• เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ

‘อเนก นาคะบุตร’ กับภารกิจสลาย คลื่นใต้น้ำ ภาคสังคม

“สังคมไทยกำลังอยู่ใน ภาวะเสี้ยนยา ยาตัวนี้ก็คือนโยบายประชานิยม ถ้ารัฐบาลชุดนี้ไม่ให้ อนาคตจะเกิดการเรียกร้องครั้งใหญ่หรือคลื่นใต้น้ำ ภาคสังคม เป็นระเบิดที่รัฐบาลชุดที่แล้ววางไว้ ซึ่งอาจระเบิดขึ้นในเร็วๆ นี้

                (ข่าวลงใน นสพ.โพสต์ทูเดย์ โดย นันทยา วรเพชรายุทธ ฉบับวันที่ 20 พฤศจิกายน 2549 หน้า 9)

                การปฏิรูปสังคมไทยนับว่าหนึ่งในวาระสำคัญของรัฐบาลที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการปฏิรูประบบการเมือง  โดยเฉพาะการจัดการให้เกิดการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐและประชาชนทุกภาคส่วนเพื่อนำไปสู่สังคมที่สามารถอยู่เย็นเป็นสุดร่วมกัน  และเพื่อไม่ให้การกำหนดทิศทางของสังคมเกิดจากคนในเมืองหลวงหรือรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว

                สิ่งเหล่านี้จึงเป็นความท้าทายของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  (พม.)  ที่จะขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าวไปสู่ความสำเร็จ  โพสต์ทูเดย์  จึงขอนำเสนอบทสัมภาษณ์พิเศษของ  อเนก  นาคะบุตร  ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ  พม.  ที่จะมาให้ทัศนะว่า  พม.จะเดินไปอย่างไรบนเส้นทางปฏิรูปสังคมอันท้าทายต่อจากนี้

พม.จะเดินหน้าปฏิรูปสังคมอย่างไร

                ในอดีตพื้นที่ความคิดอยู่ที่กรุงเทพฯ  ขณะที่  76  จังหวัด  เป็นเพียงพื้นที่รับคำสั่ง  ดังนั้น  พม.จะทำหน้าที่เปิดเวทีให้ทุกภาคส่วนมาเป็นผู้กำหนดแผนแม่บทพัฒนาสังคม  เช่น  เวทีเสวนาขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สังคมที่เชิญตัวแทนจากทุก  76  จังหวัดมาร่วม  โดยมีเนื้อหาคือ  การแสดงเจตจำนงที่ต้องการให้บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ  และทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจ  ที่นำไปสู่เศรษฐกิจพอเพียง

                การปฏิรูปสังคมครั้งนี้คือการที่มีปัญหาแล้วทุกคนต้องช่วยกันแก้ปัญหา  โดยเราจะสร้างพื้นที่สาธารณะให้ทุกคนเรียนรู้ร่วมกันและส่งเสริมให้เกิดการจัดการพัฒนาคนในชุมชน  การทำให้สังคมเข้มแข็งของ  พม.  จึงเป็นการผลักดันให้ประชาชนมีส่วนร่วมสร้างเจตนารมณ์ของบ้านเมือง  ไม่ใช่รอความคาดหวังจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียว  เช่นให้ร่วมกันคิดว่า  สังคมอยู่เย็นเป็นสุขในอีก  5-10  ปี  ข้างหน้าเป็นอย่างไร

ใน  1  ปีนี้จะเห็นอะไรบ้าง

                2-3  เดือนนี้จะมีแผนแม่บทการพัฒนาสังคมระดับประเทศที่เกิดจากการระดมความเห็นจากแต่ละจังหวัด  คาดว่าจะเสร็จในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์  รวมทั้งจะส่งเสริมให้สังคมหันมาดูแลผู้ถูกทอดทิ้งให้มากขึ้นในทุกชุมชน  นอกจากนี้ต้องจัดระบบวางแผนเศรษฐกิจพอเพียงในทุกชุมชนทั่วประเทศ  โดยมีแผนการเงินการคลังร่วมกัน  ระหว่าง  ท้องถิ่น  ภาคธุรกิจ  รัฐบาลกลาง  เพื่อไปปรับระบบเศรษฐกิจและวิธีคิดเรื่องการบริโภคและแนวทางการผลิต  หวังว่าจะลดคลื่นใต้น้ำได้จำนวนหนึ่งด้วยการทำให้สังคมแข็งแรง

                จากนั้นในเดือนเมษายนจะเริ่มเสนอ  พ.ร.บ.ชุมชนท้องถิ่นเข้าสภารวมถึง  พ.ร.บ.ภาคประชาสังคม  พ.ร.บ.เศรษฐกิจพอเพียง  และ  พ.ร.บ.ส่งเสริมเด็ก  ครอบครัว  และเยาวชน  โดยอาจมีการต้องกองทุนช่วยเหลือสังคมต่างๆ  ซึ่งมีความคิดที่จะนำเงินสลากกินแบ่งมาช่วยและสุดท้าย  คาดว่า  ใน  1  ปี  น่าจะสามารถปรับโครงสร้างทางสังคมได้ ประมาณ  20  จังหวัด

