จากการเรียนรู้ในครั้ง 4 ที่ผ่านมา ในหัวข้อเรื่องการทำกิจกรรมบำบัดในรูปแบบของ Telehealth ซึ่งได้มีรุ่นพี่ศิษย์เก่าและนักกิจกรรมอย่างพี่ปวีณาและพี่กีรติรวมถึงอาจารย์โมที่ได้มาให้ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำTelehealthในคาบเรียนครั้งนี้ ซึ่งในช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิด-19เช่นนี้ การให้การรักษาทางกิจกรรมบำบัดรูปแบบของTelehealth นั้นเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากทีเดียวที่จะทำให้ผู้รับบริการได้รับการรักษาและติดตามอาการอย่างต่อเนื่องโดยไม่เสียโอกาสที่จะได้รับการรักษาไป แต่อย่างไรก็ตามแม้การทำTelehealthจะมีข้อดีแต่ก็ยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง ซึ่งในวันนี้ดิฉันจะขอนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากรุ่นพี่มาสะท้อนคิด ดังนี้


        ในsessionแรกนั้น พี่ปวีณาหรือพี่แนน ได้มาให้ความรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในหัวข้อ OTและTelehealth ในเด็ก 

  Telehealth คือการนำเทคโนโลยีการสื่อสารรูปแบบต่างๆ มาสนับสนุนการให้บริการทางสุขภาพที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารระหว่างแพทย์ถึงแพทย์ในลักษณะการปรึกษาเคส การให้คำปรึกษาระหว่างแพทย์กับคนไข้ การที่พยาบาลในพื้นที่ห่างไกลปรึกษาแพทย์ การให้ความรู้เรื่องยาจากเภสัชกรสู่ประชาชน หรือจะเป็นการให้บริการทางกิจกรรมบำบัดผ่านทางเทคโนโลยีต่างๆ 

  ซึ่งในอันดับแรกก่อนการเริ่มต้นจะต้องมีการทำ Consent form หรือข้อตกลงเพื่อขอความยินยอมจากฝ่ายผู้รับบริการ โดยในการทำtelehealthนั้นจะต้องทำภายในห้องปิด มีความเป็นส่วนตัวและไม่มีผู้อื่นเข้ามา มีการสอบถามเตรียมพร้อมในเรื่องของอุปกรณ์ สื่อกลางที่จะใช้ในการสื่อสาร ในบางทีอาจะมีการทำข้อตกลงในการที่จะไม่บันทึกหน้าจอในระหว่างการทำ และที่สำคัญในระหว่างที่ทำtelehealthนั้นจะต้องคงบทบาทของนักบำบัดเอาไว้ ไม่เปิดเผยข้อมูลข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป เพื่อสร้างความหน้าเชื่อถือในการให้การบำบัด 

  ในการทำ telehealth ก่อนเริ่มจะต้องมีการพูดคุยถึงเป้าหมายของนำบำบัดร่วมกันกับครอบครัวของเด็ก ซึ่งในสถานการณ์เช่นนี้การตั้งเป้าหมายการบำบัดด้วย telehealthนั่นก็เพื่อให้เด็กได้ใช้ชีวิตประจำวันที่บ้านได้สะดวกขึ้นในระหว่างที่ไม่ได้มีการมาพบนักกิจกรรมบำบัด หรือในกรณีที่เด็กมีความสามารถพอสมควรก็อาจใช้เป้าประสงค์เดิมต่อจากการฝึกในคลินิกโดยอาจเปลี่ยนแปลงวิธีการ รูปแบบกิจกรรมไปแทน ในการทำtelehealthนั้นก็มีรูปแบบที่หลากหลาย สามารถแบ่งได้เป็น3ประเภท 

1. Parent coaching คือการสอนหรือแนะนำผู้ปกครองในวิธีการฝึกลูกขณะอยู่ที่บ้าน

2. Teletherapy คือ การให้กิจกรรมบำบัดผ่านทางเทคโนโลยี ซึ่งในวิธีการนี้ทางบ้านผู้รับบริการต้องมีความพร้อมในหลายๆด้าน เช่น ครอบครัว เวลา อุปกรณ์เทคโนโลยี 

3. Counselling คือการให้คำปรึกษากับผู้ปกครองถึงปัญหาต่างๆที่เจอขณะฝึกลูกที่บ้าน รวมถึงการให้Feedbackแก่ผู้ปกครองในการนำไปปรับใช้กับการฝึกลูก 

