sessionที่1 : เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้กับครูพี่แนน ที่พูดถึงเกี่ยวกับการทำกิจกรรมบำบัดในช่วงที่มีการระบาดของโรค covid-19 ครูพี่แนนนำเสนอถึงการทำสิ่งที่เรียกว่า telehealth หรือก็คือการทำกิจกรรมบำบัด/การรักษาผ่านทางการใช้โปรแกรมหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิคเพื่อการสื่อสารในการรักษาแทนการพบเจอกันเพื่อทำกิจกรรมบำบัดที่คลินิคอย่างที่เราๆคุ้นเคยกันดี โดยเริ่มจากการขั้นตอนแรกที่เราจำเป็นจะต้องทำในการทำ telehealth คือ

  1. การทำ consent form คือการทำการตกลงในการให้การยินยอมในการรักษา และการทำข้อตกลงในระหว่างการรักษา อย่างเช่น การไม่อนุญาตให้มีการบันทึกวิดีโอขณะทำการรักษา หรือการทำการรักษาในห้องที่เป็นห้องปิดและรวมไปถึงการที่นักกิจกรรมบำบัดจำเป็นจะต้องวางตัวให้ตนเองอยู่ในฐานะนักกิจกรรมบำบัดถึงแม้จะเป็นการทำการนักษาผ่านรูปแบบออนไลน์ก็ตาม
  2. ทำการพูดคุยกับผู้ปกครองของเด็กเกี่ยวกับการทำ telehealth ในเรื่องของ goal ที่ตั้งไว้ขณะให้การรักษา ว่าอาจจะมีการปรับเปลี่ยน goal ใหม่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์หรืออาจจะใช้ goal เดิมที่ยังตั้งไว้ถ้าสามารถทำได้
  3. ทำการตกลงเกี่ยวกับรูปแปบบในการทกิจกรรมบำบัดผ่านการทำ telehealth โดยจะมีอยู่ 3 รูปแบบคือ 1) parent coaching คือการทำกิจกรรมบำบัดโดยเป็นการบอกให้ผู้ปกครองเป็นคนทำกับเด็กโดยตรง เสมือนให้ผู้ปกครองเป็นนักกิจกรรมบำบัด โดยที่มีเราคอยแนะนำ หรือให้ feedback ขณะทำกิจกรรมอยู่ตลอดเวลา 2) teletherapy คือ การทำกิจกรรมบำบัดกับเด็กโดยตรงผ่านอุปกรณ์สื่อสาร เช่น zoom (อาจจะมีผู้ปกครองอยู่ร่วมได้บ้างในบางกรณีโดยมักจะใช้ในกับเด็กที่ค่อนข้างโต และมี attention ที่ดี 3) counselling คือ เป็นการให้คำแนะนำปรึกษาการทำกิจกรรมบำบัดกับผู้ปกครอง และมีการติดตามผลอยู่เรื่อยๆ มักใช้ในกรณีที่เด็กมีองค์ประกอบในการทำกิจกรรมบำบัดที่ไม่พร้อม เช่น การอาศัยอยู่กับคุณตาคุณยาย
  4. ส่งข้อมูลเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในการทำกิจกรรมบำบัดให้กับผู้ปกครองของเด็กก่อนถึงวันที่มีการทำกิจกรรมบำบัดจริง เช่น เป็นกิจกรรมการปั้นแป้งโดว์ ให้ผู้ปกครองเตรียมหากระดาษรอง แป้งโดว์ ผ้าเช็ดมือสำหรับการทำกิจกรรม เป็นต้น เพื่อให้เด็กสามารถทำกิจกรรมตามที่นักกิจกรรมบำบัดเตรียมไว้ได้อย่างไม่ติดขัด

Sessionที่2 : เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้กับครูพี่กีรติ

ในการทำ telehealth นั้นมีประโยชน์ในหลายๆอย่างเช่น การเข้าถึงกิจกรรมบำบัดอย่างต่อเนื่องในขณะที่มีโรคระบาด,สะดวกสบายไม่ต้องเดินทาง ประหยัดค่าใช้จ่าย ปลอดภัยในการทำกิจกรมมบำบัดถึงแม้จะช่วงอยู่ในช่วงที่มีโรคระบาดอย่างโรค covid-19 ก็ตาม และในการทำ telehealth นั้นไม่ใช่แคทำในเฉพาะกับเคสของเด็กเท่านั้นแต่ยังมีการใช้ในการทำ telehealth กับผู้สูงอายุอีกด้วย เช่นในเคสของการกิจกรรมบำบัด เพื่อ home safety ของผู้สูงอายุโดยจะทำการประเมินเกี่ยวกับตัวบ้านและทำการรักษาโดยการ ให้ความรู้เกี่ยวกับ fall prevention รวมไปถึงการปรับสภาพบ้านจากสถานที่จริงของผู้รับบริการ จากภาพถ่ายบริเวณที่มีการล้มบ่อยๆของผู้รับบริการ และหลังจากปรับสภาพบ้านแล้วก็จะมีการประเมินซ้ำอีกรอบเพื่อดูผลที่เกิดขึ้นจากการทำ 

