คงต้องยอมรับว่าในช่วงขวบปีทีผ่านมาหนึ่งในหน่วยงานที่ถูกจับตามองมากที่สุดแห่งหนึ่งในกระทรวงการคลัง ก็คงหนีไม่พ้น "กรมบัญชีกลาง" เนื่องจากว่าในปีงบประมาณ 2549 กระทรวงการคลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่องจนถูกตราหน้าว่า "ถังแตก" ซึ่งเกิดการใช้จ่ายจนเกือบจะเกินตัวถึงขนาดที่ว่าส่วนราชการต่าง ๆ เบิกจ่ายงบประมาณได้ช้าไปจากเดิมในอดีต เพราะลือกันให้แซดว่าจากกรมบัญชีกลางมีเงินไม่พอจ่ายนั่นเอง   แต่ในขณะนี้เมื่อการเมืองไทยมีการผลัดเปลี่ยนผู้นำรัฐบาล จึงเป็นเรื่องหนีไม่พ้นที่กระทรวงการคลังจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงการทำงานตามไปด้วยซึ่งภายหลังจากที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ถูกแต่งตั้งขึ้นมาเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ไม่นาน "นาย ปิยพันธ์ นิมมานเหมินท์ " ได้ถูกโยกจากตำแหน่งรองปลัด กระทรวงการคลัง มานั่งเป็นอธิบดีกรมบัญชีกลาง คนใหม่แทนนาย บุญศักดิ์ เจียมปรีชา

คุณปิยพันธ์ บอกกับ"มุมมองนักบริหาร" ว่า เขาเองเป็นลูกหม้อของที่นี่มาก่อนอยู่แล้ว เพราะก่อนหน้านี้    ก็เคยปฏิบัติงานอยู่ที่นี่มานานพอสมควร ก่อนที่จะถูกเปลี่ยนสายงานไปที่กรมธนารักษ์ จนกระทั่งได้ขึ้นเป็นถึงรองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ก่อนจะย้ายกลับมาเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง รองปลัดกระทรวงการคลัง และได้กลับมาทำหน้าที่อธิบดีกรมบัญชีกลางในปัจจุบัน  

           เขาบอกว่าประวัติการทำงานของเขาผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างมากมาย โดยเฉพาะในช่วงดำรงตำแหน่งเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลังนั้น ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ตรวจการทุจริตในเรื่องใหญ่ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตในมูลนิธิลด ละ เลิก ของกรมสรรพสามิต รวมทั้งการแต่งตั้ง 4 รองอธิบดีกรมสรรพากรที่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยให้เป็นโมฆะ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าเพราะสาเหตุใดถึงถูกแต่งตั้งขึ้นมาดูแลหน่วยงานสำคัญของ กระทรวงการคลังได้  "แม้ว่าตอนนี้ผมจะย้ายมาดำรงตำแหน่งอธิบดีแล้วแต่งานตรวจสอบที่เคยได้รับ มอบหมาย     ก็คืบหน้าไปมากแล้วจนเรียกได้ว่าบางเรื่องเกือบจะเสร็จแล้วด้วยซ้ำ ซึ่งผมเชื่อว่าเร็ว ๆ นี้จะมีความคืบหน้าออกมาให้เห็นได้แน่ ๆ"

            คุณปิยพันธ์ ได้เปิดเผยกับ "มุมมองผู้บริหาร" อีกว่ากรมบัญชีกลาง ถือเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่มี ความสำคัญเนื่องจากหน้าที่หลักของกรมบัญชีกลางก็คือ การเป็นผู้บริหารการคลังภาครัฐ โดยจะหลัก ๆ แล้วจะเป็นงานการกำกับดูและวางกฎเกณฑ์การเบิกจ่ายงบประมาณ รวมทั้งจัดหามาตรการจรวจสอบและประเมินผลการดำเนินงานในทุก ๆ ด้าน รวมไปถึงเรื่องของกฎหมาย บัญชีการเบิกจ่าย การตรวจสอบภายใน สวัสดิการของลูกจ้างและข้าราชการ การบริหารเงินนอกงบประมาณ ฯลฯ   "นอกจากนี้เรายังมีหน้าที่กำกับดูแลระเบียบการประเมินผล    การจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารหน่วยราชการ การอบรมพัฒนาคุณภาพของบุคลากร เงินเดือนและบำเหน็จบำนาญของข้าราชการ รวมถึงการพัฒนาด้านการคลังในด้านต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย"   จะเห็นได้ว่างานในส่วนของกรมบัญชีกลางนั้นมีความสำคัญทั้งสิ้น ดังนั้นในเบื้องต้นหลังจากที่นายปิยพันธ์เข้ามารับตำแหน่งใหม่จึงได้ทำการลำดับความสำคัญของงานแต่ละส่วน ซึ่งอธิบดีกรมบัญชีกลางคนใหม่เห็นว่าเรื่องที่กรมบัญชีกลางจะเริ่มดำเนินการก่อนในเบื้องต้นมีอยู่ด้วยกัน 3 เรื่อง 1. เรื่องระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ (GFMIS) ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นงานที่ทางสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดำเนินการ แต่รัฐบาลชุดใหม่มองว่า

