วัยเกษียณจะดำรงชีวิตอยู่อย่างไร
จึงจะมีความสุข ?

หลายคนมักจะเกังวลว่า เมื่อเราแก่ตัวไปแล้ว
เราจะทำอย่างไร จะพี่งพาลูกได้ไหมหรือถ้าใครไม่มีลูก
จะทำอย่างไร เพราะจะไม่มีใครเลี้ยงดูหรือพึ่งพาได้
ถึงแม้ว่าเราจะมีลูก แต่ลูกก็มีครอบครัวไปแล้ว
ไม่ได้อยู่กับเรา และก็ไม่อยากเป็นตัวถ่วงลูก
ต้องลำบากหรือเป็นภาระแก่ลูกจนเกินไป
นี้อาจจะเป็นข้อกังวลของคนแก่ คนสูงวัย มักขี้ใจน้อย
จะวางแผนบั้นปลายชีวิตอย่างไร
ปัจจุบันโลกของเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
ในหลาย ๆ ประเทศเริ่มเข้าสู่การเป็นสังคมของผู้สูงอายุ
และเราคงจะไม่พึ่งพาลูกหลานได้ตลอดไปเมื่อเราแก่ตัวลง
ทุกคนต้องเผชิญกับความแก่ชรา และเราจะ
ทำอย่างไรเพื่อที่จะสามารถอยู่ได้ด้วยคตนเองโดย
ไม่ต้องพึ่งพาลูกหลาน ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น
มีข้อเสนอแนะจากหลายท่าน พอประมวลได้ว่า
1. ช่วยตนเองเป็นหลัก
ดังพุทธภาษิตว่า
อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ
ตนแลเป็นที่พี่งของตน
เมื่อเราแก่ตัวลง ก็ยังต้องพึ่งตัวเอง เพราระการพึ่งลูกๆ
ก็คงไม่สามารถอยู่กับเราได้ตลอดไป ไม่ควรฝากความหวัง
ที่จะให้ลูกดูแลเราตอนแก่ตัวไปฝากไว้กับเขา ลูกๆ ก็มีงาน
ที่ต้องรับผิดชอบก็เปรียบเสมือนไปเพิ่มความ กดดัน ให้แก่พวกเขา
คุณไปอยู่กับลูกก็มักจะพูดเรื่องที่ไม่ควรพูดทำให้ไม่มีความสุข
สู้อยู่ที่บ้านของคุณเอง ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเรียบง่ายไป
ในแต่ละวันด้วยเงินเก็บของคุณตั้งแต่หนุ่มสาว
อย่าแบ่งสมบัติให้ลูกเร็วเกินไป อย่าเพิ่งโอนมรดกให้
จำไว้ทรัพย์สมบัติของพ่อแม่ยังไงก็เป็นของลูกแต่
ของลูกยังไงก็ไม่ใช่ของพ่อแม่ เมื่อถึงเวลาคุณแบมือขอเงินลูก
ก็จะรู้ว่ามันยากบำบากแค่ไหน
2. ดูแลสุขภาพกาย สุขภาพจิตให้ดี

การมีสุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี เป็นลาภอย่างยิ่ง
เพราะถึงแม้เรามีเงินมากแต่กินไม่ได้ ก็ไม่มีประโยชน์เลย
ยิ่งแก่ตัวยิ่งสำคัญเพียงแค่ให้เราหมั่นดูแลสุขภาพกาย
ให้แข็งแรง กินอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับเพียงพอ
เดินได้เอง เมื่ออายุมากขึ้นต้องรักษาสุขภาพดูแลตัวเอง
ให้มากขึ้น สนใจเรื่องของผู้อื่นให้น้อยลง ออกกำลังกาย
และเรียนรู้วิธีการดูแลสุขภาพที่ถูกวิธี ส่วนสุขภาพจิต
ก็ให้รู้จักปล่อยวาง จะไม่หลงตายเพราะบางคน
ก็ห่วงโน้นห่วงนี้จนลืมห่วงตนเอง
3. ทำชีวิตให้มีสีสัน
คือทำให้ชีวิตของเรามีสีสันและมีชีวิตชีวา
ทำให้ชีวิตเต็มไปด้วยเสียงเพลงหากิจกรรมที่
จะทำให้ใจเป็นสุขเบิกบานสำเริงใจให้ได้
ไม่หงอยเหงาเศร้าซึมจนต้องมีอาการอันไซเมอร์
ขี้หลงขี้ลืม ควรฟังเพลงที่คุณชื่นชอบ เต้นรำ
อย่าทำให้ตัวเองรู้สึกแย่ ผ่อนคลายอารมณ์ยิ้มแย้มแจ่มใส
ทิ้งปัญหาและความทุกข์ออไป ทำตัวเองให้มี
ความสุข ปล่อยวางให้ได้
4. ปลดปล่อยความวิตกกังวลใจออกไป
พยายามใช้ชีวิตอย่างไร้กังวล
สำหรับเรื่องของลูก ๆ อะไรที่พอจะช่วยได้
ก็ให้ความช่วยเหลืออะไรที่อยู่นอกเหนือ
เกินกำลังเรา ก็ใช้อุเบกขาธรรมบ้าง หรือลูกๆ
ไม่ต้องการให้เราช่วย ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเดี๋ยว
จะกลายทำดีไม่ได้ดี ทำให้ลูกๆ รำคายไปเสียอีก
เรื่องของพวกเขา อย่าเข้าไปก้าวก่ายคนเราแก่แล้ว
จัดการเรื่องของเราก็เพียงพอไม่ต้องไปยุ่ง
ปัญหาของผู้อื่น ยิ่งยุ่งมาก
ยิ่งทำให้ใจเรายิ่งลำบากมากขึ้น
5. ไม่ควรทวงบุญคุณจากใครฅ
คนเราเราเมื่อแก่ตัวไปแล้ว ไม่ควรเอา
เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ มาพูดตลอดเวลา
เราเเคยช่วยเหลือใคร คนอื่นคงจะทำดีกับเรา
หรือไม่ก็ปล่อยผ่านไป อย่าหงุดหงิดทั้งวัน
แล้วบ่นต่อหน้าลูก ๆ หลาน ๆ
เพราะอาจจะทำให้เขารำคาญใจได้

6.ใจกว้าง ใจบุญใจกุศล
ถ้าพอมีอะไร พอจะทำประโยชน์
เป็นสาธารณะ อย่ารีรอ อย่าลังเลใจ
รีบทำ เพราะตายไปเรานำไปไม่ได้
ควรยึดคำกลอนที่ว่า
อันวัวควาย ตายแล้ว เหลือเขาหนัง
อันช้างตาย ยังเหลืองา เป็นศักดิ์ศรี
คนเรานี้ ตายแล้ว เหลือไว้แต่ชั่วดี
คุณความมดี ประดับไว้ ในโลกา
เมื่อเจ้ามา เจ้ามีอะไร มากับเจ้า
เจ้าจะมัว โลภมาก ไปถึงไหน
เวลาตาย ไม่เห็น เอาอะไรไป
ติดตามได้ แต่บาปบุญ ของคุณเอง
พรรณไม้ดอก แม้โตได้วันละนิด
ยังความงามพาจิตใจให้สดใส
ก่อนเหี่ยวแห้ง หมู่ภมร ได้ชื่นใจ
ดูดเกสร บินร่อนไป เลี้ยงรวงรัง
อันมนุษย์ เกิดมาอยู่ คู่กับโลก
มีสุขทุกข์โศก โรคภัย ตายแล้วเผา
ก่อนจะดับ ลับโลกไป เพราะมัจจุราชมารับเอา
ท่าน เราและเขา ควรปลูกฝังความดีไว้ ให้โลกชม

แหล่งข้อมูล