เคล็ดลับในการทำ telehealth 

  1. การรู้จัก platform หรืออุปกรณ์ที่เราใช้ในการทำ telehealth ว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง เพื่ออำนวยความสะดวกในบางขั้นตอนของการทำกิจกรรมบำบัด
  2. เราไม่จำเป็นที่จะต้องทำเฉพาะกิจกรรมที่อยู่ในคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์สื่อสารเท่านั้น แต่ยังสามารถทำกิจกรรมอื่นๆได้ เช่น การตัดกระดาษ เป็นต้น
  3. เน้นการใช้กิจกรรมที่มี visual cues มากหรือมีรูปแบบที่เป็นตัวอย่างมากๆเพราะเป็นการสื่อสารกันทางออนไลน์ต้องเน้นให้มีการมองเห็นที่น่าสนใจ
  4. ใช้การสร้างสัมพันธ์กับคนที่เกี่ยวข้องกับการรักษาเช่น การพูดคุยกับพ่อแม่ของตัวเด็ก การแนะนำ หรือการจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้รวมไปถึงสิ่งสำคัญนั้นก็คือบอกขอบเขตการให้ความช่วยเหลือ เช่น ในระหว่างการประเมินที่จะทำต่อไปนี้ขอให้คุณพ่อคุณแม่ไม่ให้การใบ้ใดๆกับเด็กทั้งสิ้น เพื่อเป็นการทดสอบperformanceที่แท้จริงของตัวเด็กในหัวข้อนั้นๆได้เองนะคะ เป็นต้น
  5. การปรับเปลี่ยนแผนการรักษาที่วางไว้ให้เหมาะสมกับการรักษาแบบออนไลน์ โดย

         - การรู้นิสัยของเด็กเพื่อจะได้ออกแบบกิจกรรมที่เหมาะสมกับตัวของเด็ก

         - การรู้ระดับความสามารถของเด็กที่สัมพันธ์กับอายุของเด็ก

         - ดูสภาพแวดล้อมขณะทำกิจกรรมบำลัดให้เหมาะสม เช่น การปิดเสียงรบกวนที่อาจจะเกิดขึ้นขณะเด็กทำกิจกรรม (เสียงไลน์ เป็นต้น

         - ไม่ใช้คำว่า “ไม่ อย่า หยุด ”เพราะอาจจะทำให้เด็กรู้สึกเหมือนกำลังถูกดุ

         - จัดลำดับความยากง่ายของกิจกรรมให้เหมาะสม

         - มีการให้รางวัลเมื่อเด็กสามารถทำกิจกรรมได้สำเร็จตามเป้าหมาย

         - มีการจัดทำตารางที่แน่นอนเพื่อให้เด็กทราบว่ามีงานอะไรที่จะต้องทำบ้าง หรือมีงานเหลืออีกเยอะมั้ย

ขั้นตอนการสัมภาษณ์ จะมีอยู่ 4 ขั้นตอนคือ

  1. การวางแผนเตรียมสัมภาษณ์เพื่อกำหนดประเด็นที่ต้องการข้อมูล รวมไปถึงการเตรียมคำถามล่วงหน้า
  2. เริ่มต้นการสัมภาษณ์ สร้างบรรยากาศในการสัมภาษณ์ที่ดี ยิ้มแย้ม เป็นมิตร รวมไปถึงชี้แจงจุ้ดประสงค์ที่ทำการสัมภาษณ์ในวันนี้ และบอกถึงความสำคัญของการทำการสัมภาษณ์
  3. การสัมภาษณ์และรวบรวมข้อมูล มวนความครบถ้วนของข้อมูลที่ต้องการ สนใจและตั้งใจฟัง ใช้คำถามปลายเปิดเพื่อให้ได้ข้อมูลที่มากและละเอียดมากยิ่งขึ้น ให้ความสำคัญกับคำตอบที่ได้
  4. การสรุปการสัมภาษณ์ สรุปข้อมูลที่ได้มาและเปิดโอกาสให้ซักถามเพิ่มเติม รวมไปถึงการนัดหมายครั้งต่อไปและกล่าวคำขอบคุณ

Sessionที่3 : การแลกเปลี่ยนความรู้กับอาจารย์โม ในการทำteleconsultationในผู้สูงอายุ มีการใช้อยู่อย่างแพร่หลายในเพราะนอกจากเหตุการณ์โรคระบาดของโรค covid-19แล้วยังมีในเรื่องของสภาพร่างกายของผู้สูงอายุที่มักเดินทางมารับการรักษาที่ลำบากอีกด้วย

ดังนั้น teleconsultation ในผู้สูงอายุจึงเป็นอีก1ทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ไม่สามารถมาทำการติดตามผลการรักษาอย่างได้บ่อยครั้งหรือเป็นประจำโดยรูปแบบการทำ teleconsultation ที่อาจารย์โมได้นำมาให้ดูจะเป็นในรูปแบบของ application ที่ชื่อว่า care4caregiver เป็น application ที่ผู้ดูแลสามารถทำการบันทึกข้อมูลต่างๆที่จำเป็นในการดูแลรักษาอาการของผู้รับบริการ เช่น การบันทึกจำนวนของตัวยาที่ผู้รับบริการทานในแต่ละวัน,การบันทึกเมนูอาหารที่ผู้รับบริการทานในผู้รับบริการที่ต้องมีการควบคุมโภชนาการในแต่ละวัน , ข้อมูลการขับถ่ายของผู้รับบริการ,การวัดvital sign ของผู้รับบริการ รวมไปถึงมีช่องทางสำหรับการติดต่อระหว่างผู้ดูแลกับทางทีมสหวิชาชีพโดยเฉพาะเผื่อในกรณีที่ต้องการปรึกษาเกี่ยวกับอาการที่ไม่เร่งรีบของผู้รับบริการอีกด้วย แต่ในการทำ teleconsultation ก็ยังมีข้อเสียอยู่บ้าง อย่างเช่น ไม่มีอุปกรณ์ที่สามารถใช้สำหรับการทำ teleconsultation หรืออาจจะทำตามที่นักกิจกรรมบอกได้ไม่ถูกต้องหรือครบถ้วนอีกด้วย