๑,๑๖๘ ชีวิตประจำวัน...

"จะเริ่มเปลี่ยน “ความคิดที่รอตั้งรับ รอเลี่ยงหลบ”ข้อผิดพลาด มาเป็น “เริ่มรุก”และ “ไม่รีรอ” คือ ต้องลงมือทำใหม่ทันที..การล้มแล้ว สามารถลุกขึ้นได้ทุกครั้ง “ลืมในสิ่งที่ควรลืม” “จำในสิ่งที่ควรจำ”..ชีวิตจะเพิ่มความสุขมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม..."

          คิดว่าต้องทำให้ดีที่สุด..วันนี้เหมือนมีพลังพิเศษ เป็นกำลังใจในส่วนลึก เมื่อพบว่า “บวร” หรือบ้าน วัด โรงเรียน เริ่มเป็นปึกแผ่น ทำงานร่วมกันด้วยความรักความเข้าใจมากขึ้น....

      เริ่มจาก..กิจกรรมมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน จากเงินงบประมาณอุดหนุน ของ สพฐ. เป็นทุนสำหรับนักเรียนยากจนกรณีปกติและและยากจนพิเศษ ในกรณีที่ผู้ปกครองมีรายได้น้อย

          ผมเบิกเงินจากธนาคารเกือบห้าหมื่นบาท..ใส่ซองให้นักเรียน ๔๓ คน ตั้งแต่คนละ ๕๐๐ บาท ไปจนถึง ๑,๕๐๐ บาท แต่มีเงื่อนไขว่า ผู้ปกครองต้องเดินทางมารับด้วยตนเอง...

          ก่อนที่จะลงนามรับทุนการศึกษา..ก็ต้องพบปะพูดคุยกันสักเล็กน้อย เกี่ยวกับที่มาที่ไปของทุน และเสนอแนะว่า..ควรใช้จ่ายอย่างประหยัด เพราะนับวันเงินจะหายาก..

          ควรสำรวจตรวจดูว่าลูกหลานยังขาดอะไร เกี่ยวกับเสื้อผ้าและอุปกรณ์การเรียน และโรงเรียนมีธนาคาร อาจจะไม่ต้องนำเงินฝากธนาคารทั้งหมด..เพราะชีวิตประจำวันนั้น...ต้องใช้เงิน..

          แต่เงินทุนการศึกษาจำนวนนี้..ถ้าได้ฝากบ้าง นักเรียนจะมีขวัญกำลังใจ ในช่วงปลายทาง เมื่อเขาจบ ป.๖ ก็จะมีทุนที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ เป้าหมายการออมของโรงเรียนก็จะสัมฤทธิ์ผล

          ผมบอกผู้ปกครองว่า ปีการศึกษานี้ มีเวลาเรียนไม่มาก แต่ถึงอย่างไร..ผมจะเน้นการอ่านให้เต็มที่เต็มกำลัง..ขอความร่วมมือด้วยก็แล้วกัน...ขอบคุณที่ทำให้ผมมีวันนี้...วันที่ทำงานได้อย่างราบรื่น....เมื่อพูดจบ..เสียงปรบมือดังกึกก้อง...ก็คิดว่า...เขาคงเข้าใจที่เราพูด

          เสร็จแล้ว..เดินทางไปเบิกเงินค่าอาหารกลางวัน ซึ่งต้องเบิกทุกวันศุกร์  จากนั้นก็ต้องกลับมาสอนหนังสือตามปกติ..ผ่านร้านทำป้ายไวนิล เห็นป้ายเหล็กขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก...

          เขียนคำว่า...วัดบ้านหนองผือ” ตำบลเลาขวัญ อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี..ใต้ข้อความมีคำว่า “โรงเรียนบ้านหนองผือ”   วงเล็บไว้ด้วยว่า ๓ กม. เป็นป้ายบอกทิศทางที่ทำได้มาตรฐานมาก

          รู้สึกขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ที่ท่านเจ้าอาวาสกรุณาให้ความอนุเคราะห์ บูรณาการงานป้าย วัดกับโรงเรียนเข้าด้วยกัน...วิสัยทัศน์ของท่านช่างงดงามจริงๆ

          กลับถึงโรงเรียน..ผมเรียกนักเรียนชั้น ป.๑ มาอ่านหนังสือให้ผมฟังทีละคน ข้อค้นพบเล็กๆในวันนี้ ที่ผมได้รับก็คือ..ต้องสอนตามความแตกต่างระหว่างบุคคล และต้องสอนอ่านแบบให้สะกดตัวผสมคำเสียก่อน..ที่จะสอนเป็นคำ...ยกเว้นคนที่อ่านเก่งแล้ว

          จากนั้น..ชั่วโมงสุดท้ายก็มาถึง ผมอธิบายให้นักเรียนชั้นป.๖ ฟังเกี่ยวกับแผงป้ายไวนิลที่ใช้แล้ว ให้นักเรียนตัดผืนไวนิลออก แล้วนำโครงไม้หรือกรอบไม้ ไปผูกกับเสา ยึดโยงไว้สำหรับให้บวบและถั่วฝักยาว พันเลื้อยขึ้นไป...ที่สุดแล้วนักเรียนก็ทำได้สำเร็จและสวยงาม

          ก่อนเลิกเรียน..แวะไปทดสอบนักดนตรี...เกี่ยวกับเพลงรำวงทุกเพลง ให้เล่นต่อเนื่อง โดยผสมวงกับจังหวะกลอง ในที่สุดนักเรียนทุกคนก็สอบผ่าน

          ผมปรบมือให้กำลังใจและบอกว่า..พวกเธอคือความหวังของครู ในงานบุญกฐินอินคอนเสิร์ต ที่จะจัดขึ้นในวันที่ ๒๕ ตุลาคมนี้...

          ฝนตกพรำๆ ได้เวลากลับบ้าน...แต่ก็ยังกลับไม่ได้ เพราะผมสั่งหินคลุกไว้ ให้มาถมถนนในโรงเรียนที่เฉอะแฉะเป็นหลุมบ่อ...พอเทเสร็จเรียบร้อย ก็ถือว่าเป็นงานสุดท้ายของวันนี้

          ที่ได้ใช้ชีวิตคุ้มค่ามาทั้งวัน..และคิดว่า...จะเริ่มเปลี่ยน “ความคิดที่รอตั้งรับ รอเลี่ยงหลบ”ข้อผิดพลาด มาเป็น “เริ่มรุก”และ “ไม่รีรอ” คือ ต้องลงมือทำใหม่ทันที..การล้มแล้ว สามารถลุกขึ้นได้ทุกครั้ง “ลืมในสิ่งที่ควรลืม” “จำในสิ่งที่ควรจำ”..ชีวิตจะเพิ่มความสุขมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม...

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๑๖  ตุลาคม  ๒๕๖๓

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า....จากโรงเรียนเล็ก



ความเห็น (0)