ของเล่น”หนึ่งในเรื่องสั้นจากหนังสือรวมเรื่องสั้น ในโลกเล่า ของผู้เขียน วัฒน์ ยวงแก้ว ผู้มีผลงานเป็นเอกลักษณ์ที่ได้รับการการันตีด้วยรางวัลมากมาย เรื่องสั้น “ของเล่น”เป็นวรรณกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงสังคมปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ผ่านแง่มุมของ “ของเล่น” ที่ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างมีเป็นของตนเองในความหมายที่ต่างออกไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการสร้างความสุขแก่ชีวิต ของเล่นของแต่ละคนอาจเป็นไปได้หลากหลายตามเป้าหมายของชีวิตหรือความชอบส่วนบุคคล และในขณะเดียวกันของเล่นอาจอยู่ในรูปแบบของมนุษย์ที่นำพาตนเองไปเป็นของเล่นของใครบางคนเพื่อความสุขระยะสั้นเพียงเท่านั้น

เรื่องสั้น “ของเล่น” เป็นเรื่องราวชีวิตของ “ผม” กับหญิงสาวคนรักในความสัมพันธ์ไร้สถานะ หญิงสาวเป็นผู้หลงใหลและศรัทธาในงานวรรณกรรมและนักเขียนผู้มีความสามารถ “เธอ”มองเห็นจิตวิญญาณของนักเขียนในหนังสือและพูดคุยสื่อสารได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทุกครั้งที่ผมและเธอร่วมรักกัน ผมมักจะสัมผัสได้ว่าคนที่อยู่ในใจของเธอไม่ใช่ตน แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจในรายละเอียดเหล่านั้น ยอมรับในทุกสิ่งที่เธอเป็น และชอบที่เห็นเธอมีความสุข 

หญิงสาวมีความพึงใจให้กับนักเขียนคนหนึ่งจากงานเขียนของเขาที่เธอเคยอ่าน จนกระทั่งมีเหตุการณ์ที่ทำให้เธอมีโอกาสได้พบกับนักเขียนคนนั้น ทั้งคู่พูดคุยติดต่อและมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกัน ในขณะที่ผมยินยอมให้เธอ ทำในสิ่งที่เธอมีความสุข แต่ความสุขนั้นเป็นเพียงช่วงเวลาแสนสั้น เมื่อเธอได้ล่วงรู้ความจริงว่านักเขียนของเธอมีครอบครัวอยู่แล้ว เธอสูญเสียศรัทธาในทุกสิ่งและจมอยู่กับความเศร้า โดยมีผมอยู่เคียงข้าง เฝ้าดูแลและคอยเตือนสติให้เธอสามารถกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

เรื่องสั้น “ของเล่น” มีการวางโครงเรื่องโดยดำเนินเรื่องผ่านการเล่าเรื่องของตัวละคร “ผม” ซึ่งเริ่มจากเหตุการณ์ปัจจุบันย้อนกลับไปยังอดีต มีการเปิดเรื่องโดยใช้บทกวีนิพนธ์แปลเรื่อง ของเล่น ของรพินทรนาถ ฐากูร ผู้แปลคือ วิทุร แสงสิงแก้ว ความว่า

“...ด้วยเรือบดลำน้อย ๆ อันแบบบาง ฉันพยายามที่จะพามันข้ามทะเลแห่งความปรารถนา และลืมไปว่า ฉันเองก็กำลังเล่นของเล่นอยู่เช่นเดียวกัน”

บทกวีที่ผู้เขียนใช้ในการเปิดเรื่องนี้ มีความสอดคล้องกับเนื้อหาของเรื่อง ทำให้เรื่องมีความน่าสนใจ และทำให้เข้าใจเป้าหมายในการสื่อสารของผู้เขียนมากขึ้น กวีบทนี้เปรียบเสมือนกุญแจสำคัญในการคลี่คลายเรื่องและเป็นดังบทสรุปของเรื่องด้วย