มีการทำงานที่ซ้ำซ้อนกับกรมบัญชีกลาง ดังนั้นเมื่อวันที่ 7 พ.ย. ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแลการทำงานของ GFMIS แทน   "เมื่อกระทรวงการคลังรับเรื่องมาแล้วก็ได้ทำการแยกงานออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.ระบบไอทีหรือระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้ให้สำนักปลัดกระทรวงการคลังเป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ และส่วนที่ 2 . นั่นคือ ระบบการเงินการคลัง เอกสารจัดซื้อจัดจ้างในระบบ GFMIS นั้นกรมบัญชีกลางจะเป็นผู้ดูแลให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ลดปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีตลงเนื่องจาก ที่ผ่านมานั้นผู้ใช้ระบบดังกล่าวไม่ได้เป็นคนจัดทำระบบเองจึงเกิดปัญหาขึ้น ซึ่งตนมั่นใจว่าเมื่อกรมบัญชีกลางเข้าไปดูแลระบบดังกล่าวแล้ว ปัญหาทุกอย่างจะหมดไป"   โดยสาเหตุที่นายปิยพันธ์เชื่อว่าระบบ GFMIS จะดีขึ้นเนื่องจากว่าขณะนี้กรมบัญชีกลางได้มีการติดต่อไปยังสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ซึ่งมีหน้าที่ดูแลการเบิกจ่ายหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เพื่อประสารข้อมูลในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายงบประมาณและหนี้ของแต่ละหน่วยงาน ให้ครอบคลุมไปยังรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ด้วย เพื่อให้ระบบGFMIS ได้ถูกนำมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าในอดีต   ด้านงานที่ 2 คือ การแก้ไขกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (อี-อ๊อกชั่น) ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้กรมบัญชีกลาง เป็นศูนย์กลางในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการบริหารงานการคลังภาครัฐให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมมากที่สุด โดยขณะนี้กรมบัญชีกลาง ได้ปรับปรุงกระบวนการทำอี-อ๊อกชั่น โดยจะมีการแก้ไขระเบียบจากเดิมที่ต้องทำอี-อ๊อกชั่นในรายการที่มีมูลค่า 2 ล้านบาทขึ้นไป ให้มีการประมูลในที่เดียวกัน เพิ่มเป็น 2-10 ล้านบาท แต่ไม่จำเป็นต้องประมูลเดียวกัน และรายการที่ต้องประมูลผ่านอี-อ๊อกชั่น ที่มีมูลค่าไม่เกิน 10 ล้านบาท นั้นก็ไม่จำเป็นที่จะต้องตั้งคณะกรรมการ     ร่างทีโออาร์ขึ้นมา แต่ยังต้องมาเผยแพร่ขั้นตอนบนเว็บไซต์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลการทำงานสู่สาธารณชนเหมือนเดิม   นอกจากนี้ในส่วนของค่าบริการแก่ตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีการร้องเรียนของผู้ประกอบการว่ามีการตัดราคาค่าบริการกันเองนั้น กรมบัญชีกลางได้ทำการแก้ไขเรื่องดังกล่าวโดยให้คิดค่าบริการเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าการประมูล ซึ่งต่างจากเดิมที่จะมีการคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เหมือนกันแต่ จะมีการกำหนดเพดานค่าใช้จ่ายไว้ด้วย โดยการแก้ไขระเบียบในครั้งนี้จะกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนมากขึ้น คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน ม.ค.2550 อย่างแน่นอน

 

          งานที่ 3 ได้แก่ งานด้านการบริหารการคลังภาครัฐ ซึ่งเดิมมีการสร้างระบบเตือนภัยในเรื่องดังกล่าวอยู่        3 เรื่อง ได้แก่ 1.การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณของส่วนราชการให้ได้ตามเป้าที่กำหนดไว้   2.การติดตามดูแลเรื่องเงินคงคลังให้ตรงกับการใช้จ่ายเพื่อความโปร่งใส และมีสภาพคล่อง   และ 3.การดูแลการบริหารงบกลาง ที่อยู่ในกรอบได้อย่างถูกต้อง และหลังจากนี้กรมบัญชีกลางก็อาจจะอกมาตรการอื่นออกมาเพื่อควบคุมการทำงานให้ดีขึ้นอีกด้วย   "สุดท้ายนี้ผมจึงมีความมั่นใจว่ากรมบัญชีกลางจะมีมาตรการติดตามดูแลการใช้จ่ายต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด ผมจึงเชื่อมั่นว่าจากปัญหาต่าง ๆ ที่เคยประสบมาในอดีตนั้น ผมจะดำเนินการแก้ไขให้กรมบัญชีกลางดีขึ้นได้อย่างแน่นอน" นายปิยพันธ์กล่าวอย่างมั่นใจทิ้งท้าย

 

แนวหน้า : 22 ธ.ค.  49