หนังสือ The Smartest Kids in the World : And How They Got That Way (2013)  เขียนโดย  Amanda Ripley    เป็นหนังสือดีระดับ New York Times Bestseller   แนะนำพ่อแม่ให้ทำตัวเป็น โค้ช ต่อการเรียนของลูก    โดยช่วย quiz บทเรียน แบบเล่นๆ หรือไม่เป็นทางการ    โดยพ่อแม่อาจซื้อหนังสือคู่มือมาช่วยแนะโจทย์ที่จะใช้ quiz ลูก   

วิธีนี้เพื่อนของผมคนหนึ่งที่เรียนหนังสือด้วยกันมาตั้งแต่โรงเรียนเตรียมฯ จนมาจบหมอด้วยกัน    เขาใช้วิธีโค้ชลูกแนวดังกล่าว    ลูกสาวสองคนเรียนเก่งมาก    ในที่สุดเป็นหมอทั้งคู่      

หนังสือเล่มนี้ใช้ผล PISA Test เป็นมาตรฐานว่าเด็กนักเรียนของประเทศไหนเก่งไม่เก่ง    และยกตัวอย่าง ๓ ประเทศที่เด็กมีผลการทดสอบ PISA คะแนนสูงเด่น คือ เกาหลี  ฟินแลนด์  และโปแลนด์   สำหรับนำมาเสนอแก้ไขระบบการศึกษาของสหรัฐอเมริกา

เขาบอกว่า การทดสอบ PISA เป็นการทดสอบการแก้ปัญหา และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking)    การทดสอบนี้จัดโดย OECD   เริ่มมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000   และนักเศรษฐศาสตร์พบความสัมพันธ์ระหว่างผลสอบ PISA กับระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ เขาตีความว่า คุณภาพการศึกษาที่สะท้อนจากระดับคะแนนใน PISA บอกระดับคุณภาพของกำลังคนของประเทศ    

เมื่อผลการทดสอบ PISA ออกมา    สหรัฐอเมริกา และเยอรมนี แปลกใจและตกใจที่คะแนนของตนค่อนข้างต่ำ     ส่วนฟินแลนด์ตกใจและแปลกใจไปอีกทางที่ได้ที่ ๑ ในปี 2000    และอยู่ในอันดับต้นๆ มาตลอดในการทดสอบทุกๆ ๓ ปี    ส่วนสหรัฐและเยอรมนีก็อยู่ในอันดับกลางๆ เสมอต้นเสมอปลาย    ส่วนไทยอยู่ในอันดับท้ายๆ เสมอต้นเสมอปลายเหมือนกัน   แต่ผลเมื่อปี 2018 ของไทยดูจะแย่ลง โดยเฉพาะด้านการอ่าน    

เด็กเกาหลีขยันสุดๆ    เฉลี่ยเรียนวันละ ๑๕ ชั่วโมง    เป้าหมายคือ เข้ามหาวิทยาลัยดีๆ    และตัวช่วยสำคัญคือโรงเรียนกวดวิชา    เขาว่าเด็กไม่ค่อยสนใจเรียนที่โรงเรียน มักออมแรง (หลับ) ที่โรงเรียน    เอาแรงไปเรียนที่โรงเรียนกวดวิชา ซึ่งคุณภาพดีกว่าโรงเรียนตามปกติ    เพราะโรงเรียนกวดวิชาเป็นของเอกชน การแข่งขันสูง    ข้อเสียคือ พ่อแม่ต้องหาเงินมาจ่ายค่าเรียนกวดวิชาให้ลูก    ฟังดูคล้ายๆ ที่บ้านเรานะครับ    แต่ที่เกาหลีพ่อแม่กดดันลูกแรงกว่าพ่อแม่ไทยมาก    เคยมีข่าวลูกทนไม่ไหว จึงฆ่าแม่ 

ด้านดีคือ พ่อแม่เกาหลีมีวิธีโค้ชลูก อย่างที่กล่าวแล้ว

ฟินแลนด์มีอีกสไตล์    เน้นที่คุณภาพครู    โดยที่เด็กไม่เรียนหนักและเครียดอย่างในเกาหลี    แต่เรียนอย่างมีคุณภาพ เพราะครูมีความสามารถสูง

โปแลนด์ก็มาอีกแบบ    ยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยยกระดับการทดสอบมาตรฐาน    ทำให้ผล PISA อยู่ในระดับเดียวกันกับสหรัฐอเมริกา ทั้งๆ ที่โปแลนด์ยากจนกว่ามาก    หัวใจคือ ทางการโปแลนด์ตั้งเป้าผลลัพธ์การเรียนรู้ไว้สูง (high expectation)   แล้วใช้การทดสอบมาตรฐานในการเสาะหานักเรียนและโรงเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ    แล้วให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุน (high support)  

โปรดสังเกตว่า ประเทศไทยใช้การทดสอบมาตรฐานต่างจากโปแลนด์    เราแค่ทดสอบ    ไม่มีวงจรป้อนกลับสู่ high support แก่โรงเรียน และนักเรียนที่อ่อน   

โปแลนด์ยังเปลี่ยนระบบ    เป็นไม่แยกสายการเรียนระหว่างสายสามัญ กับสายอาชีวะเร็วเกินไป    เขาแยกเมื่อนักเรียนอายุ ๑๖ ปี   และเมื่อเด็กแยกไปเรียนสายอาชีวะ ระบบก็ยังใช้มาตรการตั้งความหวังสูงด้านคุณภาพ    

นักเรียนเก่ง เพราะระบบดี ครูดี โรงเรียนดี    ภายใต้หลักการ high expectation, high support

วิจารณ์ พานิช

๓ ก.พ. ๖๔