                เมื่อประชาชนได้เงินหรือสิ่งของมาง่ายๆ  จึงเกิดภาวการณ์ติดค่านิยมบริโภคแบบใหม่ที่เลิกยาก  เช่น  ค่านิยม  ขาวสวยหมวยอึ๋ม  ถ้าไม่ขาวก็ไม่สวย  สังคมถูกล้างสมองด้วยการบริโภคขนานใหญ่  และเป็นการพึ่งพิงแนวคิดของตะวันตก  จึงเกิดความรู้สึกปฏิเสธสิ่งที่ตนเองมีอยู่และขอบเขตที่ตนเองสามารถหาได้เองจริงๆ  กลายเป็นต้องพึ่งงบประมาณขนานใหญ่ที่รัฐบาลจัดให้  จึงนำสู่ความขัดแย้งว่า  ถ้ารัฐบาลชุดนี้ไม่ให้  อีก  3  เดือนหรืออนาคตข้างหน้าก็จะเกิดการเรียกร้องครั้งใหญ่  หรือคลื่นใต้น้ำภาคสังคมตามมา  เป็นระเบิดที่รัฐบาลชุดที่แล้ววางไว้  ซึ่งอาจระเบิดขึ้นในเร็วๆ  นี้

                สังคมไทยกำลังอยู่ใน  ภาวะเสี้ยนยา  ยาตัวนี้ก็คือนโยบายประชานิยม  เช่น  เมื่อเด็กติดโทรศัพท์  มือถือ  พ่อแม่ต้องคอยเติมเงินบัตรโทรศัพท์ให้ลูกเช่นเดียวกับรัฐบาลต้องเติมเงินลงในนโยบายประชานิยมเพื่อให้เงินไหล  เพราะถ้าเงินไม่ไหลก็จะเกิดอาการพ่อแม่ไม่รักหนู  เกิดการต่อรองหนักจนกลายเป็นปัญหา  ตอนนี้รัฐบาลกำลังเจอภาวะเสี้ยนยา  ถ้ารัฐบาลไม่ให้ก็เจอเกิดภาวะแตกแยกในสังคม  ซึ่งไม่ใช่จากการเมือง  แต่เป็นภาวะติดการบริโภคนิยม

                ที่ผ่านมาการจัดการทุนถูกบิดเบือนให้ผิดวัตถุประสงค์ไป  เนื่องจากชุมชนและองค์กรที่กำกับนโยบายประชานิยมอ่อนแอ  ไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบ  ได้ทำให้การเคลื่อนไหวของเงินผิดเพี้ยน  ตรงนี้ไม่อยากโทษรัฐบาลเก่าฝ่ายเดียว  ประชาชนก็มีส่วนทำให้เกิดความเพี้ยนเช่นกัน

                ส่วนต่อมาคือ  ความรู้สึกติดพรรคการเมืองที่นำไปสู่ความขัดแย้ง  ใครอยู่พรรคเสียงข้างมากอย่างพรรคไทยรักไทยจะรู้สึกว่าพรรคนี้สุดยอด  ส่วนพรรคอื่นไม่ดี  ทำให้เกิดระบบเมมเบอร์ชิปของความจงรักภักดีแบบลดแลกแจกแถม  โดยขึ้นอยู่กับผลประโยชน์มากกว่าอุดมการณ์ทางการเมือง  เทียบได้กับการขายตรงที่เจาะลงไปถึงชุมชนฐานราก  ซึ่งทำให้การรวมกลุ่มทางชุมชนอ่อนแอ  เพราะชุมชนอาศัยพึ่งพิงระบบเมมเบอร์ชิปแทนการรวมกลุ่ม

เรียกว่าสภาพรุนแรงถึงขั้นวิกฤต

                วิกฤตวันนี้คือวิกฤตสังคม  ข้าราการอ่อนแอเกิดการแปรรูป  (Privatize)  คล้ายกับรัฐวิสาหกิจภายในระบบข้าราชการ  คนที่อยู่ไม่มีแรงจูงใจ  ส่วนหนึ่งคือรัฐบาลชุดที่แล้วบริหารงานแบบไม่ผ่านระบบข้าราชการ  ส่งนโยบายไปถึงผู้รับโดยตรง  เป็นการบริหารแบบซีอีโอ  แม้ส่วนหนึ่งจะเป็นการดีเพราะข้ามความล่าช้าไป  แต่ก็ทำให้บทบาทของข้าราชการหายไป  ข้าราชการจึงอ่อนแอ

ธรรมชาติของสังคม พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงหรือไม่

                ผมคิดว่าไม่พร้อม  แต่เราก็ต้องทำถึงที่สุด  เราพยายามช่วยเหลือคนที่ถูกทอดทิ้งในสังคมก่อน  ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ถูกทอดทิ้งเดิม  ผู้ที่ประสบความเดือดร้อน  ผู้ที่ผิดหวังหรือถูกหลอกให้เชื่อในนโยบายประชานิยมที่ผ่านมา  ซึ่งคนกลุ่มนี้อาจถูกหลอกใช้ให้เป็นคลื่นใต้น้ำ  ให้เกิดความเคลื่อนไหวรุนแรงขึ้นในสังคม  ซึ่งเราต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งความเข้าใจไปที่คนกลุ่มนี้  เรียกว่าเป็นเรื่องบังคับที่ต้องทำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้และจำเป็นต้องขอความร่วมมือจากสื่อรวมถึงทุกภาคส่วน

ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม

22 ธ.ค. 49

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): ภาคประชาสังคม
หมายเลขบันทึก: 68731
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 2
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (2)

คนของ พมจ  น่าจะเข้าไป ลปรร กับ ท้องถิ่น และชุมชน  สื่อสารถึงบทเรียนดีๆของการเสริมพลังชุมชน ในกิจกรรม  เทศบาล / อบต พบประชาชน ซึ่งมีเป็นประจำ ในชุมชน

ไม่เอาใจประชาชน แล้วจะไปเอาใจใคร

เพราะประชาชนเลือกท่านมารับใช้เขา

ไม่ใช่มาเป็นนายเขา เข้าใจด้วย