ในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส COVID-19 ทำให้การเข้ารับบริการทางกิจกรรมบำบัดนั้นมีข้อจำกัดเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในผู้รับบริการที่อยู่ในกระบวนการรักษาซึ่งต้องมีความต่อเนื่อง การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยจึงเป็นทางหนึ่งที่ช่วยให้ผู้รับบริการยังคงสามารถรับบริการทางกิจกรรมบำบัดต่อเนื่องไปได้

       Telehealth Occupational Therapy คือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารทางไกลเพื่อให้บริการด้านการบำบัดรักษา (ทางกิจกรรมบำบัด) ตัวผู้เขียนมองว่านักกิจกรรมบำบัดควรเรียนรู้ในการให้บริการผ่าน Telehealth เพราะนอกจากจะเป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถทำให้การบำบัดรักษาดำเนินต่อไปได้ในสภาวะการเกิดโรคระบาดเช่นปัจจุบันแล้ว ยังเป็นอีกทางเลือกในการให้บริการผู้รับบริการที่ไม่สะดวกในการเดินทางมาพบนักกิจกรรมบำบัด หรือใช้เพื่อติดตามอาการ/แนะนำผู้รับบริการที่ทำการฟื้นฟูอยู่ที่บ้านตนเอง รวมทั้งการลดค่าใช้จ่ายของผู้รับบริการในการเดินทางมารับบริการได้ด้วย

       การที่จะเริ่มใช้ Telehealth จำเป็นที่จะต้องตกลงร่วมกันกับผู้รับบริการและญาติ ว่าด้วยเรื่องของการอนุญาต สิทธิผู้ป่วยต่าง ๆ และขอบเขตของการให้บริการ พูดคุยตกลงร่วมกันกับผู้รับบริการและญาติในเรื่องต่าง ๆ เช่น ความพร้อมของอุปกรณ์สื่อสารและความพร้อมของตัวผู้รับบริการเอง ตกลงร่วมกันว่าจะเริ่มการบำบัดรักษาต่อจากเดิมหรือการเริ่มตั้งเป้าหมายการรักษาใหม่ เป็นต้น

       ทั้งนี้ ในการทำ Telehealth สามารถทำได้ในผู้รับบริการฝ่ายต่าง ๆ ทั้งในเด็ก ฝ่ายกาย(ผู้ใหญ่) และผู้สูงอายุ แต่ยังไม่ค่อยพบการศึกษาการทำ Telehealth ในผู้รับบริการฝ่ายจิตสังคม

       กระบวนการที่สามารถทำได้ผ่านการทำ Telehealth มีทั้งการประเมินหรือประเมินซ้ำ การให้คำปรึกษา การดูแล การให้การบำบัดรักษา ซึ่งจากการเรียนรู้และการฟังจากนักกิจกรรมบำบัดที่มีประสบการณ์ ผู้เขียนเห็นด้วยกับประเด็นของข้อจำกัดในการดำเนินกระบวนการเหล่านี้ผ่านการทำ Telehealth เช่น การประเมินกำลังกล้ามเนื้อ (MMT) ของผู้รับบริการ ซึ่งต้องมีการจัดท่าทางหรือให้แรงต้านกับผู้รับบริการ ซึ่งผู้ประเมินทำได้เพียงบอกให้ญาติช่วยทำให้ดูผ่านกล้อง ไม่ได้ประเมินด้วยตนเองโดยตรง ทำให้อาจเกิดการประเมินที่คลาดเคลื่อนขึ้นได้ หรือ การให้กิจกรรมในการบำบัดรักษาเด็กสมาธิสั้น (ADHD) จะเกิดความยากลำบากในการให้บริการ หากเด็กไม่สนใจจดจ่อกับหน้าจอของผู้บำบัดหรือเดินไปมา เป็นต้น

       สำหรับเทคนิคที่จะช่วยทำให้การทำ Telehealth ได้ผลหรือมีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้แก่

  1. การวางแผนและการเตรียมความพร้อม ซึ่งควรจะมีความรัดกุม มีแผนสำรอง รวมไปถึงการศึกษา platform หรือ program ที่จะใช้ติดต่อสื่อสารกับผู้รับบริการ เพื่อที่จะเลือกใช้งาน function ของ platform นั้น ๆ ให้เหมาะกับการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
  2. การสร้างปฏิสัมพันธ์กับญาติหรือผู้ดูแล เพราะพวกเขามีส่วนสำคัญอย่างมากในการช่วยให้การให้บริการทาง Telehealth มีประสิทธิภาพและผ่านไปได้ด้วยดี ทั้งยังเป็นผู้ที่นักกิจกรรมบำบัดจะให้คำแนะนำปรึกษารวมถึงพูดคุยติดตามอาการของผู้รับบริการด้วย
  3. การออกแบบกิจกรรมให้มีความเหมาะสม โดยเฉพาะในผู้รับบริการเด็ก ไม่ควรเน้นกิจกรรมที่ต้องอาศัยหรือทำในคอมพิวเตอร์เป็นหลัก เน้นกิจกรรมที่มีโครงสร้างกระตุ้นการรับรู้ทางสายตา เห็นได้ชัดเจน เป็นกิจกรรมที่มีตัวอย่างให้ทำตามได้ รวมทั้ง การจัดการพฤติกรรมของผู้รับบริการ ระหว่างการบำบัดรักษาผ่าน Telehelth โดยคำนึงถึงความสัมพันธ์ของช่วงความสนใจกับอายุของเด็ก สิ่งแวดล้อมที่อาจรบกวน การใช้คำพูดเชิงบวก หลีกเลี่ยงคำจำพวก "อย่า" "ไม่" การให้รางวัลเมื่อเด็กให้ความร่วมมือดี เป็นต้น

       จากเทคนิคต่าง ๆ ที่ผู้เขียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของนักกิจกรรมบำบัด ผู้เขียนเห็นว่าเป็นแนวทางที่ดีในการให้บริการผ่าน Telehealth แต่ทั้งนี้ ล้วนขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้บำบัดแต่ละคน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการสร้างปฏิสัมพันธ์กับญาติของผู้รับบริการเพื่อให้คำแนะนำ ทั้งในระหว่างการบำบัดรักษา การติดตามผล

       การให้การบำบัดรักษาผ่าน Telehealth แม้จะมีข้อจำกัดอยู่ไม่น้อย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นช่องทางหนึ่งในการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักกิจกรรมบำบัดและผู้รับบริการ ให้สามารถคงความต่อเนื่องทางการให้บริการทางกิจกรรมบำบัดต่อไปได้ในสถานการณ์เช่นปัจจุบันนี้