด็จ ใช้สัญลักษณปลดแร้ว เป็นชื่อเรื่องโดยจะกล่าวถึงความหมาย คือเอาออก แร้ว คือกับดักบ่วงใช้รัดขาสัตว แต่ถ้าหากในความคิดของผู้อ่าน ปลดแร้วในที่นี้ อีกนัยหนึ่งเป็นเสมือนสิ่งที่ติดค้างอยู่ภายในใจของตัวละครไอ้แมน ทั้งการใช้ชีวิตในป่า การเจอสิ่งอัศจรรย์ตลอดจนภาพฝันย้อนอายุหรือแม้แต่เจอสิ่งลี้ลับ ที่เกิดขึ้นกับไอ้แมนทำให้เห็นว่าท้ายที่สุด แร้วดักสัตว์ที่มันเจอในป่า เรื่องราวทั้งหมดทั้งมวล ถูกปลดในตอนท้าย ว่ามันเป็นเรื่องในหนังสือ อินทูเดอะไวลด์ “ผมอ่านตอนออกไปจากนี่แล้ว อ่านจบแล้วย้อน” (หน้า565)
ส่วนที่เห็นว่าดีเด่นและเป็นจุดโดนใจของผู้อ่านมากที่สุด คือ กลวิธีการเล่าเรื่อง อย่างที่ผู้อ่านได้ทราบกันดีว่าจเด็จ กำจรเดช เป็นนักเขียนที่มีลีลาการเขียน ด้วยรูปแบบท้าทายขนบการเขียนเรื่องสั้นแบบร่วมสมัย ทั้งด้านการเล่าเรื่อง โครงเรื่อง ตัวละคร และขนาดความยาวของเรื่องที่เรียกได้ว่าเป็นเรื่องสั้นขนาดยาวแนวการเขียนที่ทันต่อเหตุการณ์ในสังคม มีลักษณะแปลกใหม่ทันสมัยซึ่งแตกต่างไปจากเรื่องสั้นในขนบเดิม ทำให้เห็นการเล่าเรื่องที่ซับซ้อนที่แฝงด้วยความสามารถของ จเด็จ กำจรเดช
เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของเรื่องแล้วจะเห็นได้ว่าทุกองค์ประกอบมีความสอดคล้องกันทุกประการ ไม่ว่าจะเป็น โครงเรื่อง แก่นเรื่องตัวละคร ผู้แต่งได้บรรจงวางองค์ประกอบได้สัมพันธ์กันอย่างเหมาะสมกลมกลืนไม่สามารถขาดส่วนใดไปได้ ทั้งเหตุการณ์ในเรื่อง การกล่าวถึงฉากและบรรยากาศที่สมจริง อาจเป็นเพราะเรื่องเล่านั้นไม่ใช่แค่แต่งขึ้นมาเพื่อสร้างอรรถรสในการอ่าน แต่เป็นการนำประเด็นในสังคมมาผนวกเข้ากับงานเขียนได้อย่างแนบเนียน อันเป็นแนวใหม่เข้ามาจับให้เรื่องราวดำเนินไปอย่างมีรสชาติ รวมถึงการใช้สำนวน ภาษา ให้ผู้อ่านสนุกสนาน รับอรรถรสอย่างเต็มเปี่ยม จเด็จ กำจรเดช ยังเสนอถึงความสุนทรีละเมียดละไมให้ผู้อ่านสามารถซึมซับแต่ละตัวอักษรและมีอารมณ์ร่วมไปกับตัวละครได้ไม่ จึงกล่าวได้ว่าวรรณกรรมเรื่องสั้น “ปลดแร้ว” ในรวมเรื่องสั้น “คืนปีเสือและเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ” เป็นเรื่องราวที่เปรียบได้ดั่งตำราที่สมบูรณ์