บ่อน้ำ เป็นเสมือนแหล่งถ่ายทอดวัฒนธรรมของชาวบ้านและเป็นศูนย์รวมการพบปะชั้นเยี่ยมของผู้คนทั้งในแง่มุมแห่งความบันเทิงและเริงปัญญา"

ห้วงเวลาหนึ่งวันนี้    ผมได้พบปะกับนิสิตท่านหนึ่ง  เราทักทายกันเล็กน้อยแต่นั่งคุยกันนาน   ผมถามนิสิตว่าฤดูหนาว (หน้าหนาว) เช่นนี้เธอคิดถึงอะไร  เธอบอกกับผมอย่างไม่รีรอว่า เครื่องทำน้ำอุ่นและโลชั่น (ยี่ห้อหนึ่งซึ่งโด่งดัง มีราคา แต่ผมไม่เคยใช้)

     ..เธอไม่ลืมที่จะส่งคำถามกลับมายังผม  และเช่นเดียวกันผมก็ไม่ลังเลที่จะบอกกับเธอว่า "บ่อน้ำและกองไฟ"  ...     เธอหัวเราะขบขันอย่างน่ารัก  แววตาทอประกายสวยใสและมิหนำซ้ำยังบอกกับผมว่าที่บ้าน (บ้านนอกขอบชนบทของเธอ)  ไม่มีบ่อน้ำหลงเหลือให้พบเห็นอีกแล้ว  ซ้ำร้ายตั้งแต่เกิดมาเธอเองก็ไม่เคยเห็น "บ่อน้ำ"  เลยแม้แต่บ่อเดียว

แต่สำหรับผมทุกครั้งที่ลมหนาวมาเยือนความทรงจำเก่าก่อนยังแจ่มชัดราวกับเพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อวานซืน -

หมู่บ้านของผมมีบ่อน้ำ ๓ บ่อ อยู่กลางหมู่บ้าน ๑ บ่อและท้ายหมู่บ้านอีก ๒ บ่อ  (แต่ปัจจุบันก็ไม่เหลือแม้แต่ร่องรอย)  ทั้ง ๓ บ่อทำหน้าที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนในหมู่บ้านในทุกฤดูกาลอย่างไม่เคยเหือดหายไม่ว่าจะเป็น  ดื่มกิน  อาบ หุงต้ม ซักผ้า รดผัก ฯลฯ  และยังเจือจานไปถึงหมู หมา วัว ควาย เป็ด ไก่ ฯลฯ

ไม่เพียงเท่านั้น,   บ่อน้ำยังเป็นเสมือน "ศาลาประชาคม"  ให้ชาวบ้านพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวนานาสาระกันที่นั่น  ..

บ่อยครั้งเป็นเหมือนสภากาแฟถกเถียงและแลกเปลี่ยนความคิด  รวมถึงการเป็นเสมือนแหล่งบันเทิงของเด็กและหนุ่มสาวที่มาวิ่งเล่น อาบน้ำ  ฝากรัก หรือแม้แต่เลิกรักกันก็บ่อยไป

ผมชอบบรรยากาศหน้าหนาวบริเวณบ่อน้ำในย่ำค่ำ ...มีกองไฟลุกโชนไล่ความหนาวเหน็บ  ไม่ว่าก่อนหรือหลังการอาบน้ำผู้คนก็มักนั่งล้อมวงรอบกองไฟกันทั้งนั้น !

ผมเคยได้ฟังเรื่องละครทีวีผ่านกองไฟใกล้บ่อน้ำอยู่บ่อยครั้ง  ฟังเรื่องนาข้าวที่รอการเก็บเกี่ยว ฟังเรื่องการตายของยายสี ฟังเรื่องหนุ่มต่างบ้านมาสู่ขอ "เอื้อยดา" ลูกสาวคนเดียวของป้าดำ  ฟังเรื่องผ้าป่าสามัคคีที่กำลังมาถึงหมู่บ้านในเทศกาลปีใหม่.....

ผมเคยบอกกับนิสิตในโครงการเรียนรู้ร่วมกันสรรค์สร้างชุมชนเมื่อหลายปีก่อนว่า "บ่อน้ำ เป็นเสมือนแหล่งถ่ายทอดวัฒนธรรมของชาวบ้านและเป็นศูนย์รวมการพบปะชั้นเยี่ยมของผู้คนทั้งในแง่มุมแห่งความบันเทิงและเริงปัญญา"

กระทั่งเมื่อ ๒๐ กว่าปีที่แล้ว  บางครัวเรือนที่มีอันจะกินเริ่มขุดเจาะบาดาลใช้เอง  รวมถึงหน่วยงานรัฐอย่าง รพช. ตั้งหน้าตั้งตาเจาะบาดาลให้บริการชาวบ้านอย่างทั่วถึง ...  ผู้คนเริ่มไม่ออกมาพบปะและก่อกองไฟใกล้บ่อน้ำอีกแล้ว ยิ่งเมื่อประปาหมู่บ้านเข้ามามีบทบาทในแต่ละครัวเรือน  ยิ่งเหมือนกับว่าสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ได้แยกเราและเราไกลห่างออกจากกัน ...ผู้คนหันเหมาต้มน้ำอุ่นอาบกันที่บ้านของตนเอง  บ่อน้ำถูกทิ้งร้าง ตื้นเขินและท้ายที่สุดก็ถูกกลบทิ้ง  

ไม่มีกองไฟไล่ลมหนาวใกล้บ่อน้ำอีกต่อไป  ขณะที่สายลมหนาวก็ยังคงมาเยือนและโบกพัดอยู่อย่างไม่รู้จบ

       และนานมาแล้วที่เด็ก ๆ ไม่ได้วิ่งเล่นที่บ่อน้ำ  

       ไม่มีนิยายรักคนหนุ่มสาวชาวบ้านที่บ่อน้ำ 

       ไม่มีสภากาแฟที่บ่อน้ำ

       ไม่มีภาพชีวิตการอาบน้ำ ซักผ้า  รดผักที่บ่อน้ำ ....

โลกยังคงหมุนรอบตัวเอง  สังคมเปลี่ยนแปลง  เราเปลี่ยนตาม...

กระนั้นก็เถอะยังมีความทรงจำที่แจ่มชัดอยู่ในตัวผม ..และไม่ลืมที่จะหวนคิดถึงโครงการเรียนรู้ร่วมกันสรรค์สร้างชุมชนที่จากหายไปในฤดูร้อน 

คิดถึงค่ายอาสาพัฒนาของหลายชมรมที่เคยชักรอกเอาน้ำจากบ่อน้ำอันตื้นเขินและแห้งขอดของหมู่บ้านมาผสมปูนสร้างอาคารเรียนและสนามกีฬาในห้วงเดือนมีนาคมเมื่อหลายปีก่อน

(วันนี้)  ผมอาบน้ำอุ่นจากเครื่องน้ำทำน้ำอุ่น  ไม่ทาโลชั่น  แต่ก็ยังรู้สึกหนาวเย็น เพราะอานุภาพของลมหนาวยังไม่เคยเปลี่ยนแปลง 

ถึงอย่างไรตามผมก็ยังอบอุ่นทุกครั้งเมื่อได้หวนคำนึงถึงห้วงชีวิตที่เคยว่ายวนและดำเนินไปใกล้ ๆ กับบ่อน้ำและกองไฟในฤดูหนาว....  และไม่ลืมที่จะชวนให้นิสิตระดมกำลังรับบริจาคสิ่งของเครื่องกันหนาวไปสู่ชาวบ้านอันใกล้และไกลโพ้นในอีกไม่ช้า...