  สิ่งสำคัญก่อนที่จะเริ่มsessionควรมีการเตรียมตัวสำหรับนักกิจกรรมบำบัดเองในเรื่องของการคิดกิจกรรมวางintervention planให้ชัดเจน รวมถึงเตรียมตัวเด็กและผู้ปกครอง ในเรืองของอุปกรณ์สื่อสาร สัญญาณอินเตอร์เน็ต อุปกรณ์ต่างๆที่ต้องใช้ในsession 

  ในแต่ละsessionนั้นก็จะเริ่มจากการทำความคุ้นเคยกับเด็กก่อนเพื่อให้เด็กมีความคุ้นเคยกับการบำบัดในรูปแบบใหม่ หลังจากนั้นจะเริ่มเข้าสู่การให้การบำบัดตามplanที่วางไว้ ส่วนสุดท้ายจะเป็นการให้ผู้ปกครองได้สะท้อนรวมถึงสำรวจตนเองและเด็กจากกิจกรรมที่ได้ทำตลอดsessionเพื่อที่จะได้นำไปปรับปรุงในครั้งถัดไป 

  สุดท้ายพี่แนนได้พูดถึงข้อดีและข้อเสียของtelehealth ซึ่งแน่นอนว่าในสถานการณ์โรคระบาดเช่นนี้ การทำtelehealthเช่นนี้จะทำให้ปลอดภัยมากกว่า สถานที่มีความเป็นส่วนตัว ทำให้เด็กได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่คุ้นเคยเพื่อที่จะได้แสดงพฤติกรรมที่เป็นธรรมชาติออกมา และยังสามารถปรับเปลี่ยนตารางกิจกรรมได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น ประหยัดเวลา สำหรับคนที่รอคิวก็สามารถได้มีโอกาสมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของการประเมินทางด้านร่างกายที่ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ อาจมีข้อจำกัดในเรื่องของอุปกรณ์ ขาดปฎิสัมพันธ์ที่จะเกิดขึ้น และต้องเป็นผู้รับบริการที่มีผู็ช่วยหรือผู้ดูแลคอยดูแล ซึ่งในหลายคนอาจะไม่มีความพร้อมก็เป็นได้  ในsessionนี้เราก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างรวมถึงได้ลองคิดจากcase studyที่พี่แนนได้นำมาให้เราอ่าน ทำให้เราได้รับความรู้และประสบการณ์มากมาย 

        ในsessionต่อไปพี่กีรติได้มาให้ความรู้ในหัวข้อ การให้คำปรึกษา ระบบงานผ่านสื่อออนไลน์ ในช่วงนี้พี่กีรติได้เล่าถึงประวัติความเป็นมาของteleheathซึ่งมีประวัติมายาวนานแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นเพราะช่วงโควิดเท่านั้น แต่มีการเริ่มมาตั้งแต่ปีค.ศ.1844 และได้มีการพัฒนาเปลี่ยนรูปแบบมาเรื่อยๆจนปัจจุบัน ต่อมาจะเป็นการพูดถึงtelehealthในทางกิจกรรมบำบัด ซึ่งกระบวนการทางกิจกรรมบำบัดที่เราสามารถทำได้ นั้นได้แก่ การประเมิน การให้คำแนะนำ การให้การบำบัดรักษา และ การให้คำแนะนำfeedback จากนั้นพี่กีรติได้พูดถึงการเตรียมตัวในการทำtelehealthซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เราควรที่จะเตรียมตัวก่อนที่จะจัดtelehealthและควรจะมีการวางแผนเผื่อในสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามแผนการเดิมก็จะต้องมีการยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ได้นอกจากการเตรียมแผนสำหรับการบำบัดจะเป็นสิ่งสำคัญแล้ว การเตรียมพร้อมตัวผู้ดูแล ผู้รับบริการ อุปกรณ์ต่างๆก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ควรมีการทอดลองระบบอุปกรณ์ก่อนล่วงหน้า ในกรณีที่ผู้รับบริการไม่เคยมีประสบการณ์ก็ควรมีการจัดการสอนการใช้อุปกรณ์ให้ก่อน เช่นสอนตำแหน่งสัญลักษณ์ต่างๆของอุปกรณจากโปรแกรมสื่อสารออนไลน์

   ในการจัดกิจกรรมนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นกิจกรรมที่ใช้คอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว สามารถจัดกิจกรรมในรูปแบบที่หลากหลายได้ตามอุปกรณ์ที่ผู้รับบริการพอที่จะหามาทดแทนได้ ผู้บำบัดควรที่จะมีการสร้างสัมพันธ์ในแง่บวกกับผู้รับบริการและผู้ดูแล เพื่อที่จะได้ทำความเข้าใจกันทั้ง2ฝ่ายว่าเรากำลังจะทำอะไรร่วมกัน 

