Case : ไฟไหม้ธุรกิจ จะต้องทำอะไร      

             สำหรับธุรกิจแล้ว  ไฟไหม้ ก่อให้เกิดความเสียหายนานานัปการ นับตั้งแต่ปัจจัยภายในบริษัท  พนักงานขาดความไม่แน่นอนทางความมั่นคง  ข้อมูลต่างๆ  ด้านบัญชี  ด้านการเงิน ด้านการตลาด ด้านการผลิต ด้านการขายและบริการ  สูญหายไปกับไฟไหม้แล้ว  จะก่อให้เกิดผลกระทบด้านปัจจัยภายนอกตามมาด้วย  ทำให้ธุรกิจเกิดการชะงัก  ภาพพจน์ ความน่าเชื่อถือจะลดลง  ซึ่งเกิดจากการทำธุรกรรมทางการค้าเกิดความไม่แน่นอน ส่วนแบ่งการตลาดลดลง และสูญเสียลูกค้า ดังนั้น  เราจะต้องมีแผนสำรองของธุรกิจที่เกี่ยวกับการเสี่ยงภัยที่จะเกิดขึ้น  สำหรับกรณีนี้จะกล่าวถึงการเกิดเพลิงไหม้                   ในการทำธุรกิจจะต้องมีการบริหารความเสี่ยงของธุรกิจ  ซึ่งแม้นจะทำให้ต้องเสียค่าประกันภัย  ค่าใช้จ่ายต่าง ๆที่จะเกิดขึ้น  ซึ่งเป็นการป้องกัน ดีกว่าการแก้ไขซึ่งส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงถ้าเกิดเหตุการณ์ขึ้น  ดังนั้นการบริหารความเสี่ยงของธุรกิจที่เกี่ยวกับเพลิงไหม้จะทำให้เกิดความบรรเทาความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น  ซึ่งจะต้องบริหารความเสี่ยงเกี่ยวกับเพลิงไหม้ มีดังนี้   

 - การประกันเกี่ยวกับอัคคีภัย

- การประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก       

 -จัดทำแผนป้องกันการเกิดอัคคีภัย

 - การจัดทำแ ผนฉุกเฉินทางธุรกิจที่เกี่ยวกับข้อมูลของบริษัท  

การประกันเกี่ยวกับอัคคีภัย

                    จัดทำกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยสำหรับธุรกิจ จะให้ความคุ้มครองถึงความสูญเสียหรือความเสียหายของทรัพย์สินที่เอา ประกันภัยได้แก่ สิ่งปลูก สร้าง เครื่องจักร เฟอร์นิเจอร์ สิ่งตกแต่ง การติดตั้ง    ระบบไฟฟ้า และน้ำประปา ระบบทำความเย็น  สต๊อคสินค้า  และอื่นๆ อันจาก ไฟไหม้   ฟ้าผ่า   การระเบิดทุกชนิด  ภัยจากยานพาหนะ หรือ ช้าง ม้า วัว ควาย  จากการชน  ภัยจากอากาศยานหรือวัตถุที่ตกจากอากาศยาน  ภัยเนื่องจากน้ำเกิดขึ้นได้แก่  ภัยลมพายุ  ภัยจากลูกเห็บ   ภัยจากควัน  ภัยแผ่นดินไหว  ภัยน้ำท่วม  ภัยจลาจล และนัดหยุดงาน  ภัยเนื่องจากป่าเถื่อนและการกระทำด้วยเจตนาร้าย  ภัยระอุ  ภัยระอุที่มีการลุกไหม้ / ระเบิด  ภัยต่อเครื่องไฟฟ้า กรมธรรม์ประกันอัคคีภัย ซึ่งให้ความคุ้มครองพื้นฐานเพียง 3 ภัย ได้แก่ ไฟไหม้ ฟ้าผ่า และการระเบิด แต่กรมธรรม์ประกันอัคคีภัยสำหรับธุรกิจ  ให้ความคุ้มครองพื้นฐานเพิ่มเติม  ดังข้างต้น   การกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัย            ผู้เอาประกันสามารถเลือกการกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยได้ 2 แบบ คือ แบบปกติ โดยการกำหนดจำนวนเงินเอาประกันตามมูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์สิน และ แบบการชดใช้ตามมูลค่าทรัพย์สินที่เป็นของใหม่ 

  การประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก

                    จัดทำกรมธรรม์  การประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก ( Business Interruption Insurance) ธุรกิจหยุดชะงัก หมายถึง การที่โรงงาน / กิจการ  ต้องหยุดดำเนินการผลิตชั่วคราวเพื่อรอการซ่อมแซมหรือสร้างโรงงานใหม่ อันเป็นผลสืบเนื่องจากความเสียหายที่เกิดต่อทรัพย์สิน การประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก มีบทบาทในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเจ้าของธุรกิจ โดยหลักการแล้วการประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก เป็นการประกันภัยที่คุ้มครองความสูญเสียในทางการค้า   การผลิตก็จะหยุดชะงักลงซึ่งเป็นผลเสียหายสืบเนื่องจากเพลิงไหม้ทำให้เกิด ยอดรายได้ของเจ้าของกิจการลดลง   ค่าใช้จ่ายในส่วนที่ยังคงต้องจ่ายแม้จะไม่มีการผลิต เช่น ค่าเงินเดือน  ค่าดอกเบี้ย ค่าเช่า เป็นต้น 

  จัดทำแผนป้องกันการเกิดอัคคีภัย แผนป้องกันการเกิดอัคคีภัย แบ่งเป็น 3 กรณี คือ

1. ก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้ ซึ่งจะประกอบด้วยแผนป้องกันอัคคีภัยต่าง ๆ 3 แผน คือ แผนการอบรม แผนการรณรงค์ป้องกันอัคคีภัย และแผนการตรวจตรา

2. ขณะเกิดเหตุเพลิงไหม้ ซึ่งจะประกอบด้วยแผนเกี่ยวกับการดับเพลิง และลดความสูญเสียโดยประกอบด้วยแผนต่าง ๆ 3 แผน คือ แผนการดับเพลิง แผนการอพยพหนีไฟ และแผนบรรเทาทุกข์  สำหรับแผนบรรเทาทุกข์ จะเป็นแผนที่มีการปฏิบัติต่อเนื่องไปจนถึงหลังเหตุเพลิงไหม้สงบลงแล้วด้วย

3. หลังเหตุเพลิงไหม้สงบลงแล้ว จะประกอบด้วยแผนที่จะดำเนินการเมื่อเหตุเพลิงไหม้สงบลงแล้ว 2 แผน คือ แผนบรรเทาทุกข์ ซึ่ง ดำเนินการต่อเนื่องจากภาวะเกิดเหตุเพลิงไหม้ และแผนปฏิรูปฟื้นฟู    

    จัดทำแผนฉุกเฉินทางธุรกิจที่เกี่ยวกับข้อมูลของบริษัท        

                        แม้จะมีเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง กิจการจะต้องจัดทำแผนฉุกเฉิน  เพื่อให้สามารถดำเนินงานทางธุรกิจให้มีความต่อเนื่อง หรือมีความเสียหายให้น้อยที่สุด  สำหรับแผนฉุกเฉินเกี่ยวกับข้อมูลของบริษัท ซึ่งเป็นข้อมูลที่ทำให้เกิดธุรกรรมทางการค้า หรือการดำเนินงานของธุรกิจ  ได้แก่  ข้อมูล ด้านบัญชี  ด้านการเงิน ด้านการตลาด ด้านการผลิต ด้านการขายและบริการ  ข้อมูลเกี่ยวกับการเสียภาษี  เป็นต้น                  ข้อมูลแบ่งออกเป็น  2   ประเภทคือ  ข้อมูลที่เป็นในรูปของการเก็บเป็น แบบ  แฟ้มในคอมพิวเตอร์   (  Soft File  )  และในรูปของการลงบันทึกในกระดาษ  (   Hard  File )                

  ข้อมูลที่เก็บในลักษณะ จะต้องสามารถเรียกข้อมูลนำมาใช้ได้  ซึ่งจะมีวิธีดำเนินการดังนี้           