การดำเนินเรื่อง ผู้เขียนสร้างปมความขัดแย้งภายในจิตใจของ “เธอ” ให้เป็นหญิงสาวที่มีโลกส่วนตัวสูง หลีกเลี่ยงการสบตากับผู้คนเพราะคิดว่าเป็นการร่วมเสพสังวาส และไม่สนใจผู้คนจากรูปลักษณ์ภายนอก หากแต่ให้ความสำคัญและยกย่องคนที่มีปัญญาความรู้มาก นั่นทำให้เธอหลงใหลในผลงานและนักเขียนโดยไม่รู้จักนิสัยใจคอที่แท้จริง เธอมอบความรักให้กับนักเขียนคนหนึ่งเพียงเพราะชอบในงานเขียนของเขา และเมื่อมีโอกาสได้ทำความรู้จักกันเธอก็ไม่ได้เรียนรู้กันให้ถี่ถ้วนก่อน จึงนำไปสู่จุดสุดยอดของเรื่องเมื่อเธอได้รับรู้ว่านักเขียนคนนั้นมีครอบครัวแล้ว ทำให้เธอเศร้าและสูญสิ้นศรัทธาทั้งหมด เรื่องราวคลี่คลายลงได้เมื่อ “ผม”เตือนสติเธอให้เข้าใจและแยกแยะได้ถึงคุณค่างานเขียนกับนักเขียน ที่แม้นักเขียนจะเป็นเช่นไร ผลงานที่เขาได้ถ่ายทอดก็ยังคงมีคุณค่าต่อผู้คนที่ได้รับเช่นเดิม

ผู้เขียนใช้การปิดเรื่องแบบสุขนาฏกรรม มีการยกบทกวีนิพนธ์แปลของรพินทรนาถ ฐากูร ขึ้นมาเพื่อเน้นย้ำอีกครั้ง และปิดเรื่องด้วยการทิ้งท้ายให้ผู้อ่านได้คิด ความว่า

“ขณะที่เราเจือจางลง กลับเป็นเส้นขอบและตัวตนของนักเขียนคนนั้นที่คมชัดขึ้น”

จะเห็นได้ว่าผู้แต่งมีแนวการเขียนที่โดดเด่นในด้านการวางโครงเรื่อง มีการใช้บทกวีเดียวกันในการเปิดและปิดเรื่องเพื่อให้เกิดความน่าสนใจและเน้นย้ำประเด็นสำคัญแก่ผู้อ่าน มีการสร้างพฤติกรรมที่ไม่เหมือนใครของตัวละคร “เธอ”ทำให้เกิดเรื่องราวเหนือธรรมชาติอย่างการมองเห็นจิตวิญญาณของวรรณกรรมต่าง ๆ บนชั้นหนังสือซึ่งเป็น

สัญลักษณ์อย่างหนึ่งในการสื่อความหมายของผู้เขียน เพราะการมีอยู่ของจิตวิญญาณเหล่านั้นจะเชื่อมโยงกับความรู้สึกของ “เธอ” จิตวิญญาณบนชั้นจะปรากฏชัดเมื่อเธอมีความศรัทธาอันแรงกล้า เจือจางลงเมื่อสิ้นหวัง และกลับมามีชีวิตอีกครั้งในตอนจบของเรื่อง ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้ถือว่าไม่ได้เหนือจริงจนเกินไปและสามารถเข้าใจได้ว่าเป็นความคิดของตัวละครเมื่อมีสิ่งที่รักและเห็นคุณค่า อีกทั้งยังมีความกลมกลืนกับเนื้อหาเป็นอย่างดีและทำให้เนื้อหามีความสนุก ตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ผู้เขียนได้สร้างสรรค์การกระทำต่าง ๆ ของตัวละคร ทั้ง “ผม” และ “เธอ” ออกมาอย่างสมจริงตามสภาพสังคมปัจจุบันที่มีความเปิดกว้างกับความสัมพันธ์ที่ไม่ผูกมัด ในเรื่องของการนอกใจ หรือการให้ค่ากับความสุขเพียงชั่วคราวจนขาดความตระหนักในเรื่องของความรู้สึกผิดชอบชั่วดี และความสมจริงอีกประการคือการใช้ชื่อสถานที่ ชื่อหนังสือวรรณกรรม และชื่อนักเขียน ที่มีอยู่จริงในปัจจุบัน ทำให้เรื่องมีความใกล้ชิดและเข้าถึงผู้อ่านได้ง่ายขึ้น

แก่นของเรื่องสั้น “ของเล่น”คือการสะท้อนให้เห็นสัจธรรมในการให้ค่ากับสิ่งต่าง ๆ ในชีวิต ไม่ว่าจะสิ่งของหรือตัวบุคคล หากได้รับการเห็นคุณค่าสิ่งเหล่านั้นก็จะมีตัวตนและถือเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่การให้คุณค่ากับสิ่งเหล่านั้นก็ต้องใช้การพิจารณาอย่างถี่ถ้วนและแยกแยะให้ได้ด้วยความมีเหตุผล ดังจะเห็นได้จากการที่ตัวละคร “เธอ” ที่มีความชอบงานวรรณกรรมต่าง ๆ เป็นชีวิตจิตใจ เธอจึงมองเห็นและพูดคุยกับจิตวิญญาณนักเขียนต่าง ๆ ในหนังสือราวกับว่าพวกเขามีชีวิต อาจเปรียบได้กับการเล่นของเล่นในวัยเด็ก เด็ก ๆ มักจะจินตนาการว่าของเล่นคือเพื่อนที่มีชีวิตและจิตใจ ทำให้พวกเขาพูดคุยกับของเล่นราวกับมีชีวิต ซึ่งการกระทำเหล่านี้เกิดจากการมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่ตนพึงพอใจนั่นเอง