   นอกจากการเตรียมตัวของผู้บำบัดและผู้รับบริการกับผู้ดูแลแล้ว ในsessionนี้ยังได้เรียนรู้เทคนิคการสัมภาษณ์และการให้คำปรึกษากับผู้รับบริการอีกด้วยว่าเราควรจะใช้การตั้งคำถามการสร้างปฏิสัมพันธ์อย่างไรเพื่อที่จะได้รับความร่วมมือจากผู้รับบริการ เนื่องด้วยการทำtelehealthทำให้เราขาดปฏิสัมพันธ์แบบตัวต่อตัวไป ดังนั้นการใช้คำพูดและการรับฟังจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราจควรจะทำให้ดีเพื่อให้การรักษานั้นสามารถบรรลุเป้าประสงค์ได้ 

       ในsessionสุดท้ายอาจารย์โมได้มาให้ความรู้เรื่อง การใช้บริการ tele conference กับทีมสหวิชาชีพ ซึ่งในช่วงนี้อาจารย์โมได้นำประสบการณ์ในการทำงานของteleconsultationในบริบทของชุมชนมาให้เราได้ฟัง ซึ่งเหมาะกับผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่มีความยากลำบากในการที่จะเดินทางไปติดตามอาการที่โรงพยาบาล การนำteleconsultationเข้ามาก็จะทำให้มีความสะดวกมากขึ้น และในการที่จะทำงานกับชุมชนนั้นจึงเป็นการทำงานร่วมกับสหวิชาชีพ เราก็จะได้เห็นกระบวนการต่างๆในการทำงานร่วมกับสหวิชีพ 

   ในส่วนของ teleconsultation ที่อาจารย์โมได้นำมาเล่าให้เราฟังนั้นก็จะเป็นapplication ที่มีชื่อว่า Care4caregiver ซึ่งภายในแอพนั้นก็จะโหมดต่างๆที่หลากหลายที่จะช่วยให้ความสะดวกต่อผู้ดูแลมากขึ้น เช่น การจัดการยา , vital sign รวมไปถึงการให้บริการ teleconsultation เพื่อให้ผู้ดูแลที่เกิดปัญหาสามารถพูดคุยขอคำแนะนำจากทีมสหวิชาชีพได้อย่างสะดวกมากขึ้น ช่วยประหยัดเวลาได้ดี แต่ทั้งนี้แอพนี้ก็ยังเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาใหม่ซึ่งอาจจะมีข้อผิดพลาดหรือมีความซับซ้อนเกินไปสำหรับผู้สูงอายุในบางคนได้  

  นอกจากนี้ยังมี telerehabilitation ซึ่งเป็นโปรแกรมฟื้นฟูสุขภาพอีกรูปแบบนึง ของการให้บริการแบบtelehealth ก็จะเป็นโปรแกรมที่มากกว่าการให้คำแนะนำปรึกษาแต่จะเป็นการให้การบำบัดฟื้นฟูผ่านช่องทางออนไลน์ได้เลย โดยที่ผู้รับบริการนั้นจะประหยัดทั้งเวลาและได้ผลดีขึ้นเนื่องจากได้ฝึกในบริบทที่คุ้นเคย 

    จากทั้งหมด3sessionของการเรียนในครั้งนี้ก็ทำให้ได้ความรู้มากมายถึงการปรับตัว การหาทางเลือกใหม่เพื่อประโยชน์ของผู้รับบริการ ซึ่งtelehealth นั้นก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ดีและเหมาะสมกับสถานการณ์โรคระบาด แต่ใช่ว่าtelehealth นั้นจะมีแต่ข้อดี ก็ยังมีข้อจำกัดหลายอย่างที่ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งนักกิจกรรมบำบัดนั้นก็ควรจะมีทักษะที่สำคัญอย่างการมีความคิดที่ยืดหยุ่น ที่จะปรับตัวและปรับกิจกรรมให้เหมาะสมกับผู้รับบริการในแต่ละสถานการณ์ และสุดท้ายนี้ขอขอบคุณพี่ๆและอาจารย์ที่ได้นำความรู้ดีๆและประสบการณ์ที่น่าสนใจมาถ่ายทอดให้พวกเราได้เรียนรู็แและนำไปปรับใช้ได้อย่างมีประโยชน์

โดย น.ส.อมรรัตน์  จำรูญ  6123036