      1. เอกสารในรูปของ  Soft File  มีการสำเนาข้อมูลในรูปของ เทปข้อมูล  แผ่นข้อมูล   ระบบ  IT ลักษณะเป็น   Server   และ เก็บไว้ในสถานที่อื่น เช่น  ฝากไว้ในธนาคาร  สำนักงานสาขา  คลังข้อมูล  เป็นต้น  โดยมีรอบของการเก็บสำเนาที่เหมาะสมกับกิจการและแต่ละข้อมูลต่าง     ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์เพลิงไหม้ ขึ้น  สามารถนำข้อมูลนั้นมาใช้ ปฏิบัติได้ ทำให้ไม่เกิดผลกระทบกับลูกค้า หรือมีผลกระทบทางธุรกิจ ในระยะเวลาอันสั้น ๆ           

      2. เอกสารในรูปของการลงบันทึกในกระดาษ   เอกสารที่มีสำเนามากว่า 1 ชุด  ได้แก่สัญญา ต่าง ๆ ให้มีการเก็บเอกสารแยกเก็บไว้แต่ละสถานที่   เช่น เก็บไว้ที่สำนักงาน และเก็บไว้ที่คลังเอกสาร เป็นต้น  ทำให้ไม่มีปัญหาด้านกฎหมายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต   สำหรับเอกสารที่เกี่ยวกับประกันภัยจะต้องมีเก็บสำเนาไว้ที่ธนาคาร /คลังข้อมูล              

   3.  เอกสารที่มีในรูปของ  Soft File  และ  Hard File ด้วย   จะต้องมีการทำสำเนา ดังเช่น ข้อ  1    และ ข้อ 2   ซึ่งสามารถนำข้อมูลที่เป็น Soft File    มาใช้ในการปฎิบัติได้ ส่วนเอกสารที่เป็น    Hard Fileจะใช้ในกรณีที่เป็นการอ้างอิง                 ทั้งนี้จะต้องมี แผนทดสอบการค้นหาข้อมูลที่เป็นสำเนาทั้งในรูปของ Soft File  และ  Hard File ว่าสามารถเรียกข้อมูล หรือจัดหาเอกสารตามที่ต้องการได้            

     สรุป การเกิดเพลิงไหม้ จะต้องทำการ บริหารความสี่ยงทางธุรกิจ

- การประกันเกี่ยวกับอัคคีภัย

- การประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก  

 - จัดทำแผนป้องกันการเกิดอัคคีภัย

   - จัดทำแผนฉุกเฉินทางธุรกิจที่เกี่ยวกับข้อมูลของบริษัท          

       ทั้งนี้รายได้หรือค่าชดเชยที่กิจการได้รับ จะต้องนำไปเป็นค่าใช้จ่ายหรือชดเชยให้พิเศษสำหรับพนักงาน หรือ ลูกจ้าง ที่ได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้น ตามกฎหมายหรือมากกว่าที่กฎหมายกำหนด   

พระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับอัคคีภัย ได้แก่

1. พระราชบัญญัติป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน พ.ศ.2522
2. พระราชบัญญัติป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ.2542
3. พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 แก้ไขเพิ่มเติม  (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2543
4. พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด   ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490


 
กองบังคับการตำรวจดับเพลิงเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2546 คณะรัฐมนตรี (ครม.)มีมติเห็นชอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โอนภารกิจด้านการดับเพลิงและบรรเทาสาธารณภัย จากกองบังคับการตำรวจดับเพลิง มาอยู่ในความรับผิดชอบของกรุงเทพมหานคร(กทม.) ซึ่งจากมติดังกล่าว กทม.จึงอาศัย พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกทม. หมวด 3 ว่าด้วยการจัดระเบียบบริหารราชการกทม. โดยคณะกรรมการข้าราชการกทม. ได้มีมติครั้งที่ 8/2546 เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2546  ให้จัดตั้งสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยขึ้น โดยรวมหน่วยงานของกทม. คือ กองป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน สำนักปลัดกทม. ฝ่ายบรรเทาผู้ประสบภัย กองสังคมสงเคราะห์ สำนักงานสวัสดิการสังคม และกองบังคับการตำรวจดับเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแล ของสำนักป้องกันและบรรเทา         สาธารณภัย  กรุงเทพมหานคร