อีกทั้ง “เธอ” ยังให้ค่ากับนักเขียนที่ตนตกลงหลุมรักในหนังสือมากกว่า “ผม” ที่อยู่ข้างกายมาตลอด จิตใจของเธอเต็มไปด้วยความปรารถนาที่อยากได้มาครอง ทำให้เมื่อได้ครอบครองแล้วไม่เป็นดังความคาดหวัง อีกทั้ง นักเขียนคนนั้นก็ไม่ได้มองเห็นคุณค่าในตัวเธอ ความเชื่อความศรัทธาทั้งหมดของเธอจึงสูญสิ้นไป เพราะเธอไม่สามารถแยกโลกแห่งความเป็นจริงออกจากโลกแห่งความฝันที่สร้างไว้ได้ เธอจึงควรทำความเข้าใจและเลือกให้คุณค่ากับสิ่งที่สมควรได้รับ ดังคำพูดของ “ผม” ในตอนท้ายว่า

“แม้คุณจะสูญเสียศรัทธาในตัวนักเขียนคนนั้น หรือต่อให้สูญเสียศรัทธาในตัวนักเขียนทุกคนบนโลก แต่ไม่ควรเสียศรัทธาในเนื้อแท้ของวรรณกรรม อย่างน้อยบรรดาชีวิตบนชั้นหนังสือ หรือตัวผมเอง เรายังร่วมสุขเมื่อคุณยิ้ม และร่วมทุกข์ในวันที่คุณร้องไห้”

กล่าวได้ว่าในส่วนของแก่นเรื่อง ผู้เขียนนำเสนอแก่นของเรื่องผ่านเนื้อหาได้เป็นอย่างดี เริ่มตั้งแต่การตั้งชื่อเรื่อง “ของเล่น” เพื่อสื่อสัญญะการใช้ชีวิตราวกับเป็นของเล่นของ “ผม” และ “เธอ”ให้แก่ผู้อ่าน ในด้านการวางโครงเรื่อง ทั้งการใช้บทกวี การลำดับเหตุการณ์ต่าง ๆ หรือการแสดงออกของตัวละครต่างก็สะท้อนแก่นของเรื่องได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังทำให้เห็นมุมมองของผู้เขียนที่มีต่อสังคมในปัจจุบันที่ผู้คนในสังคมแสวงหาอิสระ เสรีในการแสดงออกมากขึ้น  แต่กลับไม่คำนึงถึงศีลธรรมและความถูกต้อง ยึดเพียงความสุขของตนเองเป็นสำคัญ ผู้เขียนถ่ายทอดส่วนต่าง ๆ ออกมาได้อย่างสอดคล้องสัมพันธ์กัน กระทบความรู้สึกของผู้อ่านได้เป็นอย่างดี ทำให้เกิด แง่คิด และประสบการณ์ใหม่ ๆ จากการอ่านได้

เรื่องสั้น “ของเล่น” ของ วัฒน์ ยวงแก้ว มีความโดดเด่นทั้งในด้านเนื้อเรื่อง การวางโครงเรื่อง และแก่นเรื่อง ชื่อเรื่องกับเนื้อหาของเรื่องมีความสอดคล้อง มีการนำบทกวีที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับเรื่องมาใช้ในการเปิดเรื่องและปิดเรื่องเพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้แก่เนื้อเรื่อง มีความสมจริงในการเลือกใช้ตัวละคร เหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างเป็นปัจจุบัน สะท้อนภาพสังคมผ่านมุมมองที่แตกต่าง มีความน่าตื่นเต้น และน่าติดตาม การใช้ภาษามีความเหมาะสม เข้าใจง่าย ผู้เขียนใช้ภาษาถ่ายทอดเรื่องราวให้ผู้อ่านสามารถเห็นภาพได้ชัดเจนทั้งการบรรยายหรือพรรณนาฉากต่าง ๆ ทำให้เรื่องสั้นเรื่องนี้นับเป็นวรรณกรรมอีกเรื่องหนึ่งที่ให้ข้อคิดและสะท้อนสังคมได้เป็นอย่างดี

ที่มาภาพ : https://www.naiin.com/product/...